ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน แม้ยังไม่วิกฤต แต่เปราะบางขึ้น
    ล่าสุดอยู่ที่ 66.1%ต่อจีดีพี เข้าใกล้กรอบวินัยการคลัง 70%
    รัฐกู้เงิน 4 แสนล้าน รับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ กูรูห่วงกดทับการเติบโตระยะยาว BTimes

    May 12, 2026 ห่วงระยะยาว! หนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน แม้ยังไม่วิกฤต แต่เปราะบางขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 66.1%ต่อจีดีพี เข้าใกล้กรอบวินัยการคลัง 70% รัฐกู้เงิน 4 แสนล้าน รับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ กูรูห่วงกดทับการเติบโตระยะยาว

    Bnomics by Bangkok bank ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยบทวิเคราะห์ หนี้สาธารณะไทยใกล้เพดาน“ โดยระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบัน: หนี้ยังบริหารได้ แต่ความยืดหยุ่นทางการคลังเริ่มลดลง
    หนี้สาธารณะไทยกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้งในปี 2026 หลังรัฐบาลเดินหน้าใช้นโยบายการคลังเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และการเติบโตที่ชะลอลง ภาพรวมในปัจจุบันจึงไม่ได้สะท้อนเพียงระดับหนี้ที่สูงขึ้น แต่สะท้อนข้อจำกัดของรัฐในการรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจรอบใหม่ด้วย

    ล่าสุด รัฐบาลอนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะระบุว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท หรือราว 66.1% ของ GDP ใกล้กรอบวินัยการคลังที่ 70% มากขึ้นขณะเดียวกัน ไทยยังขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง และต้องกู้ใหม่เพื่อ rollover หนี้เดิมบางส่วน ทำให้ภาระหนี้เริ่มกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญของนโยบายการคลังในระยะต่อไป

    โจทย์ของรัฐจึงซับซ้อนขึ้น เพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแลค่าครองชีพ การรักษาเสถียรภาพการคลัง และการประคองความเชื่อมั่นของตลาดการเงินไปพร้อมกัน ในภาวะที่เศรษฐกิจโตต่ำ เงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานยังเป็นความเสี่ยง และภาระดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
    จากวิกฤตโควิดสู่ข้อจำกัดระยะยาวของเศรษฐกิจไทย

    ช่วงโควิด-19 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหนี้สาธารณะไทย รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินจำนวนมากเพื่อประคองเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน จนนำไปสู่การปรับเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% ของ GDP ในปี 2021 ในเวลานั้น การกู้เพิ่มยังถูกมองว่าเป็นมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือวิกฤตเฉพาะหน้า
    แต่ในปี 2026 ปัญหาเริ่มเปลี่ยนจากวิกฤตชั่วคราวไปสู่ข้อจำกัดระยะยาว เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการลงทุนเอกชนที่ฟื้นช้า หนี้ครัวเรือนสูง สังคมสูงวัย ผลิตภาพที่เติบโตต่ำ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และฐานภาษีที่ยังขยายได้จำกัด

    ขณะที่ภาครัฐกลับมีภาระใช้จ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งด้านสวัสดิการ การดูแลค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข และการรองรับสังคมสูงวัย ความเสี่ยงสำคัญจึงอาจไม่ใช่ภาวะหนี้ล้นระบบแบบฉับพลัน แต่เป็นภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตไม่ทันภาระหนี้ ทำให้การลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม หนี้สาธารณะไทยที่ประมาณ 66% ของ GDP ยังต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนหนี้เกิน 100% และ 200% ของ GDP ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบเพียงตัวเลขหนี้ต่อ GDP อาจไม่สะท้อนภาพทั้งหมดประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากมีข้อได้เปรียบที่ไทยยังไม่มี ทั้งตลาดการเงินที่ลึกกว่า ความสามารถในการกู้ด้วยต้นทุนต่ำกว่า ฐานรายได้ภาครัฐที่แข็งแรงกว่า รวมถึงสถานะของสกุลเงินที่ได้รับความเชื่อมั่นระดับโลก ทำให้สามารถรองรับระดับหนี้ที่สูงกว่าได้มากกว่าไทย หากเทียบในอาเซียน ไทยถือว่ามีสัดส่วนหนี้ค่อนข้างสูง เพราะหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ มีหนี้สาธารณะอยู่เพียงประมาณ 25–40% ของ GDP(มีต่อ)

    https://www.facebook.com/share/p/18KGYtg8RZ/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หน่วยงานการบินพลเรือนของอิสราเอล รายงานว่า ได้ออกคำเตือนว่า สนามบินเบนกูเรียน กลายเป็น “ฐานทัพทหารของสหรัฐฯ” ไปแล้ว เนื่องจากมีการเสริมกำลังทางทหารของสหรัฐฯ ในประเทศจำนวนมาก ตามรายงานของสื่ออิสราเอล

    มีรายงานว่าการเสริมกำลังดังกล่าวเริ่มขึ้นก่อนการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นหลังจากมีการหยุดยิง

    หน่วยงานระบุว่า การปรากฏตัวของเครื่องบินทหารสหรัฐฯ จำนวนมากกำลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อสายการบินของอิสราเอลและภาคการบินภายในประเทศ

    พร้อมเตือนว่า สายการบินท้องถิ่นอาจล้มละลาย และสายการบินต่างชาติอาจถอนตัว หากไม่มีการย้ายเครื่องบินพลเรือนไปยังฐานทัพทหาร

    https://www.facebook.com/share/p/1ChSggsUQb/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การเมืองอังกฤษคึกคัก!!
    รมช. Miatta Fahnbulleh ลาออกจากรัฐบาลของนายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ พร้อมเรียกร้องให้ สตาร์เมอร์ ลาออกหลังจากพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งท้องถิ่น

    https://www.facebook.com/share/p/1Ggv6ojj4s/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปากีสถานอนุญาตให้อิหร่านนำเครื่องบินทหารมาจอดในฐานทัพ แม้จะรับบทตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งกับสหรัฐฯ
    FB_IMG_1778588536422.jpg
    ในขณะที่ปากีสถานวางตัวเป็นช่องทางทางการทูตระหว่างเตหะรานและวอชิงตัน แต่ในทางลับ ปากีสถานกลับอนุญาตให้เครื่องบินทหารของอิหร่านเข้ามาจอดในฐานทัพอากาศของตน ซึ่งอาจเป็นการช่วยกำบังเครื่องบินเหล่านี้จากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่มีความเข้าใจในเรื่องนี้

    นอกจากนี้ อิหร่านยังได้ส่งเครื่องบินพลเรือนไปจอดในอัฟกานิสถานซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านด้วย ทว่ายังไม่แน่ชัดว่ามีเครื่องบินทหารรวมอยู่ในเที่ยวบินเหล่านั้นหรือไม่ เจ้าหน้าที่สองรายเผยกับ CBS News

    การเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่ชัดเจนในการปกป้องทรัพย์สินทางทหารและการบินที่เหลืออยู่ของอิหร่านจากความขัดแย้งที่ขยายตัวขึ้น แม้ว่าในที่สาธารณะ บรรดาเจ้าหน้าที่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการลดความตึงเครียดก็ตาม

    เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ซึ่งขอไม่เปิดเผยตัวตนเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงแห่งชาติ บอกกับ CBS News ว่า เพียงไม่กี่วันหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศหยุดยิงกับอิหร่านเมื่อต้นเดือนเมษายน เตหะรานได้ส่งเครื่องบินหลายลำไปยังฐานทัพอากาศนูร์ข่าน (Nur Khan) ของปากีสถาน ซึ่งเป็นยุทธสถานทางทหารที่สำคัญตั้งอยู่ใกล้กับเมืองราวัลพินดีซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งกองกำลังทหารของปากีสถาน

    ท่ามกลางยุทโธปกรณ์ทางทหารเหล่านั้น พบเครื่องบิน RC-130 ของกองทัพอากาศอิหร่าน ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้ในการลาดตระเวนและเก็บข้อมูลข่าวกรอง ดัดแปลงมาจากเครื่องบินขนส่งทางยุทธวิธี Lockheed C-130 Hercules

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงของปากีสถานปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับฐานทัพอากาศนูร์ข่าน โดยระบุว่า "ฐานทัพนูร์ข่านตั้งอยู่ใจกลางเมือง ฝูงบินขนาดใหญ่ที่มาจอดที่นั่นย่อมไม่สามารถปิดบังจากสายตาประชาชนได้"

    ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่การบินพลเรือนของอัฟกานิสถานที่ให้ข้อมูลกับ CBS News เครื่องบินพลเรือนของอิหร่านลำหนึ่งซึ่งเป็นของสายการบิน Mahan Air ได้ลงจอดที่กรุงคาบูลไม่นานก่อนสงครามจะเริ่มขึ้น หลังจากน่านฟ้าอิหร่านถูกปิด เครื่องบินลำดังกล่าวก็ยังคงจอดอยู่ที่สนามบินคาบูล

    ต่อมา เมื่อปากีสถานเริ่มทำการโจมตีทางอากาศในกรุงคาบูลเมื่อเดือนมีนาคม ระหว่างความตึงเครียดกับรัฐบาลที่นำโดยกลุ่มตาลีบัน (กรณีข้อกล่าวหาว่าตาลีบันให้ที่พักพิงแก่กลุ่มติดอาวุธจีฮัด Tehrik-e-Taliban Pakistan) ทางการการบินพลเรือนของตาลีบันจึงตัดสินใจย้ายเครื่องบินลำดังกล่าวไปยังสนามบินเฮรัต (Herat) ใกล้ชายแดนอิหร่านด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันจากการถูกทิ้งระเบิดที่สนามบินคาบูลโดยเครื่องบินเจ็ตของปากีสถาน

    เจ้าหน้าที่การบินระบุว่า นี่คือเครื่องบินอิหร่านเพียงลำเดียวที่เหลืออยู่ในอัฟกานิสถาน

    ทางด้าน ซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกหลักของตาลีบัน ปฏิเสธการมีอยู่ของเครื่องบินอิหร่านในอัฟกานิสถาน โดยบอกกับ CBS News ว่า "ไม่ นั่นไม่เป็นความจริง และอิหร่านก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น"

    ความช่วยเหลือทางทหารที่ปากีสถานได้รับจากจีนนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) แสดงให้เห็นว่า จีนเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ให้ปากีสถานถึง 80% ระหว่างปี 2020 ถึง 2024 และอิสลามาบัดยังมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับปักกิ่งอีกด้วย

    อิสลามาบัดพยายามที่จะประคองตัวอยู่ท่ามกลางทั้งสองฝ่าย โดยนำเสนอตัวเองต่อวอชิงตันในฐานะตัวกลางที่สร้างความมั่นคง ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงขั้นตอนที่อาจทำให้เตหะรานหรือจีน (ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนระหว่างประเทศที่ทรงพลังที่สุดของอิหร่าน) ขุ่นเคือง

    จีนซึ่งได้กระชับความร่วมมือทางทหารและเศรษฐกิจกับทั้งปากีสถานและอิหร่านในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้ออกมากล่าวยกย่องบทบาทของปากีสถานในการอำนวยความสะดวกให้เกิดการสื่อสารทางอ้อมระหว่างเตหะรานและวอชิงตัน

    https://www.facebook.com/share/p/1D3bktVgTM/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มาถึงขั้นนี้แล้ว! ขนม "คาลบี้" ต้องพิมพ์ห่อเป็นสีขาวดำ เพราะสงครามตะวันออกกลางทำหมึกสีหมด!

