ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,939
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยูเครนเดือดทุบอวกาศ! ใช้มิสไซล์ "ฟลามิงโก" จิกจู่โจม "รอสคอสมอส" หรือว่าง่ายๆ ก็ "นาซา" ของรัสเซีย ซึ่งไกลมากด้วย อยู่ตั้ง 900 กม. จากชายแดนยูเครน! กี้ก็โวใหญ่ ยิงสู่พรมแดนใหม่ ด้านอวกาศอันลือลั่นเป็นตำนานนับแต่อดีตกาลของโซเวียต
    กี้ยังคุยฟุ้ง มียิงทั้งฐานทัพอากาศ "ซาวาสเลย์กา" ซึ่งก็ไกลเหมือนกัน ตั้ง 700 กม.
    และ และ และ ที่ขาดไม่ได้ ยังไงก็ไม่เคยขาด ต้องล่อ "น้ำมัน" รัสเซียเน้นๆ! (ซึ่งรัสเซียก็ปัดป้องอะไรไม่เคยได้เลย!) ทิ่มไปที่ "อุสต์-ลูกา" ไกลถึง 800 กม.

    ก็จะเห็นว่าหลังๆ ยูเครนโชว์ "สาดลูกยาว" ซะเยอะ
    ช่วงชกไม่ถึงเหรอ พี่ประเคนแข้งไปเลย! และตอนนี้เป้าไหนก็เหมือนจะเจาะได้ทั้งนั้นแล้ว จากน้ำมันยันอวกาศศศ

    ด้านรัสเซียก็แลกต่อ ท่าเรือมาก็ท่าเรือไป โหมไปที่ท่าเรือ "โอเดซา" และ "ยุซนี" ฝั่งทะเลดำ‼️‼️ ซึ่งก็รวมไปถึงอิซมาอิล เมืองท่า ชายฝั่งทะเลดำ แต่ตีลึกไปตรงแม่น้ำดานูบ ขอบชายแดนยูเครนที่ติดกับโรมาเนีย‼️

    ทั้งนี้ ก็มีข่าว (จากสื่อใหญ่ของฝรั่ง โดยรายงานจากแหล่งข่าววงใน) ว่า ทางยูเครนมีส่งสาสน์ไปถึงรัสเซีย เสนอ "หยุดยิง" ทะเลดำ
    คือยิงไรก็ยิงไป แต่อย่ายิงท่าเรือตรงทะเลดำเล้ย เพราะเป็นห่วงชาวโลกจะลำบากเอา ต้องส่งออกพืชพันธุ์ธัญญาหารจากตรงนี้
    คุณว่ารัสเซียจะว่าไง?
    รัสเซียบอกว่า "ไม่จ้ะ"
    และไม่ใช่แค่ข่าวนะจ๊ะ รัสเซียออกแถลงการณ์โดยกระทรวงการต่างประเทศ!!!
    ประณามยูเครนและจวกแหลก เอ็งมาโจมตีทะเลดำ เลวร้ายมาก และก็แล้วไงเหรอ จะมาขอจบ ไม่มีทาง!
    มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกต่างประเทศชี้ว่า ไม่มีกั๊ก ถ้าจะจัดก็เอาให้หนัก จะเอาก็แลกเลย กล้าตีก็ต้องกล้าแลก เราไม่มีวันมา "หยุดยิง" เพื่อให้ยูเครนได้พักให้น้ำให้ท่า หายใจหายคอ ไม่มีวัน!

    ยังไงก็ตาม ปฏิเสธมิได้ว่า พักหลัง รัสเซียจะโดนมากกว่าน่ะสิ แลกไปแลกมา รัสเซียชักเพลี่ยงพล้ำซะเยอะเหมือนกัน

    แต่ที่กี้หวัง (อย่างที่เคยประกาศไว้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน) ว่า จะโจมตีหนักหน่วงรุนแรงจนรัสเซียยอมเจรจา ยอมหย่าศึก ... คล้ายว่าเป็นไปได้ยากยิ่ง
    ด้วยเกียรติ ด้วยศักดิ์ แห่งรัสเซีย ... คล้ายมีแต่จะยิ่งแค้น บ่มความแค้นนี้สะสม รอวันทวง!
    หรือต่อให้ยังเอาคืนไม่ได้ ก็ไม่มีวันยอมตามที่ยูเครนปรารถนาอยู่ดี ไม่มีวัน

