ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Fed กำลัง “หลงประเด็น” และควรเริ่มลดดอกเบี้ย

    James E. Thorne มองว่า Fed กำลังเดินนโยบายการเงินผิดทาง เพราะในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังอ่อนแรงลง สิ่งที่ Fed ควรทำคือเริ่มลดดอกเบี้ยกลับเข้าสู่ระดับที่เป็นกลาง แทนที่จะส่งสัญญาณว่าจะคงดอกเบี้ยสูงไปอีกนาน

    เขามองว่า Trump พูดถูกในเรื่องดอกเบี้ย เพราะนโยบายการเงินของสหรัฐตอนนี้อาจตึงตัวเกินไปสำหรับเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ Wall Street ยังคาดหวังว่าจะยังแข็งแกร่งต่อไป

    สำหรับ Thorne สิ่งที่ทำให้รายงานล่าสุดน่ากังวลไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ออกมาต่ำกว่าคาด แต่คือการที่ตัวเลขดังกล่าวกำลังเปิดเผยว่า มุมมองของตลาดและ Fed ก่อนหน้านี้อาจผิดไปมาก

    ก่อนหน้านี้ Wall Street และกรรมการ FOMC ที่มีสิทธิ์ลงคะแนนหลายคนใช้เวลาหลายสัปดาห์เตือนเรื่อง Supply Shock เงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมลงง่ายๆ และถึงขั้นพูดถึงความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยต่อ

    แต่ Thorne มองว่า พวกเขากำลังมองเศรษฐกิจผ่านข้อมูลที่ล่าช้า และใช้ข้อมูลเหล่านั้นสร้างเรื่องราวว่าควรดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป

    ปัญหาคือ เมื่อข้อมูลถูกปรับแก้ ภาพเศรษฐกิจก็เปลี่ยนไปทันที

    เขาจึงมองว่านี่ไม่ใช่แค่การพลาดตัวเลข แต่เป็นการที่ Consensus ของ Wall Street ถูกเปิดโปงว่าผิดจากความเป็นจริง

    Thorne ยังเห็นด้วยกับ Kevin Warsh ในประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นว่า Fed พึ่งพาข้อมูลเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาล่าช้าและอาจถูกปรับแก้ภายหลังมากเกินไป แต่กลับนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ตัดสินใจด้วยความมั่นใจสูง

    รายงานเดือนกรกฎาคมเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

    ก่อนหน้านี้ตลาดและผู้กำหนดนโยบายจำนวนมากสร้างมุมมองเชิง Hawkish จากตัวเลขที่ภายหลังถูกปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ

    การจ้างงานเดือนกรกฎาคมลดลง 23,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนถูกปรับลดลงรวมกันอีก 103,000 ตำแหน่ง

    เมื่อรวมการปรับแก้ทั้งหมด การจ้างงานเฉลี่ยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาเหลือเพียงประมาณ 34,000 ตำแหน่งต่อเดือน

    ดังนั้น Thorne จึงมองว่า รายงานเดือนกรกฎาคมไม่ได้ทำให้ตลาดแรงงานพังลงในทันที แต่เพิ่งเปิดเผยให้เห็นว่าตลาดแรงงานอ่อนแออยู่แล้ว

    แม้อัตราการว่างงานจะยังอยู่ที่ 4.1% แต่เขามองว่าตัวเลขนี้ไม่เพียงพอที่จะใช้บอกว่าตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง

    อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานลดลงเหลือ 61.4% ขณะที่สัดส่วนการจ้างงานต่อประชากรลดลงเหลือ 58.9%

    Thorne จึงมองว่าตลาดแรงงานกำลังอ่อนแอลงผ่านสิ่งที่เรียกว่า การดูดซับแรงงานที่ลดลง ก่อนที่จะไปถึงขั้นเกิดการเลิกจ้างครั้งใหญ่

    พูดง่ายๆ คือ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่บริษัทต่างๆ กำลังไล่คนออกจำนวนมาก แต่เกิดจากเศรษฐกิจไม่สามารถรองรับคนที่ต้องการเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ดีเหมือนเดิม

    และ Thorne มองว่าความผิดพลาดเรื่องดอกเบี้ยของสหรัฐยังมีผลกระทบออกไปนอกประเทศด้วย

    หากดอกเบี้ยสหรัฐยังสูงเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยก็ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สนับสนุน Yen Carry Trade

    เมื่อเงินเยนมีต้นทุนการกู้ยืมต่ำ นักลงทุนสามารถนำเงินที่กู้มาไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทำให้เกิดการใช้ Leverage เพิ่มขึ้นในช่วงที่กลยุทธ์นี้ยังได้ผล