    FB_IMG_1778588728820.jpg
    ทั้งนี้ มันเป็นเรื่องของซัพพลายเชน เพราะ "เรซิ่น" ที่เป็นส่วนประกอบในการผลิตหมึกสีนั้น มันมาจากโรงงานปิโตรเคมีที่ต้องป้อนวัตถุดิบเป็นแนฟทาหรือแอลพีจีเข้าไป ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็ล้วนมากจากอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันหรือแยกก๊าซ
    ฉะนั้น ปิดฮอร์มุซก็เลยขาดตลาดกันเป็นทอดๆ
    นี่ยังดีนะ ยังผลิตห่อผลิตซองได้อยู่

    ถ้าสงครามไม่ยอมจบซักที ก็จะเห็นอะไรแปลกๆ อย่างงี้มากขึ้นเรื่อยๆ ...

    https://www.facebook.com/1000594715...Xzea6P5Bu6F6cU5thfZa6GqwSTFl/?mibextid=NOb6eG
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ✈️ Endgame ภาคปักกิ่ง: เมื่อทรัมป์ขนทีม Avengers ภาคธุรกิจ 16 ชีวิต บุกพบสี จิ้นผิง

    สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาเล่าเรื่องทริปประวัติศาสตร์ของทรัมป์ที่กำลังจะบินไปปักกิ่งเพื่อพบสี จิ้นผิงในวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2026 ให้ฟังกันแบบละเอียดเลยนะคะ

    ทริปนี้เดิมทีกำหนดไว้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม แต่ถูกเลื่อนออกมาเพราะสถานการณ์สงครามอิหร่านที่บานปลายหลังสหรัฐและอิสราเอลโจมตี ทำให้กว่าจะได้เจอกันอีกครั้งก็ผ่านไปหลายเดือนนับจากการพบกันครั้งล่าสุดที่ปูซาน เกาหลีใต้ เมื่อตุลาคม 2025

    ที่น่าสนใจมากคือ ทรัมป์ไม่ได้ไปคนเดียวค่ะ ทำเนียบขาวยืนยันกับ BBC ว่าจะมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทสหรัฐรวม 17 คนร่วมเดินทางไปด้วย ซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมแทบทุกขั้วที่จีนสนใจ ตั้งแต่เทคโนโลยี การเงิน การบิน เกษตร เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึง social media platforms นิคกี้ขอไล่ชื่อให้ฟังเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะคะ จะได้เห็นภาพชัด

    เริ่มจากฝั่งเทคโนโลยีก่อน ตัวเอกที่สื่อทั่วโลกพาดหัวกันเยอะที่สุดคือ Tim Cook จาก Apple และ Elon Musk จาก Tesla/SpaceX ซึ่งทั้งคู่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจในจีนมหาศาล Apple ยังคงพึ่งพา supply chain จีนเป็นหลัก ส่วน Tesla ก็มี Gigafactory เซี่ยงไฮ้เป็นฐานการผลิตสำคัญ

    นอกจากนี้ยังมี Dina Powell McCormick จาก Meta (ตำแหน่ง President และ Vice Chair ไม่ใช่ CEO นะคะ เพราะ Mark Zuckerberg ไม่ได้มาเอง) ซึ่งน่าสนใจมากเพราะ Facebook และ Instagram ถูกบล็อกในจีนมาตลอด การส่งผู้บริหารระดับสูงไปแบบนี้อาจมีนัยยะอะไรบางอย่าง

    ด้านเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์ มี Sanjay Mehrotra จาก Micron Technology, Cristiano Amon จาก Qualcomm และ Jim Anderson จาก Coherent ทั้งสามบริษัทนี้อยู่ในเป้าหมายของจีนทั้งในแง่การจัดซื้อและในแง่ที่จีนพยายามลดการพึ่งพา แต่ที่ขาดหายไปอย่างมีนัยสำคัญและสื่อพูดถึงกันเยอะคือ Jensen Huang แห่ง Nvidia ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ ทั้งที่ Nvidia คือศูนย์กลางของสงครามชิป AI ระหว่างสองชาติ ส่วน Chuck Robbins ซีอีโอ Cisco ได้รับเชิญแต่ไม่สามารถร่วมเดินทางได้เพราะติดตารางประกาศผลประกอบการในสัปดาห์เดียวกัน

    ฝั่ง biotech มีคนเดียวแต่สำคัญมากคือ Jacob Thaysen จาก Illumina ซึ่งทำธุรกิจเครื่อง gene sequencing ที่จีนเคยขึ้น unreliable entity list มาก่อน การที่ Illumina ได้มาด้วยถือเป็นสัญญาณว่าสองชาติพยายามเปิดทางความร่วมมือด้าน precision medicine มากขึ้น

    ฝั่งการเงินถือว่ามาหนักมากค่ะ เรียงไล่จากกองทุนใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง BlackRock โดย Larry Fink, ตามด้วย Stephen Schwarzman แห่ง Blackstone ราชาแห่ง private equity ที่มีสายสัมพันธ์กับปักกิ่งยาวนาน, Jane Fraser ซีอีโอหญิงคนแรกของ Citigroup, David Solomon จาก Goldman Sachs และอีกสองยักษ์ใหญ่ในระบบชำระเงินคือ Michael Miebach จาก Mastercard และ Ryan McInerney จาก Visa

    การที่ Visa และ Mastercard มาพร้อมกันเป็นเรื่องน่าจับตา เพราะระบบชำระเงินจีนถูกครอบงำโดย Alipay กับ WeChat Pay มาตลอด

    ฝั่งอุตสาหกรรมหนักและการเกษตร มี Kelly Ortberg ซีอีโอ Boeing ซึ่งจีนเป็นลูกค้าเครื่องบินพาณิชย์รายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก, H. Lawrence Culp Jr. จาก GE Aerospace ที่ผลิตเครื่องยนต์ให้กับ Boeing และ COMAC C919 ของจีนด้วย และ Brian Sikes จาก Cargill ยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าเกษตรซึ่งเป็นไพ่สำคัญในประเด็นถั่วเหลืองและธัญพืช

    สรุปรายชื่อทั้งหมดที่จะร่วมเดินทางจริงๆ มีดังนี้ค่ะ

    Tim Cook (Apple), Elon Musk (Tesla), Larry Fink (BlackRock), Stephen Schwarzman (Blackstone), Kelly Ortberg (Boeing), Brian Sikes (Cargill), Jane Fraser (Citi), Jim Anderson (Coherent), Larry Culp (GE Aerospace), David Solomon (Goldman Sachs), Jacob Thaysen (Illumina), Michael Miebach (Mastercard), Dina Powell McCormick (Meta), Sanjay Mehrotra (Micron), Cristiano Amon (Qualcomm) และ Ryan McInerney (Visa)

    ในแง่วาระการประชุม นิคกี้มองว่าการที่ทรัมป์พาขบวน CEO มาขนาดนี้เป็นสัญญาณชัดว่าทริปนี้ไม่ใช่แค่การพบปะทางการทูตธรรมดา แต่เป็นการเจรจาเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ วาระจะครอบคลุมเรื่องการค้า, AI, การควบคุมการส่งออก (export controls), ไต้หวัน และสงครามอิหร่าน โดยเฉพาะประเด็นอิหร่านที่ทรัมป์น่าจะกดดันให้จีนช่วยเป็นตัวกลางเจรจา เพราะจีนพึ่งพาน้ำมันราคาถูกจากอิหร่านอยู่มาก และทรัมป์ก็คงอยากได้ purchase agreement ใหญ่ๆ กลับบ้านไปอวดด้วย ซึ่งการมี Boeing, Cargill, GE Aerospace ในขบวนสะท้อนภาพนี้ชัดเจน

    มุมมองส่วนตัวของนิคกี้ ทริปนี้ถ้าออกมาดีจะเป็น catalyst ใหญ่ของตลาดทุนโลกในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม semiconductor, aerospace และ payment ที่อาจได้ deal ในแง่การเปิดตลาดจีนเพิ่มเติม แต่ถ้าเจรจาล่ม หรือทรัมป์ออกมาแถลงแบบ hawkish ตลาดอาจสะดุดได้เหมือนกัน เป็น event risk ที่ต้องจับตาใกล้ชิดทั้งสัปดาห์นี้เลยค่ะ

    https://www.facebook.com/1000635451...GUk98NZhJv18qfT2zwC4pkremBMl/?mibextid=NOb6eG
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ Memory Bubble? 4 ครั้งในรอบ 60 ปีที่ตลาดส่งสัญญาณนี้… ทุกครั้งจบด้วยฟองสบู่แตก

    สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้นิคกี้จะมาเล่าเรื่องตลาดหุ้นอเมริกาที่กำลังเกิดปรากฏการณ์น่าสนใจมากๆ คือทำ All-Time High ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ความขัดแย้งกับอิหร่านเรื่องช่องแคบฮอร์มุซยังหาทางออกไม่เจอ ราคาน้ำมันก็ยังยืนสูง พันธบัตรก็โดนเทขายเพราะกังวลเงินเฟ้อ แต่หุ้นกลับเดินหน้าทำสถิติใหม่ได้ทุกวัน ฟังดูเหมือนตลาดแข็งแกร่งใช่มั้ยคะ? แต่ถ้าเรามองลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง จะเห็นภาพที่ทำให้ขนลุก เพราะมันคล้ายกับช่วงปี 1999 ก่อนฟองสบู่ดอทคอมแตกมากเลยทีเดียว