    ดูแล้วจบยาก

    https://www.bloomberg.com/news/arti...n-space-facility-in-samara?srnd=homepage-asia
    https://www.reuters.com/world/europ...od-supply-fears-mount-source-says-2026-08-13/
    https://www.reuters.com/world/europe/russia-dismisses-idea-black-sea-ceasefire-2026-08-14/

    https://www.facebook.com/share/1JJ6u6TAbR/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,939
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Financial Repression: ญี่ปุ่นทำได้จริง

    บทความแปล
    FB_IMG_1786847311766.jpg
    "ญี่ปุ่น" ถึงลดหนี้มหาศาลได้ โดยไม่ต้องจ่ายหนี้คืนแม้แต่บาทเดียว?
    ญี่ปุ่นเพิ่งทำในสิ่งที่ไม่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ชาติไหนในโลกทำได้ นั่นคือการทำให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงจากจุดพีคที่ 229% ลงมาเหลือ 204% ทั้งที่ไม่ได้จ่ายหนี้คืนเลยแม้แต่บาทเดียว แถมมูลค่าหนี้จริงยังเพิ่มขึ้นถึง 11% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ!
    พวกเขาทำได้อย่างไร? วิธีการนี้มีชื่อทางเศรษฐศาสตร์ที่คนส่วนใหญ่อาจไม่เคยได้ยิน นั่นคือ "การกดดันทางการเงิน" (Financial Repression)
    หลักการนี้ง่ายมาก: แค่กดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ
    ลองนึกภาพตามว่า รัฐบาลมีรายได้จาก "ภาษี" ซึ่งเก็บจากทุกการซื้อขายและรายได้ในประเทศ เมื่อเงินเฟ้อดันให้ราคาสินค้าและค่าจ้างแพงขึ้น รัฐก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ (อัตราภาษีเท่าเดิม แต่ฐานตัวเลขใหญ่ขึ้น)
    ส่วนสิ่งที่รัฐต้องจ่ายคือ "ดอกเบี้ย" ของหนี้ก้อนเก่า หากธนาคารกลางตรึงดอกเบี้ยไว้ต่ำติดดิน ในขณะที่ปล่อยให้เงินเฟ้อพุ่งสูง ต้นทุนการจ่ายหนี้ตรงนี้ก็แทบจะไม่ขยับเลย
    รายได้เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ภาระหนี้เท่าเดิม
    หากรักษาระยะห่างนี้ไว้นานพอ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ก็จะลดลงไปเองตามธรรมชาติ โดยที่รัฐไม่ต้องรัดเข็มขัดลดงบประมาณ และไม่ต้องจ่ายหนี้คืน แค่ใช้ "เวลา" เป็นตัวช่วย
    ญี่ปุ่นใช้แผนนี้แบบเป๊ะๆ ในปี 2023 ญี่ปุ่นมีเงินเฟ้อ 3.3% แต่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ "ติดลบ" ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโตขึ้น 20% ขณะที่หนี้โตแค่ 11% สัดส่วนหนี้จึงหดลงไปเอง
    แต่งานนี้มี "ผู้แพ้"
    คนเสียเปรียบไม่ใช่ชาวต่างชาติ แต่เป็น "คนออมเงินชาวญี่ปุ่น" ที่เงินฝากไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย ในขณะที่ข้าวของแพงขึ้น 3% ต่อปี ส่วนต่างระหว่างสิ่งที่คนออมควรจะได้กับสิ่งที่ได้จริง ก็คือสิ่งที่รัฐบาลเก็บเข้ากระเป๋าไป... มันคือ "ภาษีแฝง" ที่ประชาชนไม่เคยโหวตเลือก
    ข้อแม้สำคัญ: คุณต้อง "คุมเจ้าหนี้" ของตัวเองให้ได้
    แผนนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อประเทศนั้นคุมเจ้าหนี้ตัวเองได้ ซึ่งญี่ปุ่นทำได้ เพราะ BOJ ถือครองพันธบัตรรัฐบาลตัวเองถึง 48% ส่วนที่เหลืออยู่ในมือสถาบันการเงิน กองทุนบำนาญ และนักลงทุนชาวญี่ปุ่นเอง มีต่างชาติถือครองอยู่เพียง 8% ดังนั้น เมื่อรัฐบาลกดดอกเบี้ย สถาบันในประเทศจึงต้องก้มหน้ารับผลขาดทุน และเทขายหนีไปไหนไม่ได้
    ทำไม "สหรัฐอเมริกา" ถึงลอกการบ้านนี้ไม่ได้?
    ต่างชาติถือครองหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ สูงถึง 31% (ราว 9.2 ล้านล้านดอลลาร์) เมื่อวอชิงตันปล่อยให้เงินเฟ้อวิ่งในช่วงปี 2021-2022 ทริคนี้เริ่มได้ผลในช่วงแรก หนี้ต่อ GDP ลดจาก 133% เหลือ 119%
    แต่เจ้าหนี้ต่างชาติไม่ยอมทนเหมือนเจ้าหนี้ในประเทศ พวกเขา "เทขาย" ทิ้ง และเรียกร้องดอกเบี้ยสูงๆ เพื่อแลกกับการถือต่อ ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ ทะลุ 5% ในปลายปี 2023 ดอกเบี้ยที่แพงหูฉี่สำหรับการกู้ใหม่ ได้ลบล้างข้อดีทั้งหมดทิ้งไป และทำให้ตอนนี้สัดส่วนหนี้สหรัฐฯ กลับมาพุ่งสูงที่ 126% อีกครั้ง
    บทสรุป
    ตัวเลขที่ตัดสินว่าประเทศไหนจะใช้แผนนี้ได้รอด ไม่ใช่สัดส่วนหนี้ต่อ GDP แต่คือ NIIP (สถานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิ) หรือ ทรัพย์สินที่ประเทศนั้นมีในต่างแดน หักลบด้วย สิ่งที่ต่างชาติถือครองในประเทศนั้น
    ญี่ปุ่น: +562 ล้านล้านเยน (เงินออมที่สะสมมานานหลายทศวรรษ)
    สหรัฐฯ: -21 ล้านล้านดอลลาร์
    ประเทศแรก "เป็นหนี้ตัวเอง" แต่ประเทศที่สอง "เป็นหนี้คนทั้งโลก"