    แต่เมื่อส่วนต่างดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงหรือ Carry Trade เริ่มกลับทิศ การลด Leverage ก็สามารถเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การปิดสถานะพร้อมกันจนเกิดแรงขายรุนแรงในตลาดได้

    ดังนั้น Thorne มองว่า การที่สหรัฐคงดอกเบี้ยสูงเกินไปไม่ได้สร้างปัญหาเฉพาะกับเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ยังสามารถเพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบการเงินทั่วโลกได้ด้วย

    ในมุมของเขา Kevin Warsh เข้าใจปัญหานี้ เช่นเดียวกับ Scott Bessent และ Trump

    Thorne จึงสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า Fed และ Wall Street จำนวนมากกำลังหลงประเด็น

    พวกเขายังคงให้ความสำคัญกับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในอดีต ขณะที่ข้อมูลล่าสุดกำลังบอกว่าเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดแรงงาน กำลังอ่อนแรงลง

    สิ่งที่ Fed ควรทำจึงไม่ใช่การต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ควรเริ่มลดดอกเบี้ยกลับเข้าสู่ระดับที่เป็นกลาง

    Thorne ยังมองว่า สหรัฐควรมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศหลักๆ เพราะการคงดอกเบี้ยสูงไม่ได้เพียงสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในประเทศ แต่ยังทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกมีความไม่สมดุล และเพิ่มความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนและการใช้ Leverage

    ท้ายที่สุด เขามองว่า ยิ่งความผิดพลาดของ Powell และ Fed ถูกแก้ไขเร็วเท่าไร ก็ยิ่งเป็นผลดีมากขึ้นเท่านั้น

    https://www.facebook.com/share/p/187GiirkpM/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    น้ำมันดิบปิดส่งท้ายสัปดาห์ 8 ส.ค.ขึ้นอีกกว่า 1 ดอลล์ ปิดเหนือกว่า 84 ดอลล์ ดันขึ้น 3 วันติดกันรวมกว่า 4 ดอลล์ ไร้ข้อตกลงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ ข้อตกลงอิหร่านกับโอมานยังไม่ประกาศชัดเจน ราคาดีเซลไทยนิ่งนาน 17 วัน BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1ABJtkWj7q/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เชื่อใครดี #กัมพูชา เคลม ทูตทหารจีนไม่เคยห้ามใช้อาวุธจีนสู้รบกับไทย โต้กรมข่าวทหารบกของไทยพูดเองเออเอง
    FB_IMG_1786192472268.jpg
    “พนมเปญโพสต์” สื่อกัมพูชา อ้างอิงเจ้าหน้าที่กัมพูชาที่ไม่ประสงค์ออกนามรายหนึ่ง โต้แย้งคำกล่าวอ้างของกองทัพไทยที่ว่า จีนได้กำหนดข้อจำกัดในการใช้ยุทโธปกรณ์ของจีนในช่วงความขัดแย้งชายแดนเมื่อปีที่แล้วนั้น “ไม่ถูกต้อง”
    ⛔️
    เจ้าหน้าที่ของกัมพูชาระบุว่า สถานทูตจีนยืนยันกับเจ้าหน้าที่กัมพูชาในวันที่ 7 สิงหาคม ว่าไม่มีการหารือเรื่องการห้ามกัมพูชาใช้อาวุธของจีน ในระหว่างการหารือระหว่างผู้ช่วยทูตทหารของจีนกับกองทัพบกไทย
    .
    พนมเปญโพสต์อ้างว่า เจ้าหน้าที่ของจีนระบุว่า “ผู้ช่วยทูตทหารของจีนในกรุงเทพฯ ไม่ได้พูดเช่นนั้น ตรงกันข้ามกับสิ่งที่กองทัพไทยเผยแพร่สู่สาธารณะ ฝ่ายจีนเพียงแต่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสันติภาพ การเจรจา และความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน”
    .
    เรื่องนี้มีที่มาจากกรมข่าวทหารบก ระบุว่า เมื่อวันที่ 4 ส.ค.69 พลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก ได้พบกับพลตรี จาง หลินหง ผู้ช่วยทูตทหาร สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย พร้อมคณะ โดยผู้ช่วยทูตทหารของจีน ได้ชี้แจงเรื่องที่จีนมอบอาวุธให้กัมพูชา โดยจีนได้กำชับไม่ให้กัมพูชาใช้อาวุธที่ได้รับจากประเทศจีนในพื้นที่บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
    .
    กัมพูชายังอ้างว่าไทยใช้ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย รวมถึงเครื่องบินรบF-16 และGripen ไปทิ้งระเบิดกัมพูชา ทำให้หมู่บ้าน 335 แห่งในกัมพูชายังคงเต็มไปด้วยระเบิดลูกปรายของไทย
    โดยถึงแม้ว่าไทย-กัมพูชาจะมีความแตกต่างกันในด้านเทคโนโลยีทางทหาร แต่ผู้นำไทยได้แสดงความกังวลต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ในการเยือนประเทศจีนเกี่ยวกับการส่งมอบรถถังของจีนให้กับกัมพูชา ซึ่งฝ่ายจีนยืนยันว่า อาวุธที่กัมพูชาได้รับไปเป็นการส่งมอบตามข้อตกลงที่จีน-กัมพูชาได้ทำไว้ก่อนที่จะเกิดการปะทะกับฝ่ายไทย.