    พระเอกของรอบนี้ชื่อว่า “เซมิคอนดักเตอร์”

    ถ้าใครยังจำได้ ตอนที่ ChatGPT เปิดตัวใหม่ๆ ทุกคนเชื่อว่า Magnificent Seven (ก็คือ Apple, Microsoft, Google, Amazon, Meta, Nvidia, Tesla) จะเป็นผู้ชนะของยุค AI แบบทิ้งห่างคู่แข่ง แต่ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เรื่องราวกลับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือเลยค่ะ คนที่กำไรหนักจริงๆ กลายเป็นบริษัทที่ผลิต “จอบและพลั่ว” สำหรับยุค AI นั่นคือกลุ่มผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์

    ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า SOX ปีนี้บวกไปแล้ว 71% ตั้งแต่ต้นปี และถ้าเทียบกับจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีนี้ขึ้นมาแล้วถึง 160% ค่ะ อ่านไม่ผิดนะคะ หนึ่งร้อยหกสิบเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาไม่ถึงปี

    แต่ที่สุดของที่สุดคือหุ้น Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำสัญชาติอเมริกัน วันจันทร์ที่ผ่านมาบวกไปอีก 6.5% รวมแล้วปีนี้บวกประมาณ 180% และจากจุดต่ำสุด 52 สัปดาห์ขึ้นมาแล้ว 770% ค่ะ เจ็ดร้อยเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ในรอบปีเดียว มันคือกราฟแบบที่นิคกี้เรียกว่า “พุ่งทะลุเพดาน” จริงๆ และทำให้กราฟของดัชนี Nasdaq 100 ตอนนี้เกือบจะเป็นเส้นตั้งฉาก

    เหตุผลที่ราคาวิ่งแรงขนาดนี้ก็เพราะดีมานด์ของชิปทั้งแบบหน่วยความจำธรรมดาและชิป AI ขั้นสูงโตเกินคาดมาก ในขณะที่ฝั่งซัพพลายกลับจำกัดกว่าที่นักวิเคราะห์เคยประเมินไว้ ผลคือโบรกเกอร์ต่างๆ ตอนนี้คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทในดัชนี SOX ปีหน้าจะ “เกือบสองเท่า” ของปีที่แล้ว นี่ไม่ใช่ตัวเลขเล็กๆ เลยนะคะ

    แต่นี่แหละค่ะที่ทำให้นิคกี้ขนลุก

    นักวิเคราะห์จาก 22V Research บอกว่าตอนนี้ค่า RSI ของดัชนี SOX (RSI ย่อมาจาก Relative Strength Index เป็นเครื่องมือวัดว่าหุ้นถูกซื้อมากเกินไปหรือไม่ ตัวเลขยิ่งสูงยิ่งร้อน) อยู่ในระดับที่เห็นครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2000 ค่ะ ถ้าใครพอจำได้ มีนาคม 2000 คือช่วงไม่กี่วันก่อนที่ฟองสบู่อินเทอร์เน็ตจะระเบิด

    โมเดลที่ Wall Street ใช้ประเมินกำไรของหุ้นกลุ่ม AI ตอนนี้กำลังวาดอนาคตหลายปีข้างหน้าด้วยตัวเลขที่สวยงามมาก แต่หลายคนลืมไปว่าหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป็นหุ้น “วัฏจักร” (Cyclical) คือมีขึ้นมีลงตามวัฏจักรของอุตสาหกรรม ไม่ได้โตแบบเส้นตรงไปเรื่อยๆ

    การคาดการณ์ว่ากำไรจะโตต่อเนื่องหลายปีโดยไม่มีสะดุดเลย จึงเป็นสิ่งที่นิคกี้คิดว่า “ไม่สมจริง”

    ⚠️ ความน่ากลัวคือ “ตลาดวิ่งกระจุก”

    เรื่องที่นิคกี้อยากให้ทุกคนเข้าใจให้ลึกๆ คือ “Market Breadth” หรือความกว้างของตลาด พูดง่ายๆ คือดูว่าหุ้นที่ขึ้นมีเยอะแค่ไหน หรือเป็นแค่หุ้นไม่กี่ตัวที่ลากดัชนีขึ้น

    ลองดูตัวเลขที่น่าตกใจนี้ค่ะ วันศุกร์ที่ผ่านมา ในจำนวนหุ้นทั้งหมด 500 ตัวของดัชนี S&P 500 มีหุ้นที่ทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์เพียง 21 ตัวเท่านั้น โดยมี Sandisk และ Micron รวมอยู่ในนั้น แต่ในขณะเดียวกัน มีหุ้นถึง 27 ตัว หรือคิดเป็น 5.4% ของดัชนี ที่ทำจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ ฟังดูแปลกใช่มั้ยคะ? ดัชนีปิดที่จุดสูงสุดประวัติศาสตร์ ทั้งที่หุ้นในดัชนีทำจุดต่ำสุดมากกว่าหุ้นที่ทำจุดสูงสุดเสียอีก

    นี่เป็นเพราะหุ้นไม่กี่ตัว (โดยเฉพาะเซมิและบิ๊กเทค) มีน้ำหนักมหาศาลในดัชนี เลยลากให้ดัชนีขึ้นได้ทั้งที่หุ้นส่วนใหญ่จริงๆ กำลังย่ำแย่

    และนี่คือสถิติที่ทำให้นิคกี้คิดหนักมาก ในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา S&P 500 ทำจุดสูงสุดตลอดกาลพร้อมกับมีหุ้นในดัชนีทำจุดต่ำสุด 52 สัปดาห์เกิน 5% เกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งเท่านั้นค่ะ คือธันวาคม 1972, ธันวาคม 1999, กรกฎาคม 2015 และธันวาคม 2021

    สองครั้งแรกตามมาด้วยตลาดหมีรุนแรงสุด ๆ (1973-74 และ Dot-com Bust) ครั้งที่สาม (กรกฎาคม 2015) ตามมาด้วย Flash Crash ในเดือนถัดมา และครั้งล่าสุด (ธันวาคม 2021) ก็คือก่อนตลาดหมีปี 2022 พอดี

    ครั้งที่ 5 ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้… จะเป็นยังไงต่อก็ลองคิดดูค่ะ

    Call Option กำลังเป็นเชื้อเพลิงเร่งตลาด

    อีกเรื่องที่นิคกี้อยากให้ทุกคนเข้าใจคือบทบาทของตลาดออปชั่นในการเร่งราคาให้พุ่งแรงขึ้น สำหรับใครยังไม่คุ้น Call Option คือสิทธิที่จะซื้อหุ้นในราคาที่กำหนดในอนาคต ถ้าหุ้นวิ่งขึ้น คนถือ call ก็จะได้กำไรแบบทวีคูณค่ะ

    วันศุกร์ที่ผ่านมา มูลค่า call option ของ S&P 500 ที่ซื้อขายกันสูงถึง 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ค่ะ และ call คิดเป็น 60% ของปริมาณการซื้อขายออปชั่นทั้งหมด แปลว่าตลาดกำลังเดิมพันขาขึ้นแบบบ้าคลั่ง

    เกิดอะไรขึ้นเมื่อมีคนซื้อ call เยอะมาก? คือ “ดีลเลอร์” หรือสถาบันที่เป็นคู่สัญญาขาย call จะต้องไปซื้อหุ้นจริงเพื่อป้องกันความเสี่ยง (เรียกว่า Dealer Hedging) ยิ่งคนซื้อ call เยอะ ดีลเลอร์ยิ่งต้องซื้อหุ้นจริงเยอะ หุ้นก็ยิ่งวิ่งขึ้น คนเห็นหุ้นวิ่งก็ยิ่งซื้อ call ตาม กลายเป็นวงจรป้อนตัวเองที่ลากตลาดขึ้นเรื่อยๆ

    แต่จุดสำคัญคือ “วันหมดอายุของออปชั่น” หรือ Options Expiration วันศุกร์นี้ (พฤษภาคม Opex) เป็นวันสำคัญ และไม่กี่วันหลังจากนั้นก็จะเป็นวันหมดอายุของ VIX Options และตามด้วยงบของ Nvidia

    พอช่วงนี้มาถึง ความผันผวนอาจกลับมาแรง เพราะแรงพยุงจากดีลเลอร์จะหายไป ถ้าโมเมนตัมของ AI สะดุดหรือน้ำมันขึ้นแรงอีกรอบ ตลาดอาจกลับตัวลงเร็วพอๆ กับที่ขึ้นมา

    ข้อมูลจาก Oppenheimer ก็ชี้ว่ามีหุ้นเพียงประมาณ 1 ใน 5 ของ S&P 500 เท่านั้นที่สามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนีในเดือนที่ผ่านมา ส่วน Citigroup ก็มองว่าค่า VIX (ดัชนีวัดความผันผวนของตลาด) ตอนนี้มีพรีเมียมเหนือพื้นฐานในตลาด แปลว่ายังมีพื้นที่ให้ความเสี่ยงคลายตัวลงได้อีก ถ้าราคาน้ำมันและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่เร่งกลับขึ้นมา

    ⚠️ บิ๊กเทคใกล้ถึงขีดจำกัดในการลากตลาด

    Edward Harrison นักเขียนของ Bloomberg เตือนว่าหุ้นเทคโนโลยีขนาดยักษ์กำลังใกล้ถึงขีดจำกัดในการลากตลาดทั้งหมดขึ้น ตลาดอเมริกาในรอบนี้ Nasdaq 100 บวกขึ้นมากว่า 20% จากจุดต่ำสุดเดือนมีนาคม ส่วน S&P 500 บวกประมาณ 15% ซึ่งทำให้ตลาดกลับเข้าใกล้แนวโน้มเดิมตั้งแต่ปี 2022

    ตัวเลขที่นิคกี้ว่าน่าสนใจมากคือ Ben Snider หัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นอเมริกาของ Goldman Sachs บอกว่า “หุ้นค่ามัธยฐาน” (Median Stock) ในดัชนี S&P 500 ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดของตัวเองอยู่ประมาณ 13% นั่นแปลว่าถึงดัชนีจะทำสถิติใหม่ แต่หุ้นเฉลี่ยจริงๆ ยังไม่ได้อยู่ในจุดสูงสุดเลย