    ps://www.facebook.com/share/1Bf3KTct2U/
    https://www.facebook.com/share/1Bf3KTct2U/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,939
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นักประวัติศาสตร์ยุคกรีกโบราณ ทิวซิดิดีส (Thucydides) เคยกล่าวประโยคคลาสสิกที่สรุปเนื้อหาของบทความนี้ในระดับประเทศไว้เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อนว่า:

    "ผู้แข็งแกร่งย่อมทำในสิ่งที่ตนทำได้ และผู้อ่อนแอย่อมต้องทนรับในสิ่งที่ตนต้องเผชิญ"

    โลกในระดับมหภาคไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยศีลธรรม แต่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจการต่อรอง ทรัพยากร และเทคโนโลยี

    โลกสวย โลกที่เท่าเทียมไม่มีจริง
    ชีวิตจริง เจรจาด้วย กำลัง และ ความมั่งคั่ง

    ต้องแข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะเป็นผู้ชนะ

    https://www.facebook.com/share/p/1KU5ziYdu1/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,939
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ภาระดอกเบี้ยจ่ายของรัฐบาลสหรัฐ คือ 1.38 ล้านล้านดิลลาร์

    รายรับของรัฐบาลสหรัฐ คาดการณ์ว่าปีนี้จัดเก็บได้
    5.4 ล้านล้านดอลลาร์

    ภาระดอกเบี้ยจ่าย = 25% ของรายรับ
    (ยังไม่รวมชำระเงินต้น ที่ไม่คิดชำระอยู่แล้ว แต่ต้อง rollover ไปเรื่อยๆ)
    FB_IMG_1786848914892.jpg
    ภาระหนี้ระดับนี้จะยั่งยืนได้อย่างไร

    https://www.facebook.com/share/p/1EMXvHWrkB/


    Shocking stat of the day:

    Estimated annualized interest expense on US federal debt is up to a record $1.38 trillion.

    This is equivalent to 4.2% of US GDP, the highest percentage since 1997.

    By comparison, this figure stood at 2.3% in Q4 2020.

    Annualized interest expense has surged +$900 billion, or nearly +200%, over the last 5 years, rising at an average annual rate of +24%.

    Meanwhile, in the first 9 months of FY2026, interest expense jumped +$78 billion YoY, to $827 billion, the highest level for this period in history.