    https://www.facebook.com/share/1DGWWWKhGL/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,817
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เริ่มคุ้ม! คลังเล็งช่วยโซลาร์บ้านละ 5 หมื่น ค่าไฟกำลังเป็นต้นทุนบ้าน

    โซลาร์รูฟท็อปกำลังกลายเป็นข่าวใหญ่ของคนมีบ้าน เพราะคลังเล็งอุดหนุนบ้านละ 50,000 บาท และคาดว่าครัวเรือนอาจคืนทุนได้ภายใน 3-4 ปี

    นี่ไม่ใช่แค่ข่าวพลังงานสะอาด แต่เป็นข่าวที่ทำให้คนซื้อบ้าน คนสร้างบ้าน และคนถือบ้านปล่อยเช่าต้องเริ่มคิดเรื่องค่าไฟเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าอสังหาฯ มากขึ้น เพราะบ้านในอนาคตอาจไม่ได้แข่งกันแค่ทำเลและพื้นที่ใช้สอย แต่แข่งกันที่ต้นทุนการอยู่อาศัยระยะยาวด้วย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กฟผ. และ กฟภ. กำลังเร่งสรุปรายละเอียดโครงการลดภาระประชาชนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเงินกู้ตาม พ.ร.ก. วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีวงเงิน 2 แสนล้านบาท และคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 1 เดือน

    หลักการเบื้องต้นคือ รัฐจะช่วยอุดหนุนค่าติดตั้งให้ครัวเรือนในรูปแบบเงินให้เปล่าครัวเรือนละ 50,000 บาท ขณะที่ต้นทุนติดตั้งต่อครัวเรือนถูกประเมินไว้ราว 100,000-150,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือจะดึงกลไกของธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้ามาช่วยปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

    ข่าวยังระบุว่า ครัวเรือนที่ติดตั้งสามารถขายไฟฟ้าส่วนเหลือคืนให้ กฟผ. และ กฟภ. ได้ โดยใช้ระบบ Net Billing หรือการหักลบค่าไฟเป็นมูลค่าเงิน เพื่อนำมาลดค่าไฟปกติ

    ตัวเลขที่คนมีบ้านควรจำคือ 3-4 ปี เพราะนายเอกนิติประเมินว่าโครงการนี้จะช่วยให้ครัวเรือนที่เข้าร่วมถึงจุดคุ้มทุนในช่วงดังกล่าว และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปจะได้รับประโยชน์จากค่าไฟที่ลดลงมากขึ้น โดยเบื้องต้นมองว่าครัวเรือนทั่วไปใช้ไฟเฉลี่ยราว 5 กิโลวัตต์ และโครงการอาจช่วยประชาชนได้ประมาณ 500,000 ถึง 1 ล้านครัวเรือน

    ในมุมอสังหาฯ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะที่ผ่านมาเวลาคนซื้อบ้านมักคิดเรื่องราคาบ้าน ค่างวด ทำเล และพื้นที่ใช้สอยเป็นหลัก แต่โลกที่ค่าไฟผันผวนทำให้ต้นทุนการอยู่จริงกลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้น บ้านที่ออกแบบให้ประหยัดพลังงานได้ดี บ้านที่ติดตั้งโซลาร์ได้ง่าย และบ้านที่มีระบบไฟรองรับ อาจมีน้ำหนักในการตัดสินใจมากกว่าเดิม

    ผมมองว่าโซลาร์รูฟท็อปไม่ควรถูกขายเป็นของแฟชั่น แต่ควรถูกอ่านเป็นตัวเลขการเงินของบ้าน ถ้าบ้านหนึ่งหลังใช้ไฟสูง มีคนอยู่กลางวัน มีเครื่องปรับอากาศหลายเครื่อง หรือมีรถ EV ในอนาคต การลดค่าไฟรายเดือนอาจมีผลต่อกระแสเงินสดของครอบครัวมากกว่าที่คิด