    มีตัวเลขที่ยิ่งตอกย้ำเรื่องนี้คือ 4 ใน 5 ของสถิติปิดสูงสุดของ S&P 500 ที่ผ่านมา (จนถึงวันจันทร์) เกิดขึ้นในวันที่มีหุ้นในดัชนีปรับลงมากกว่าหุ้นที่ปรับขึ้น เป็นภาพที่บิดเบี้ยวมากค่ะ และในช่วงการแรลลี่เดือนเมษายน มีหุ้นใน S&P 500 เพียง 23% เท่านั้นที่ทำผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนี ตามข้อมูลของ Bank of America

    ไม่น่าแปลกใจที่สัปดาห์นี้เราเห็น QQQ (ETF ที่อิงดัชนี Nasdaq 100) มีเงินไหลเข้าสูงสุดในรอบปี เพราะนักลงทุนกำลัง “ไล่ตามผู้ชนะ” กันอย่างบ้าคลั่ง

    Snider เตือนต่อว่าตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา ค่าเฉลี่ยของการปรับฐาน 12 เดือนหลังจากความกว้างของตลาดลดลงรุนแรงแบบนี้ อยู่ที่ประมาณ 10% สำหรับ S&P 500 ค่ะ

    ทำไมหุ้นยังยืนได้ทั้งที่น้ำมันแพง? เพราะ “Margin Expectations” ยังพุ่ง

    จุดที่ตลาดหุ้นรอบนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ที่ราคาน้ำมันพุ่งแรง คือนักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ “อัตรากำไรขั้นต้น” (Operating Margin) ในอีก 12 เดือนข้างหน้าให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำสถิติใหม่

    ตัวเลขนี้สำคัญมากค่ะ เพราะถ้าบริษัทรักษามาร์จิ้นได้แม้ต้นทุนพลังงานสูง แปลว่ากำไรก็จะยังดีอยู่ ราคาน้ำมัน WTI ยืนเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมามากกว่า 40 วันทำการแล้วตั้งแต่กระโดดขึ้นในเดือนมีนาคม

    เทียบกับครั้งล่าสุดที่น้ำมันพุ่งแรง (ตอนรัสเซีย-ยูเครนปี 2022) มาร์จิ้นคาดการณ์ตอนนั้นกำลังปรับลดลงอยู่ก่อนแล้ว และพอช็อกพลังงานมา การปรับลงก็เป็นสัญญาณนำว่ากำไรจะแย่ลงในเวลาต่อมา ซึ่งสุดท้ายก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

    แต่รอบนี้ไม่เหมือนเดิมค่ะ คาดการณ์มาร์จิ้นกำลังพุ่ง สวนกระแสน้ำมันที่แพง สวนกระแสข่าวสงคราม เพราะตลาดเชื่อว่าดีมานด์ AI ที่แข็งแกร่งจะกลบต้นทุนที่เพิ่มขึ้นชั่วคราวได้ และ earnings season ที่ผ่านมาก็แทบไม่มีสัญญาณการพลิกกลับ ซึ่ง Ed Yardeni ผู้เชี่ยวชาญตลาดสรุปว่าใน Magnificent Seven ที่รายงานงบมาแล้ว 6 จาก 7 บริษัท Earnings Surprise อยู่ที่ 12.5% และทั้ง 6 บริษัทมีการเติบโตของกำไรเป็นตัวเลขสองหลักทั้งหมด

    ที่น่าสนใจคือถ้ากลุ่มพลังงานและกลุ่มสุขภาพปิดไตรมาสแรกด้วยกำไรเติบโตเป็นบวกเมื่อเทียบกับปีก่อน นี่จะเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ทั้ง 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของตลาดอเมริกาเติบโตพร้อมกัน

    ️ พลังงาน: พระเอกที่กลายเป็นผู้ร้าย

    พูดถึงพลังงาน นี่คือกลุ่มที่ผิดหวังที่สุดของ earnings season นี้ค่ะ กลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ทำผลงานแย่ที่สุดในดัชนีเมื่อเทียบกับประมาณการก่อน earnings season ซึ่งช่วยอธิบายว่าทำไมหุ้นพลังงานถึงล้าหลังกลุ่มอื่นทั้งหมดในเดือนที่ผ่านมา โดยติดลบประมาณ 5%

    แต่นี่ต้องดูบริบทค่ะ ก่อนสงครามจะปะทุ กลุ่มพลังงานเคยถูกคาดว่ากำไรจะ “ลดลง” ในไตรมาสนี้ พอเทียบกับฐานนั้น การเติบโตของกำไรต่อหุ้น 3.5% ก็ดูดีกว่าที่เคยคาดไว้เยอะ แต่พอเข้าใกล้ฤดูกาลรายงานงบ ตลาดกลับเร่งคาดการณ์ขึ้นไปที่การเติบโต 9% เลยกลายเป็นว่ากลุ่มพลังงานทำได้ต่ำกว่าตัวเลขล่าสุดนั้น

    ข่าวดีของกลุ่มพลังงานคือ Valuation ที่ถูกลงทำให้มี “เบาะรองรับ” ปัจจุบันอัตราส่วน Price-to-Forward Earnings ของกลุ่มพลังงานอยู่ที่ 13.5 เท่า เทียบกับเกือบ 21 เท่าของ S&P 500 ทั้งดัชนี ทั้งที่ปลายเดือนมีนาคม สองตัวเลขนี้เคยเทรดเท่ากัน นั่นแสดงให้เห็นว่าหุ้นพลังงานวิ่งไปไกลแค่ไหนก่อนที่จะถูกขายทิ้งกลับมา

    ฉากทัศน์เศรษฐกิจโลกจาก David Rosenberg
    นักเศรษฐศาสตร์ David Rosenberg วาดสามฉากทัศน์ไว้ค่ะ

    ถ้าช่องแคบฮอร์มุซเปิดภายใน 3 สัปดาห์ ความเสียหายจะจำกัด การเติบโตของ GDP โลกที่แท้จริงจะลดจากประมาณการก่อนสงครามที่ 3.4% เหลือ 2.9% เป็นการลดลงที่ตลาดน่าจะรับได้

    ถ้าข้อตกลงเรื่องช่องแคบที่จะเลื่อนการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ออกไปยังไม่เกิดในเร็วๆ นี้ แต่ช่องแคบเปิดได้ภายในเดือนกรกฎาคม Rosenberg ยังประเมินว่า GDP โลกจะอยู่ที่ 2.6% เป็นภาพที่น่ากังวล แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเลวร้าย เพราะแม้แต่ยุโรปก็ค่อนข้างได้รับผลกระทบจากช็อกราคาพลังงานน้อยกว่าที่หลายคนกลัว

    แต่ถ้าเลยจุดนั้นไป ความเสี่ยงเริ่มทวีคูณค่ะ และคำนวณกันใหม่ทั้งหมด

    นิคกี้คิดเหมือนกับ Harrison ค่ะว่า ประธานาธิบดี Trump ไม่น่าจะปล่อยให้เรื่องนี้ลากยาวจนถึงวันชาติอเมริกาในวันที่ 4 กรกฎาคม และน่าจะมีข้อตกลงก่อนหน้านั้น และถ้าช่องแคบฮอร์มุซเปิดได้ทันเวลา การลงทุนใน AI และนโยบายลดภาษีของรัฐบาลก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจอเมริกาเดินหน้าต่อได้

    Bank of America คาดการณ์ว่าในปี 2026 การลงทุนใน AI Capex รวมจะอยู่ที่ประมาณ 800,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 67% จากปี 2025 และจะเพิ่มอีก 25% เป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2027 และนี่นับเฉพาะกลุ่ม Big Tech อย่างเดียวนะคะ ไม่รวมบริษัทอื่นเลย ตัวเลขมหาศาลขนาดนี้ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมกลุ่มชิปถึงวิ่งแรงขนาดนี้

    สรุปจากนิคกี้

    ตลาดตอนนี้กำลังให้ภาพที่ขัดแย้งกันสองด้านค่ะ ด้านหนึ่งคือเรื่องราวกำไรที่ดีจริง รายได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มเซมิที่กำไรปีหน้าคาดว่าจะเกือบสองเท่าของปีที่แล้ว เศรษฐกิจอเมริกายังยืดหยุ่น และมาร์จิ้นยังพุ่งสวนทางน้ำมันแพง

    แต่อีกด้านหนึ่งคือสัญญาณเตือนที่ดังขึ้นเรื่อยๆ คือตลาดวิ่งกระจุกเกินไป RSI ของกลุ่มเซมิอยู่ในระดับเดียวกับมีนาคม 2000 แถม call option ซื้อขายระดับล้านล้าน และสถิติ S&P 500 ทำ All-Time High พร้อมหุ้นแตะจุดต่ำสุด 52 สัปดาห์เกิน 5% เคยเกิดขึ้นแค่ 4 ครั้งในรอบ 60 ปี ซึ่งทุกครั้งล้วนตามมาด้วยตลาดหมีหรือ Flash Crash

    นิคกี้ไม่ได้บอกว่าตลาดจะร่วงพรุ่งนี้นะคะ เพราะแบบนี้มันลากต่อได้อีกหลายเดือนเลย แต่สิ่งที่นิคกี้อยากให้ทุกคนคิดคือ ในรอบนี้ “Risk-Reward” ของการไล่ตามผู้ชนะที่วิ่งมา 700% แล้ว มันคุ้มกับความเสี่ยงที่ติดดอยจริงเหรอ? และพอร์ตของเรากระจุกเกินไปกับธีม AI หรือยัง?