    The cost of servicing US federal debt has never been higher.

    https://www.facebook.com/share/p/1DYtZqQTCL/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,939
    ค่าพลัง:
    +97,153
    IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจกัมพูชาจะดิ่งหัวต่อเนื่อง
    ...
    คนไทยบอกว่า เป็นไงล่ะ ไม่มีไทย จะขาดใจ
    ...
    กัมพูชาปากดี รวมฮุนเซนบอกไม่เกี่ยว ปิดด่านร้อยปีก็ปิดไป
    ...
    IMF ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจกัมพูชาในปี 2026 นี้ ลดจาก 4.2% เหลือ 3% (ภาพที่ 3)
    ...
    โดยแนวโน้ม ทั้ง ADB, World Bank และ IMF ปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาภายใน 5 ปีข้างหน้า จากนโยบาย (policy) ของกัมพูชาจะเติบโตลดลงต่อเนื่องจนอาจเหลือการเติบโตเพียง 1% ในอีก 5 ปีข้างหน้า (ภาพที่ 1)
    ...
    อนึ่ง ประเทศกัมพูชาถือเป็นประเทศเกิดใหม่หลังสงคราม จะมีการเติบโตที่แรงในระดับปีละ 5-6% มาตลอด แต่ภายหลังการเกิดสงครามกับไทยจนความสัมพันธ์เลวร้ายลง สถาบันต่างๆ ประเมินการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่อง (ภาพที่ 2)
    ...
    เมื่อเศรษฐกิจเติบโตน้อย ไม่คุ้มดำเนินการ เพราะประเทศก็เล็กอยู่แล้ว ไม่คุ้ม economy of scale การถอนตัวของธุรกิจต่างชาติกำลังเกิดต่อเนื่อง ตอนนี้กิจการไทย ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ทยอยถอนตัวออกจากกัมพูชา
    ...
    เมื่อธุรกิจถอนตัวต่อเนื่อง คนตกงานจะเพิ่ม
    ...
    หนี้สินที่ประชาชนก่อไว้จะกลายเป็น NPL
    ...
    ไหนเงินสแกมเมอร์จะต้องย้ายหนี
    ...
    วิกฤติมารำไร
    ...
    แต่ไม่มั๊ง ปิดด่านร้อยปีก็ไม่กลัว
    FB_IMG_1786863818228.jpg FB_IMG_1786863820672.jpg FB_IMG_1786863823569.jpg
    https://www.facebook.com/share/19JQzXcceq/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,939
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘เอสเอ็มอี’ อาการน่าห่วง ‘เอ็นพีแอล‘ ทะลุ 11% หนี้กำลังจะเสียอีก 5% ธุรกิจเปราะบางหนัก
    .
    สุรพล โอภาสเสถียร ผู้ช่วยผู้บริหาร บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) โพสต์เฟสบุ๊ก “Surapol Opasatien” ว่า
    .
    สถานการณ์สินเชื่อของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและนิติบุคคลไทยยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา หลังข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2569 หรือไตรมาส 2 ปี 2569 ภายใต้ข้อมูลของ NCB พบว่า สินเชื่อของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและนิติบุคคล ซึ่งไม่รวมบุคคลธรรมดา จากฐานข้อมูลสถิติการให้กู้ของสถาบันการเงินในระบบเครดิตบูโร มีจำนวนรวม 2.54 ล้านล้านบาท ครอบคลุมประมาณ 1.1 ล้านบัญชี
    .
    ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อสินเชื่อมีการเติบโตเพียง 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและนิติบุคคลถือเป็นกลุ่มสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นนายจ้างและเป็นกลไกที่กระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปในวงกว้าง
    .
    ประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้นคือสถานการณ์หนี้เสีย หรือสินเชื่อด้อยคุณภาพ โดยอยู่ที่ 10.92% หรือคิดเป็นประมาณ 11% เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีจำนวนประมาณ 80,000 บัญชี
    .
    ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าตัวเลขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานที่ระดับ 9.5% เนื่องจากฐานข้อมูลนี้รวมผู้ให้สินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ไว้ด้วย
    .
    ขณะเดียวกัน หนี้ที่กำลังจะเสีย หรือสินเชื่อที่อยู่ในกลุ่มต้องจับตา มีสัดส่วน 4.95% หรือประมาณ 5% คิดเป็นวงเงิน 1.21 แสนล้านบาท แม้วงเงินดังกล่าวจะลดลง 9.3% แต่ยังมีจำนวนบัญชีอยู่ที่ประมาณ 67,500 บัญชี สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังมีลูกหนี้อีกจำนวนหนึ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ไหลเข้าสู่สถานะหนี้เสีย