    แต่ถ้าบ้านใช้ไฟน้อย เจ้าของไม่อยู่กลางวัน หรือหลังคาไม่เหมาะกับการติดตั้ง ผลตอบแทนอาจไม่เหมือนกัน ดังนั้นคำว่าได้อุดหนุน 50,000 บาทไม่ได้แปลว่าทุกบ้านควรติดทันที สิ่งที่ควรทำคือคำนวณจากค่าไฟจริง ทิศทางแดดจริง สภาพหลังคาจริง และเงื่อนไขขายไฟจริง

    สำหรับคนจะซื้อบ้านใหม่ ข่าวนี้ทำให้ checklist เปลี่ยนไปเล็กน้อย นอกจากถามว่าบ้านอยู่ทำเลไหน ใกล้รถไฟฟ้าหรือถนนอะไร ควรถามเพิ่มว่าหลังคารับโซลาร์ได้ไหม ทิศทางแดดเป็นอย่างไร ระบบไฟรองรับการติดตั้งในอนาคตหรือไม่ และโครงการมีการเตรียมงานระบบไว้แค่ไหน

    สำหรับคนถือบ้านเช่าหรืออพาร์ตเมนต์ เรื่องนี้ก็มีบทเรียน เพราะผู้เช่าในอนาคตอาจไม่ได้ดูแค่ค่าเช่า แต่จะดูค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือนมากขึ้น ถ้าบ้านหรืออาคารลดค่าไฟได้จริง เจ้าของอาจใช้จุดนี้เป็นข้อได้เปรียบในการปล่อยเช่า แต่ต้องพูดด้วยตัวเลขจริง ไม่ใช่ใช้คำว่าเขียวหรือประหยัดแบบกว้าง ๆ

    อีกด้านหนึ่ง ข่าวนี้ยังโยงกับอุตสาหกรรมไทย เพราะ กฟผ. และ กฟภ. อยู่ระหว่างหารือกับ BOI เพื่อกำหนดเงื่อนไขเปิดรับผู้ประกอบการติดตั้ง โดยโจทย์คืออยากให้เป็นผู้ประกอบการไทยที่มีโรงงานในไทยและได้มาตรฐานเข้าร่วมโครงการ ตรงนี้แปลว่าโซลาร์รูฟท็อปไม่ได้กระทบแค่เจ้าของบ้าน แต่ยังเกี่ยวกับโรงงาน แรงงาน ผู้รับเหมา และ supply chain ของอุปกรณ์พลังงานในประเทศด้วย

    สิ่งที่ต้องระวังคือ ข่าวนี้ยังอยู่ในขั้นเร่งสรุปรายละเอียดและยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาเงินกู้ ดังนั้นคนอ่านไม่ควรรีบตัดสินใจจากพาดหัวอย่างเดียว ต้องรอดูเงื่อนไขจริง เช่น ใครมีสิทธิ์ วงเงินรวมเท่าไร ขั้นตอนสมัครเป็นอย่างไร ราคาติดตั้งถูกกำกับไหม อุปกรณ์ต้องได้มาตรฐานแบบไหน และระบบ Net Billing จะคำนวณอย่างไร

    มุมมองนักวิเคราะห์ต่อเหตุการณ์นี้ในแบบอ่านจากข้อมูลข่าว คือโครงการนี้น่าสนใจเพราะมีตัวเลขที่แตะชีวิตจริง ทั้งเงินช่วย 50,000 บาท ต้นทุนติดตั้ง 100,000-150,000 บาท และระยะคืนทุน 3-4 ปี แต่ความคุ้มจริงต้องวัดเป็นรายบ้าน ไม่ใช่ใช้สูตรเดียวกันทั้งประเทศ

    ข่าวนี้จึงไม่ใช่แค่รัฐจะช่วยติดโซลาร์ แต่มันกำลังทำให้บ้านกลายเป็นสินทรัพย์ที่ต้องบริหารต้นทุนพลังงานมากขึ้น บ้านที่ดีในอนาคตอาจไม่ใช่แค่บ้านสวยหรือใกล้เมือง แต่เป็นบ้านที่อยู่แล้วค่าใช้จ่ายไม่บาน และเจ้าของเข้าใจตัวเลขหลังมิเตอร์ของตัวเองจริง ๆ

    #KimPropertyLive #โซลาร์รูฟท็อป #บ้านประหยัดไฟ #ค่าไฟ #อสังหาริมทรัพย์ #ธอส #พลังงานสะอาด

    https://www.facebook.com/share/19HduKoFAw/
     

แชร์หน้านี้

Loading...