    จังหวะนี้นิคกี้คิดว่าควร “ตรวจพอร์ต” กันใหม่ดูว่าน้ำหนักหุ้นเซมิฯ ในพอร์ตเรามากเกินจุดที่นอนหลับสบายหรือเปล่า เก็บกำไรบางส่วน รักษาวินัย และอย่าให้ FOMO ลากเราขึ้นรถไฟเหาะที่กำลังวิ่งเข้าโค้งสุดท้ายค่ะ

    ปล. ส่วนตัวไม่ได้บอกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งตลาดเป็นฟองสบู่นะคะ แต่ด้วยราคาหุ้นบางกลุ่มที่ขึ้นมาแรงและเร็วขนาดนี้ เราอาจจะมี pocket of bubble แฝงตัวอยู่ในบางพื้นที่ของตลาดค่ะ

    ปล2. Just be careful naka. หนึ่งในสาเหตุที่เรายังไม่เจอฟองสบู่แตก เพราะเรามีการเจาะลมออกอยู่เป็นพักๆ ค่ะ

    รอบนี้ควรจะมีบ้างนะ ไม่งั้นจะเริ่มน่ากลัวจริงๆ แล้ว

    https://m.facebook.com/story.php?st...2Cgvur3Ggl&id=100063545169952&mibextid=ZbWKwL
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นักข่าว กัมพูชา ฟาดกับรัฐบาลไทย แสบๆๆๆๆๆๆ
    .
    สรุปและแปลบางส่วนใจความในคลิป

    !! เห็นไหม !! พอเราเอาจริงพวกเขาก็ไม่กล้าและมาขอเจรจากับกัมพูชา
    โดยก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลไทยมีการเรียกร้องให้นำเข้าไปยังการเจรจาและใช้ UNCLOS ในการปักปันเขตแดน ทางกัมพูชาจึงระงับ 'ความร่วมมือไว้'
    หลังจากการประชุม ที่ ฟิลิปปินส์ เสร็จรัฐบาลกัมพูชาตกลงที่จะยอมรับ
    แต่ไทยกลับขอยกเลิก.....และขอ "เจรจา" เห็นไหม?พวกเขากำลังพ่ายแพ้แด่ความไม่ถูกต้อง ของตนเอง "
    FB_IMG_1778629857486.jpg FB_IMG_1778629864154.jpg
    อ้างอิงจากคลิปของนักข่าวและนักวิชาการทางการเมืองกัมพูชา
    https://www.youtube.com/live/WkyEqpkul-Q

    https://www.facebook.com/share/186JPspZ5e/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ห้ามนำ !! เงินเรียลไปแลก เป็นสกุลอื่น แนะให้เก็บเพราะมันมีคุณค่ามาก
    FB_IMG_1778629968681.jpg
    “ประกาศ” ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาได้เตือนประชาชนไม่ให้แลกเปลี่ยนธนบัตรเรียล เพราะจะทำให้สูญเสียคุณลักษณะดั้งเดิม เนื่องจากส่งผลเสียอย่างมากต่อมูลค่าของเงินสกุลนี้และมีคุณค่ามาก

    อ้างอิง
    https://dap-news.com/national/2026/05/12/597481/

    Screenshot_2026-05-13-06-53-23-02_40deb401b9ffe8e1df2f1cc5ba480b12.jpg
    Screenshot_2026-05-13-06-54-40-35_40deb401b9ffe8e1df2f1cc5ba480b12.jpg
    Screenshot_2026-05-13-06-54-48-02_40deb401b9ffe8e1df2f1cc5ba480b12.jpg
    Screenshot_2026-05-13-06-55-05-75_40deb401b9ffe8e1df2f1cc5ba480b12.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/1CmUWhu22H/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    President Trump
    ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน
    อยู่บนเครื่องพยุงชีวิต
    มีโอกาสเพียง 1% ที่จะรอด !!! (ขอไปจีนก่อน แล้วจะจัดการ)

    https://www.facebook.com/share/1X6p8uy74x/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สัญญาสันติภาพส่อแววล่มหลังทรัมป์ปัดข้อเสนออิหร่านอย่างไร้เยื่อใย พร้อมขู่หวนคืนสมรภูมิเต็มรูปแบบหากการเจรจาไม่คืบหน้า

    ทรัมป์ขู่ฉีกดีลหยุดยิงอิหร่าน ชี้สถานะอยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อท่าทีของรัฐบาลอิหร่านในการเจรจายุติสงคราม โดยระบุว่าข้อเสนอที่ได้รับล่าสุดเป็นเพียง "ขยะ" และ "โง่เขลา" ส่งผลให้สถานะความตกลงหยุดยิงที่บังคับใช้มาตั้งแต่เดือนเมษายนตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างหนัก แหล่งข่าวระดับสูงเผยว่าทรัมป์เริ่มพิจารณาทางเลือกในการกลับมาใช้มาตรการทางทหารเต็มรูปแบบ (Major Combat Operations) เพื่อตอบโต้การที่อิหร่านยังคงปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง

    ด้านสถานการณ์ภายในทำเนียบขาวพบว่ามีความแตกแยกในกลุ่มที่ปรึกษาความมั่นคง โดยฝ่ายหนึ่งสนับสนุนการโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์เพื่อบีบให้เตหะรานยอมจำนน ขณะที่อีกฝ่ายเสนอให้ใช้มาตรการทางการทูตผ่านตัวกลางอย่างปากีสถานต่อไป อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ย้ำชัดว่าเขาจะไม่ยอมรับข้อตกลงใดๆ ที่ไม่รวมถึงการปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์และการเปิดเส้นทางเดินเรือสากลทันที โดยคาดว่าการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดอาจมีขึ้นหลังการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ณ กรุงปักกิ่งในสัปดาห์นี้

    ขณะเดียวกัน ฝั่งอิหร่านภายใต้การนำของอยาตุลเลาะห์ มอจตาบา คาเมเนอี ยังคงยึดมั่นในเงื่อนไขการเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงครามและการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดก่อนเริ่มการเจรจาเชิงลึก โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า เตหะรานไม่กังวลต่อคำขู่ของสหรัฐฯ และพร้อมที่จะยกระดับการเผาผลาญทรัพยากรหากถูกรุกราน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะลุ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลท่ามกลางความกังวลว่าสงครามโลกครั้งใหม่ในตะวันออกกลางอาจปะทุขึ้นทุกเมื่อ

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพล่าสุดของอิหร่าน และระบุว่าสถานะการหยุดยิงอยู่ในภาวะวิกฤต (Life Support)
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: รายละเอียดของแผนการใช้ปฏิบัติการทางทหาร "Project Freedom" เพื่อเปิดทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การเคลื่อนย้ายหัวรบนิวเคลียร์ของอิหร่านไปยังฐานทัพใต้ดินเพื่อเตรียมพร้อมรับมือการโจมตีทางอากาศ

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานจาก CNN, The Guardian และ PBS ยืนยันตรงกันเกี่ยวกับท่าทีที่แข็งกร้าวของทรัมป์และการหยุดชะงักของการเจรจา

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: CNN, Reuters, The Guardian

    https://www.facebook.com/share/p/1B98tX3gzW/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Nikkei Asia รายงานว่า มาสด้า มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น ประกาศปรับลดงบลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ลง 20% เหลือ 1.2 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 หลังยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญ ชะลอตัวลง โดยบริษัทระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงด้านการลงทุนในช่วงที่การยอมรับรถ EV ยังไม่แพร่หลาย

    มาซาฮิโระ โมโร ประธานบริษัท ระบุว่า การปรับแผนดังกล่าวไม่ใช่เพียงการลดงบ แต่เป็นการ “เพิ่มประสิทธิภาพเชิงกลยุทธ์” พร้อมปรับแนวทางจากการพัฒนาทุกอย่างภายในองค์กร ไปสู่การใช้พันธมิตรเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน

    ก่อนหน้านี้ มาสด้าเคยประกาศแผนลงทุนด้านยานยนต์ไฟฟ้าในเดือนพฤศจิกายน 2022 ที่ระดับ 1.5 ล้านล้านเยน ก่อนต้นทุนทั่วโลกที่พุ่งสูงทำให้วงเงินขยายไปเกือบ 2 ล้านล้านเยน ต่อมาในเดือนมีนาคม 2025 บริษัทลดงบกลับมาอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านเยน พร้อมเปลี่ยนกลยุทธ์ไปสู่ความร่วมมือกับพันธมิตร และล่าสุดปรับลดลงอีกครั้งเหลือ 1.2 ล้านล้านเยน

    บริษัทปรับลดเป้าหมายสัดส่วนยอดขายรถ EV ในปี 2030 เหลือประมาณ 15% ของยอดขายทั่วโลก จากเดิมที่คาดไว้ 25% รวมทั้งเลื่อนกำหนดเปิดตัวรถ EV ที่พัฒนาภายในบริษัทเอง จากเดิมปี 2027 ออกไปเป็นปี 2029 หรือหลังจากนั้น โดยในปี 2025 มาสด้าขายรถ EV ได้เพียง 14,526 คัน คิดเป็น 1.2% ของยอดขายทั่วโลก

    ปัจจัยสำคัญที่กระทบความต้องการรถ EV ในสหรัฐ ได้แก่ การที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อรถ EV ในปีเดียวกัน และมีข้อเสนอผ่อนคลายมาตรฐานการประหยัดเชื้อเพลิงของผู้ผลิตรถยนต์

    แทนที่จะเร่ง EV บริษัทคาดว่ายอดขายรถไฮบริดจะเติบโตในอเมริกาเหนือและภูมิภาคอื่นที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น โดยมาสด้าจะเพิ่มจำนวนรุ่นไฮบริดจาก 1 รุ่น เป็น 4 รุ่นภายในปี 2027 รวมถึงการติดตั้งระบบไฮบริดในรถ SUV รุ่นหลัก CX-5 ภายในปีเดียวกัน

    มาสด้ายืนยันว่าการปรับแผนครั้งนี้จะไม่ก่อให้เกิดผลขาดทุนจากโครงการ EV โดยระบุว่าได้กำหนดจังหวะการตัดสินใจอย่างรอบคอบ พร้อมเตรียมรองรับความต้องการรถไฟฟ้าด้วยการส่งออกรถที่พัฒนาร่วมกับพันธมิตรจีน ฉางอัน ออโตโมบิล ไปยังยุโรป ออสเตรเลีย และตลาดอื่น ๆ รวม 4 รุ่น รวมถึง Mazda 6e ที่เริ่มวางจำหน่ายแล้ว

    ด้านผลประกอบการ บริษัทคาดว่ากำไรสุทธิรวมในปีงบประมาณสิ้นสุดมีนาคม 2027 จะเพิ่มขึ้นราว 160% แตะ 90,000 ล้านเยน โดยได้แรงหนุนจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ขณะที่ยอดขายรวมคาดเพิ่ม 12% เป็น 5.5 ล้านล้านเยน และกำไรจากการดำเนินงานมีแนวโน้มเพิ่มเกือบ 3 เท่าเป็น 150,000 ล้านเยน

    บริษัทได้รวมผลกระทบจากความตึงเครียดด้านซัพพลายในตะวันออกกลางไว้ในประมาณการทั้งปีแล้ว โดยต้นทุนวัตถุดิบและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นคาดว่าจะกดกำไรลง 81,700 ล้านเยน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อยอดขายคาดว่าจะจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการผลิตที่ส่งไปภูมิภาคดังกล่าวมีไม่มาก