    .
    สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้หลังจากกลายเป็นหนี้เสีย มีวงเงินรวม 2.22 แสนล้านบาท ลดลง 3.4% และมีจำนวนประมาณ 46,700 บัญชี สะท้อนการดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ที่เข้าสู่สถานะหนี้เสียแล้ว
    .
    ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันก่อนที่จะกลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งเป็นการดำเนินการกับลูกหนี้ที่อยู่ในกลุ่มหนี้ที่กำลังจะเสีย มีวงเงินรวม 3.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 2.5 แสนล้านบาท โดยจำนวนบัญชีเพิ่มขึ้นเป็น 85,900 บัญชี จาก 64,700 บัญชีในเดือนมิถุนายน 2568
    .
    เมื่อพิจารณาตัวเลขหนี้เสียที่อยู่ที่ประมาณ 11% ประกอบกับหนี้ที่กำลังจะเสียอีกประมาณ 5% จะทำให้สัดส่วนความเสี่ยงของสินเชื่อทั้งสองกลุ่มรวมกันอยู่ที่ประมาณ 16% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนแรงกดดันต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในภาวะที่สินเชื่อโดยรวมเติบโตเพียง 0.5%
    .
    ข้อมูลดังกล่าวทำให้ประเด็นการเร่งแก้ไขปัญหาสินเชื่อของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและนิติบุคคลถูกจับตามากขึ้น เพราะกลุ่มธุรกิจดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานและการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หากสถานการณ์สินเชื่อยังขยายตัวในระดับต่ำ
    .
    ขณะที่หนี้เสียและหนี้ที่กำลังจะเสียอยู่ในระดับสูง ย่อมเป็นแรงกดดันต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
    .
    ตัวเลขดังกล่าวจึงสะท้อนว่าการแก้ไขปัญหาต้องดำเนินการอย่างจริงจังและไม่ควรรอให้ปัญหาสะสมจนเข้าสู่จุดที่แก้ไขได้ยาก เพราะหากภาคธุรกิจซึ่งเป็นนายจ้างและเป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจมีปัญหาด้านสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้มากขึ้น ผลกระทบย่อมสามารถขยายออกไปสู่เศรษฐกิจในวงกว้างได้
    .
    ในอีกด้านหนึ่ง การปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันที่เพิ่มขึ้นทั้งในแง่วงเงินและจำนวนบัญชี สะท้อนว่ามีความพยายามเข้าไปจัดการปัญหาก่อนที่ลูกหนี้จะกลายเป็นหนี้เสีย ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้หลังเป็นหนี้เสียยังมีวงเงินอยู่ในระดับสูง จึงเป็นโจทย์สำคัญว่าการแก้ไขปัญหาควรดำเนินการให้เร็วขึ้น เพื่อไม่ให้ลูกหนี้ที่ยังสามารถฟื้นตัวได้ไหลเข้าสู่สถานะหนี้เสียเพิ่มเติม
    .
    สถานการณ์ดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับบทบาทของธนาคารกลางและการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพราะปัญหาของภาคธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในระบบการเงิน หากแต่สามารถส่งผ่านไปยังการลงทุน การจ้างงาน การบริโภค และกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมได้
    .
    ดังนั้น ตัวเลขสินเชื่อของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและนิติบุคคลที่เติบโตเพียง 0.5% ขณะที่หนี้เสียอยู่ที่ 10.92% และหนี้ที่กำลังจะเสียอยู่ที่ 4.95% จึงเป็นสัญญาณที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองกลุ่มรวมกันมีสัดส่วนประมาณ 16% ของสินเชื่อในฐานข้อมูลดังกล่าว
    .
    โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดูแลหนี้เสียที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องเร่งป้องกันไม่ให้หนี้ที่กำลังจะเสียไหลเข้าสู่สถานะหนี้เสีย และต้องทำให้สินเชื่อกลับมาสนับสนุนภาคธุรกิจที่ยังมีศักยภาพได้มากขึ้น เพื่อไม่ให้ปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการกลายเป็นแรงฉุดต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป
    .
    .
    #กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจWealth

    https://www.facebook.com/share/p/1BZNdXCiFi/
     

แชร์หน้านี้

Loading...