    มาสด้าคาดว่ายอดขายรถทั่วโลกในปีงบประมาณสิ้นสุดมีนาคม 2027 จะเพิ่มขึ้น 8% เป็น 1.32 ล้านคัน โดยรถ CX-5 รุ่นปรับโฉมใหม่ที่เปิดตัวในสหรัฐและยุโรปมียอดขายในยุโรปสูงกว่าคาด และเตรียมเริ่มจำหน่ายในญี่ปุ่นภายในเดือนนี้

    สำหรับปีงบประมาณล่าสุดที่เพิ่งสิ้นสุดลง กำไรสุทธิของมาสด้าลดลง 69% เหลือ 35,000 ล้านเยน โดยผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรทำให้กำไรจากการดำเนินงานหายไป 154,900 ล้านเยน อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถรักษากำไรได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 จากการลดกำลังการผลิตและควบคุมต้นทุนคงที่อย่างเข้มงวด.

    https://www.facebook.com/share/p/1EUd7L7RPs/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    New York Times รายงาน กระทรวงกลาโหมของสหรัฐเปิดเผยว่าค่าใช้จ่ายจากสงครามกับอิหร่านเพิ่มขึ้นเป็นราว 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่ประเมินไว้เมื่อสองสัปดาห์ก่อนประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหม พีต เฮกเซธ ยังปฏิเสธชี้แจงต่อสภาคองเกรสว่า รัฐบาลจะขอจัดสรรงบฉุกเฉินเพิ่มเติมเมื่อใด และต้องใช้เงินเพิ่มเท่าใดในการดำเนินสงครามที่ยืดเยื้อมานาน 11 สัปดาห์แล้ว

    เจย์ เฮิร์สต์ ผู้ควบคุมงบประมาณของเพนตากอน ให้การต่อรัฐสภาว่า ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการประเมินค่าซ่อมแซมและทดแทนอุปกรณ์ทางทหารที่ปรับใหม่ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการโดยรวม อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 29,000 ล้านดอลลาร์ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมฐานทัพสหรัฐมากกว่าสิบแห่งที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน เนื่องจากยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจน

    ในการไต่สวนต่อเนื่องทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สมาชิกสภาจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตกดดันให้เฮกเซธเปิดเผยรายละเอียดการขอใช้งบเพิ่มเติม แต่เขาหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม โดยยืนยันเพียงว่าเมื่อประเมินความจำเป็นแล้ว รัฐบาลจะยื่นคำร้องขอเงินในภายหลัง พร้อมย้ำว่ากระสุนและยุทโธปกรณ์ยังมีเพียงพอ แม้สมาชิกสภาจะตั้งข้อสังเกตว่าคำของบประมาณกลาโหมเกือบ 1.45 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้ามีการเพิ่มงบสำหรับเติมคลังอาวุธจำนวนมาก

    สงครามทำให้เพนตากอนต้องเร่งส่งระเบิด ขีปนาวุธ และอาวุธอื่นจากฐานบัญชาการในเอเชียและยุโรปไปยังตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความพร้อมของกำลังในภูมิภาคอื่นลดลงในการรับมือคู่แข่งอย่างรัสเซียและจีน และบังคับให้สหรัฐต้องเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธเพื่อชดเชยคลังที่ลดลง อย่างไรก็ตาม พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ระบุว่ากองทัพยังมีอาวุธเพียงพอสำหรับภารกิจปัจจุบันตามรายงานจากผู้บัญชาการทั่วโลก

    แม้ทำเนียบขาวจะแจ้งต่อสภาคองเกรสก่อนหน้านี้ว่า ความเป็นปรปักษ์กับอิหร่านสิ้นสุดลงแล้วภายหลังการหยุดยิง แต่สมาชิกสภาทั้งสองพรรคตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของข้อตกลงดังกล่าว โดยชี้ว่ายังมีการสู้รบในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการคงกำลังทหารสหรัฐราว 15,000 นาย เรือรบมากกว่า 20 ลำ และการปิดล้อมทางทะเลที่ยังดำเนินอยู่

    วุฒิสมาชิกหลายคนวิจารณ์ว่ารัฐบาลมีแนวโน้มปิดบังข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสงคราม พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ขออนุญาตจากสภาคองเกรสก่อนดำเนินปฏิบัติการทางทหาร โดยเฮกเซธยืนยันว่าทำเนียบขาวไม่มีแผนขออนุมัติ เนื่องจากประธานาธิบดีมีอำนาจเพียงพอตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2 ในการดำเนินการทางทหาร

    นอกจากนี้ สมาชิกสภายังแสดงความกังวลว่าการปฏิบัติการอาจกระทบเศรษฐกิจโลก หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาก๊าซ ดีเซล และน้ำมันทำความร้อนปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ฝ่ายทหารปฏิเสธให้รายละเอียดเกี่ยวกับคำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์ที่เสนอแก่ประธานาธิบดี

    เฮกเซธยอมรับว่าการหยุดยิงเป็นเพียงช่วงที่การยิงลดลงระหว่างการเจรจา และรัฐบาลมีแผนทั้งการยกระดับการสู้รบ การถอนกำลัง หรือการปรับย้ายทรัพยากร หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

    ด้านการจัดหาเงินทุน รัฐมนตรีกลาโหมระบุว่ารัฐบาลอาจใช้กฎหมายงบประมาณแบบ reconciliation ซึ่งสามารถผ่านได้ด้วยเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันเพียงฝ่ายเดียวเพื่อหลีกเลี่ยงการคัดค้านจากเดโมแครต แต่ผู้นำรีพับลิกันบางส่วนเตือนว่าวิธีดังกล่าวมีความเสี่ยงทางการเมืองสูง และอาจไม่ได้รับการสนับสนุนเพียงพอในสภา เมื่อเทียบกับการบรรจุงบสงครามไว้ในร่างงบประมาณประจำปีที่ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากทั้งสองพรรค.

    https://www.facebook.com/share/p/18hA58Werc/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Nikkei Asia รายงานว่า บริษัทญี่ปุ่นเริ่มส่งพนักงานชาวญี่ปุ่นกลับประเทศจากไทยมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ การแข่งขันจากจีน ค่าเงินบาทแข็ง และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้บทบาทของชาวญี่ปุ่นในไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นกำลังลดจำนวนพนักงานต่างชาติหรือเอ็กซ์แพต (expatriate) เพื่อควบคุมต้นทุนและเร่งการบริหารงานโดยคนท้องถิ่นมากขึ้น ยู ทาเคฮิสะ เลขาธิการหอการค้าญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ ระบุว่า นโยบายหลักจากสำนักงานใหญ่ในญี่ปุ่นคือการลดจำนวนเอ็กซ์แพตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการเงิน ขณะที่คัตสึฮิโระ “แจ็ก” นากามูระ ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษา Asian Identity มองว่า การปรับองค์กรสู่การใช้บุคลากรท้องถิ่นเป็นเป้าหมายสำคัญควบคู่กับการลดค่าใช้จ่าย

    อีกปัจจัยหนึ่งคือญี่ปุ่นกำลังขาดแคลนแรงงานมีประสบการณ์จากปัญหาประชากรลดลง ทำให้บริษัทต้องดึงพนักงานกลับประเทศ โดยผู้สังเกตการณ์รายหนึ่งเชื่อว่าการลดเอ็กซ์แพตในไทยยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด

    ข้อมูลกระทรวงการต่างประเทศไทยระบุว่า จำนวนชาวญี่ปุ่นในไทยลดลงราว 15% นับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เหลือประมาณ 70,000 คน นักวิชาการจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่าในด้านบวก บริษัทญี่ปุ่นอาจเปิดโอกาสให้คนไทยขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารมากขึ้น แต่ด้านลบสะท้อนว่าการลงทุนใหม่จากญี่ปุ่นแทบไม่เพิ่มขึ้น ขณะที่เงินลงทุนจากจีนเข้ามาแทนที่อย่างต่อเนื่อง

    การแข่งขันจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนเป็นแรงกดดันสำคัญ โดยบริษัทจีนเข้ามารุกตลาดไทยอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นสูญเสียส่วนแบ่งตลาดราว 10-15% ทั้งที่ญี่ปุ่นเคยเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในไทยมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ครองสัดส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศประมาณ 40%

    จำนวนใบอนุญาตทำงานของผู้บริหารญี่ปุ่นซึ่งสะท้อนระดับการมีส่วนร่วมทางธุรกิจ เคยสูงสุดในปี 2015 ที่ 36,622 ใบ แต่ลดลงต่อเนื่องเหลือ 21,898 ใบในปีที่ผ่านมา ขณะที่จีนแซงหน้าญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2023 และมีใบอนุญาตทำงานเกือบ 53,000 ใบภายในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน

    การลดลงยังเห็นได้ในภาคการศึกษา โรงเรียนสมาคมไทย-ญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี 1958 เคยมีนักเรียนสูงสุดราว 3,000 คนในปี 2013 แต่เหลือเพียง 2,038 คนในปี 2025 ส่วนสาขาศรีราชาซึ่งรองรับครอบครัวพนักงานโรงงานในภาคตะวันออก ลดเหลือประมาณ 400 คน จากราว 500 คนก่อนโควิด นอกจากนี้ สนามกอล์ฟบางพระที่เคยเป็นศูนย์รวมชาวญี่ปุ่น ปัจจุบันนักกอล์ฟเกาหลีใต้มีจำนวนมากกว่าชาวญี่ปุ่นกว่า 4 เท่า และการบริหารได้เปลี่ยนมาอยู่ในมือคนไทยแล้ว

    บริษัทที่ปรึกษา Asian Identity ซึ่งเคยให้บริการแก่บริษัทญี่ปุ่นรายใหญ่หลายแห่ง เช่น Honda, Panasonic Automotive, Asahi Kasei, Denso และ Jetro มองว่าการเติบโตใหม่กำลังย้ายไปเวียดนามและอินเดีย โดยมีแผนขยายสำนักงานเพิ่มเติมในปีนี้

    นากามูระวิจารณ์ว่าบริษัทญี่ปุ่นปรับตัวช้าทั้งด้านค่าตอบแทนและการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น ทำให้แข่งขันกับบริษัทจีนและเกาหลีใต้ได้ยาก ค่าแรงพนักงานไทยในบริษัทญี่ปุ่นโดยเฉลี่ยต่ำกว่าคู่แข่งต่างชาติราว 20-30% ส่งผลให้บริษัทจีนอย่าง BYD สามารถดึงวิศวกรและผู้จัดการการผลิตจากบริษัทญี่ปุ่นได้จำนวนมาก จนบางบริษัทอย่าง Suzuki ตัดสินใจปิดโรงงานในไทย

    แม้จำนวนบริษัทญี่ปุ่นในไทยยังอยู่ราว 6,000 แห่ง และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยระหว่างปี 2020-2024 แต่การเติบโตส่วนใหญ่มาจากธุรกิจบริการขนาดเล็กด้านท่องเที่ยวและร้านอาหาร แทนที่โรงงานผลิตขนาดใหญ่ที่ทยอยถอนตัว หอการค้าญี่ปุ่นในไทยมีสมาชิกประมาณ 1,680 บริษัท ลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2019 เล็กน้อย แต่ยังมีขนาดใหญ่กว่าหอการค้าอเมริกันเกือบสามเท่า

    ขณะเดียวกัน บทบาทของสหรัฐฯ ในไทยก็ลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปีที่แล้วได้รับใบอนุญาตทำงานต่ำกว่า 6,500 ใบ และอาจถูกไต้หวันแซงหน้าในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากไต้หวันเพิ่มการส่งพนักงานเข้ามาในไทยต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2010 สะท้อนแนวโน้มใหม่ที่อิทธิพลทางธุรกิจของจีนและเครือข่ายชาวจีนกำลังขยายตัวอย่างเด่นชัดในเศรษฐกิจไทย.

    https://www.facebook.com/share/p/1CeMsQP8zk/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Nikkei Asia รายงาน บริษัทผู้ผลิตตลับลูกปืนรายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง NSK Ltd. และ NTN Corporation ประกาศแผนควบรวมกิจการ เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตตลับลูกปืนรายใหญ่ที่สุดของโลก ท่ามกลางต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่รุนแรงขึ้น โดยทั้งสองบริษัทซึ่งปัจจุบันครองอันดับ 3 และ 4 ของโลก เตรียมจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งร่วมภายในเดือนตุลาคม ปี 2027 ส่วนสัดส่วนการถือหุ้นยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดย NSK จะเป็นฝ่ายเลือกประธานบริษัท ขณะที่ NTN จะเป็นผู้เสนอประธานกรรมการ

    ทั้งสองฝ่ายคาดว่าจะลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการภายในประมาณ 6 เดือน ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบด้านการแข่งขันทางการค้าในญี่ปุ่นและต่างประเทศ และนำเสนอให้ผู้ถือหุ้นอนุมัติในการประชุมสามัญช่วงเดือนมิถุนายนปีหน้า

    ตลับลูกปืนเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เครื่องจักรหมุนได้อย่างราบรื่น ใช้ในสินค้าหลากหลายตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน โดยการควบรวมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น ลดต้นทุนการจัดซื้อและการผลิต หลังราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะเหล็ก ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหาร NSK ระบุว่าแม้บริษัทจะพยายามปรับโครงสร้างธุรกิจมาโดยตลอด แต่เห็นชัดว่าการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสามารถแข่งขันระดับโลก ขณะที่ฝ่าย NTN ระบุว่าการใช้ฐานการผลิตและเครือข่ายจัดซื้อร่วมกันจะช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 NSK มีรายได้รวม 796,600 ล้านเยน ส่วน NTN มีรายได้ 825,500 ล้านเยน ด้านส่วนแบ่งตลาดโลกในปี 2024 NSK ครอง 13.3% และ NTN 10.7% หากรวมกันจะมีส่วนแบ่งราว 24% แซงหน้าผู้นำตลาดปัจจุบันอย่าง SKF จากสวีเดน

    ข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นระบุว่า ญี่ปุ่นผลิตตลับลูกปืนได้ 2.3 พันล้านชิ้นในปี 2025 ลดลง 13% เมื่อเทียบกับสามปีก่อน สะท้อนอุปสงค์จากอุตสาหกรรมรถยนต์และเครื่องจักรที่เติบโตช้า ขณะเดียวกันผู้ผลิตจากจีนเข้ามาแข่งขันด้านราคามากขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าลดลงและยากต่อการรักษาระดับกำไร

    หลังการควบรวม บริษัทใหม่มีแผนเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดอนาคตที่มีศักยภาพเติบโตสูง เช่น หุ่นยนต์ โดรน และอุตสาหกรรมอวกาศ เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่และเพิ่มความสามารถแข่งขันในระยะยาว.

    https://www.facebook.com/share/p/14bAUM7Xau9/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วิกฤตตลาดพันธบัตรสหรัฐกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางความสนใจของนักลงทุนทั่วโลกที่มุ่งไปยังกระแสปัญญาประดิษฐ์และสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดการเงินกลับเริ่มส่งสัญญาณเตือนจากอีกด้านหนึ่ง นั่นคือการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งสะท้อนแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศ
    FB_IMG_1778631240624.jpg
    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีได้ปรับตัวสูงเกินระดับ 5.00% ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปีเข้าใกล้ระดับสำคัญที่ 4.50% ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นจุดกดดันทางเศรษฐกิจจนรัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องประกาศชะลอมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าเป็นเวลา 90 วันเมื่อเดือนเมษายน ปี 2025 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน

    การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนระยะยาวครั้งนี้มีความสำคัญ เนื่องจากระดับผลตอบแทนกลับสูงกว่าช่วงก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือ ธนาคารกลางสหรัฐ จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย สะท้อนว่าการดำเนินนโยบายการเงินอาจไม่สามารถควบคุมส่วนปลายของเส้นอัตราผลตอบแทนได้อีกต่อไป กล่าวคือ แม้เฟดจะลดดอกเบี้ยระยะสั้น แต่ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวยังคงพุ่งขึ้นตามแรงขายพันธบัตรและความกังวลด้านหนี้สาธารณะ

    นักวิเคราะห์มองว่า หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสหรัฐมีโอกาสกลับขึ้นเหนือระดับ 7.00% ภายในปีนี้ ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ การบริโภคของครัวเรือน และความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน

    เบื้องหลังแรงขายพันธบัตรมีหลายปัจจัย ทั้งการขาดดุลงบประมาณระดับสูง ปริมาณพันธบัตรที่รัฐบาลต้องออกเพิ่มเพื่อใช้จ่าย การลดการถือครองพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจไม่ลดลงตามที่คาด ส่งผลให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง

    สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญในตลาดการเงินโลกว่า ตลาดทุนและรัฐบาลสหรัฐจะสามารถเพิกเฉยต่อวิกฤตอัตราผลตอบแทนได้อีกนานเพียงใด หากต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาระดอกเบี้ยของรัฐอาจเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นแรงกดดันทางการคลัง ขณะที่ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอาจต้องเผชิญการปรับฐาน

    นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนคาดการณ์ว่า หากผลตอบแทนพันธบัตรยังพุ่งขึ้นต่อไป อาจบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงตลาดพันธบัตรโดยเฟด การลดการใช้จ่ายภาครัฐ หรือการชะลอเศรษฐกิจโดยไม่ตั้งใจผ่านต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น

    ท้ายที่สุด คำถามที่ตลาดกำลังจับตาคือ ใครจะยอมถอยก่อน ระหว่างตลาดการเงินที่อาจปรับฐานรุนแรง หรือรัฐบาลสหรัฐที่อาจต้องเปลี่ยนนโยบายเพื่อหยุดยั้งแรงกดดันจากวิกฤตผลตอบแทนพันธบัตรที่กำลังลุกลาม.

    https://www.facebook.com/share/p/1DQJSMFGpi/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "The Sultan's Submission"
    FB_IMG_1778631410931.jpg
    ไม่ใช่ทุกคนในอ่าวเปอร์เซียที่หันมาต่อต้านอิหร่าน: ชาวกาตาร์ตัดสินใจว่าสันติภาพที่ไม่ดีนั้นดีกว่าการทะเลาะวิวาทที่ดี และยังคงปฏิบัติตามกฎใหม่ ส่งผลให้เรือบรรทุกก๊าซลำที่สองจากกาตาร์สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ โดยบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)

    ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่ผ่าน: เมื่อวานนี้เรือพยายามเข้าสู่อ่าวโอมาน แต่ถูกปฏิเสธ ต่อมาเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ได้แล่นตามเส้นทางที่กำหนดโดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) และส่งสัญญาณเมื่ออยู่ฝั่งตรงข้ามของช่องแคบแล้ว

    เช่นเดียวกับครั้งก่อน (https://t.me/rybar_mena/5157) เรือลำนี้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยได้รับอนุญาตจากอิหร่าน ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเจ้าของเรือหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดเตหะรานจะได้คะแนนทางการเมืองจากเหตุการณ์นี้ ที่แสดงให้เห็นถึงความเต็มใจที่จะเจรจาและยังคงควบคุมการขนส่งทางเรือในช่องแคบนี้อยู่

    12/05/2026

    #ZFrontier #QatarLNG #StraitOfHormuz2026 #IRGC #EnergyGeopolitics #IranVictory #PersianGulfCrisis #LNGSecurity #DiplomacyUnderPressure #ZFrontierElite
    https://www.facebook.com/share/p/1GioUT3qNb/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "The Kippah Crisis" — เมื่อรับบีสั่ง 'ถอนปลั๊ก' รัฐบาล! 'เดเกล ฮาโทราห์' ขู่ยุบสภาเซ่นกฎหมายเกณฑ์ทหาร... หรือนี่คือจุดจบของ 'บีบี' ในวันที่พันธมิตรเคร่งศาสนาหันหลังให้?

    สถานการณ์ของนายกรัฐมนตรีอิสราเอลพลิกผันอย่างรวดเร็ว: กลุ่มอุลตร้าออร์โธดอกซ์ชั้นนำอย่างเดเกล ฮาโทราห์ กำลังขู่ว่าจะตัดความสัมพันธ์กับพรรคลิคุด (https://www.timesofisrael.com/liveb...ng-to-dissolve-knesset-over-haredi-draft-law/)

    ผู้นำทางจิตวิญญาณของเดเกล ฮาโทราห์ คือรับบีโดฟ แลนโด เรียกร้องให้สมาชิกของเขาเริ่มดำเนินการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด เหตุผลก็คือเนทันยาฮูยอมรับว่าพรรคร่วมรัฐบาลขาดเสียงสนับสนุนในการผ่านกฎหมายยกเว้นการเกณฑ์ทหารสำหรับกลุ่มอุลตร้าออร์โธดอกซ์ นี่อาจเป็นข้อเรียกร้องหลักของผู้ติดตามของแลนโดและคนอื่นๆ

    นี่หมายความว่าอย่างไรสำหรับนายกรัฐมนตรี?

    ▪️หากไม่มีเสียงสนับสนุนจากพรรคเดเกล ฮาโทราห์ รัฐบาลผสมจะสูญเสียการควบคุมรัฐสภาและอำนาจในการตัดสินใจที่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น การถอนตัวของพรรคอาจก่อให้เกิดผลกระทบแบบลูกโซ่ ทำให้รัฐบาลผสมที่กำลังล่มสลายสูญเสียเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นอีก

    ▪️หากฝ่ายค้าน (เบนเน็ตต์ ลาปิด แกนซ์ และคนอื่นๆ) สนับสนุนการเลือกตั้งก่อนกำหนด พวกเขาร่วมกับกลุ่มอุลตร้าออร์โธดอกซ์ อาจได้รับเสียงสนับสนุน 61 เสียงที่จำเป็นในการยุบสภาได้อย่างง่ายดาย

    ▪️ในขณะเดียวกัน ในการเลือกตั้งที่ไม่มีการสนับสนุนจากพรรคเดเกล ฮาโทราห์และพรรคที่คล้ายคลึงกัน เนทันยาฮูมีโอกาสน้อยมากที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสมใหม่ได้

    อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะตัดโอกาสของเนทันยาฮู เขายังมีทางเลือกอีกหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น การโน้มน้าวให้สมาชิกรัฐบาลผสมลงคะแนนเสียงสนับสนุนกฎหมายที่ไม่เป็นที่นิยมเช่นนี้ แม้จะมีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบในหมู่ประชาชนก็ตาม หรือพวกเขาอาจยืดเวลาด้วยการเจรจา รอจนกว่ารัฐสภาจะปิดสมัยประชุม เพื่อซื้อเวลาเพิ่มเติมในการแก้ไขสถานการณ์

    ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าทีมของเนทันยาฮูจะไม่ได้รับคะแนนเสียงที่จำเป็นในการเลือกตั้งรัฐสภา ก็ยังไม่แน่นอนว่าพรรคฝ่ายค้านจะได้รับคะแนนเสียงเช่นกัน ในกรณีนั้น นายกรัฐมนตรีและเพื่อนร่วมงานจะยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการต่อไป โดยพยายามอย่างเต็มที่ที่จะป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามจัดตั้งกลุ่มรัฐสภาที่มั่นคงได้

    และด้วยเหตุนี้จึงยืดระยะเวลาการครองอำนาจของพวกเขา ซึ่งเนทันยาฮูต้องการอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีอาญา

    12/05/2026

    #ZFrontier #IsraelPolitics2026 #Netanyahu #HarediDraftLaw #DegelHaTorah #Knesset #IsraeliElections #UltraOrthodox #PoliticalCrisis #ZFrontierElite
    https://www.facebook.com/share/p/1BayFdAUDk/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "Saboteurs in the Gulf" — เมื่อ IRGC ทิ้งโดรนหันมาส่ง 'หน่วยรบพิเศษ' แฝงตัวเข้าคูเวต! นาทีปะทะเกาะบูบิยาน... ยอมเผยชื่อ 4 นายทหารเรืออิหร่านที่ถูกจับ พร้อมแผนก่อวินาศกรรมพอร์ตยักษ์!

    สถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซียทวีความตึงเครียดขึ้นอีกระดับ เมื่อกระทรวงมหาดไทยคูเวต (MOI) ได้ออกมาประกาศความสำเร็จในการทลายแผนการ "แทรกซึมทางทะเล" ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่แค่ระดับสายลับทั่วไป แต่เป็นการส่ง "นายทหารระดับสูง" เข้ามาปฏิบัติการด้วยตนเอง!

    "ปฏิบัติการเกาะบูบิยาน" (The Bubiyan Island Infiltration):

    ▪️เปิดชื่อนายทหาร IRGC: รายงานระบุชื่อผู้ถูกจับกุม 4 ราย ได้แก่ นาวาเอก Amir Hussein, นาวาเอก Abdulsamad, เรือเอก Ahmad และ เรือโท Mohammad ซึ่งทุกคนยอมรับสารภาพว่าเป็นสมาชิก IRGC ที่ได้รับภารกิจพิเศษ

    ▪️ยุทธวิธี "เรือประมงบังหน้า": กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้เรือประมงที่เช่ามาเป็นพิเศษเพื่อแฝงตัวเข้าเกาะ Bubiyan (บูบิยาน) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่คูเวตกำลังพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมต่อกับจีน (China-backed port) เพื่อเตรียมก่อเหตุวินาศกรรมและทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

    ▪️การปะทะที่ดุเดือด: ในคืนวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 เกิดการยิงปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างหน่วยรบพิเศษคูเวตและกลุ่มผู้แทรกซึม ส่งผลให้เจ้าหน้าที่คูเวตได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ขณะที่สมาชิก IRGC อีก 2 นายสามารถหลบหนีไปได้ท่ามกลางความมืด

    ▪️วิกฤตอธิปไตย: กระทรวงการต่างประเทศคูเวตได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าพบเพื่อยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการ โดยถือว่านี่คือการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและขัดต่อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2817 อย่างร้ายแรง

    Insight:
    นี่คือการเปลี่ยนยุทธวิธีจาก "สงครามโดรน" สู่ "สงครามกองโจร" (Asymmetric Warfare) !

    การที่อิหร่านยอมเสี่ยงส่งนายทหารระดับนาวาเอกและเรือเอกลงเรือประมงเข้าคูเวต สะท้อนว่าเตหะรานกำลัง "หมดความอดทน" กับมาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ IRGC ต้องการส่งสัญญาณว่า "ไม่มีที่ไหนปลอดภัย" แม้แต่ในประเทศที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯและไม่ได้รบกับอิหร่านโดยตรง

    ที่น่าสนใจคือเป้าหมายอย่างเกาะบูบิยาน การมุ่งเป้าไปที่ท่าเรือที่หนุนโดยจีน อาจเป็นสารพัดประโยชน์สำหรับอิหร่าน ทั้งการสกัดอิทธิพลของชาติตะวันตก และการกดดันให้คูเวตถอยห่างจาก "นโยบายทรัมป์" ความจริงที่ถูกต้องคือ ในขณะที่ทรัมป์กำลังบินไปเจรจาที่ปักกิ่ง อิหร่านกลับเลือกที่จะ "เล่นของจริง" ในภาคสนามเพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่จับต้องได้มากกว่าตัวเลขในกระดาษ สงครามกำลังขยายตัวจากห้องแล็บโดรน สู่การปะทะด้วยกระสุนจริงกลางอ่าวเปอร์เซียอีกครั้ง!

    ❗ สรุป: คูเวตจับ 4 นายทหารระดับสูง IRGC ขณะลอบเข้าเกาะบูบิยานด้วยเรือประมง ... เผยมีการยิงปะทะทำให้ทหารคูเวตเจ็บ 1 นายและคนร้ายหนีไปได้ 2 นาย ... คูเวตถือเป็นการละเมิดอธิปไตยขั้นรุนแรงท่ามกลางความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยังไม่จบ ... และนี่คือสัญญาณเตือนว่า "สายลับและหน่วยก่อวินาศกรรม" กำลังกลายเป็นอาวุธหลักของอิหร่านในสมรภูมิ!

    12/05/2026

    #ZFrontier #KuwaitSecurity #IRGC #BubiyanIsland #IranSpyCell #PersianGulfTension2026 #AsymmetricWarfare #KuwaitInteriorMinistry #NationalSecurity #ZFrontierElite

    https://www.facebook.com/share/p/1AL9uS9esN/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,961
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ️ ฃ"The Beijing Gambit" — เมื่อทรัมป์จ่อระเบิดศึกอิหร่านรอบใหม่! พลิกกระดานเจรจาข้ามโลกสู่ปักกิ่ง... เดิมพันสุดท้ายกับ 'สี จิ้นผิง' !

    โลกกำลังกลั้นหายใจรอการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดของ Donald Trump เมื่อกระแสข่าวจาก CNN ระบุว่าแผนการหยุดยิงชั่วคราวในตะวันออกกลางกำลังอยู่ใน "ภาวะวิกฤต" และทรัมป์อาจสั่งการเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่กว่าเดิม (Full-scale Escalation) หากการเดินทางไปปักกิ่งในสัปดาห์นี้ไม่ได้รับผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

    ถ้อยคำที่โกรธเกรี้ยวของทรัมป์เมื่อวานนี้เกี่ยวกับข้อเสนอของอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้งอย่างสันติ ได้เป็นข่าวพาดหัวในสื่อสหรัฐฯตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา CNN รายงานว่าทรัมป์กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะกลับมาโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ

    ชาวอเมริกันพูดว่าอย่างไรบ้าง?

    ▪️ทรัมป์กล่าวว่าการหยุดยิงอยู่ใน 'ภาวะวิกฤต' หลังจากที่อิหร่านปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่บางคนในรัฐบาลของเขารวมถึงตัวแทนจากเพนตากอนกำลังสนับสนุนแนวทางที่ก้าวร้าวมากขึ้น รวมถึงการโจมตีครั้งใหม่

    ▪️ตามรายงานของ CNN คาดว่าจะไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางไปปักกิ่ง ซึ่งคาดว่าอิหร่านจะเป็นหัวข้อหลักในการเจรจากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน

    ▪️เจ้าหน้าที่อิหร่านเตือนทรัมป์ว่าอย่าเข้าใจผิดว่าการหยุดยิงชั่วคราวในครั้งนี้เป็นชัยชนะ โดยเน้นย้ำว่าอิหร่านยังคงเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์หากการเจรจาทางการทูตล้มเหลว

    ในความเป็นจริงสถานการณ์เป็นดังนี้: คณะรัฐมนตรีของทรัมป์บางส่วนคัดค้านสงครามครั้งใหม่ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่ง (ซึ่งค่อนข้างชัดเจนหากพิจารณาจากรายงานในสื่ออนุรักษ์นิยมของอิสราเอล) เรียกร้องให้ดำเนินการโจมตีอย่างหนักต่อไปเพื่อบีบให้อิหร่านยอมรับเงื่อนไขของพวกเขา

    อย่างไรก็ตามประสบการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการบรรลุเป้าหมายด้วยกำลังเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นเรื่องยากมาก การใช้ขีปนาวุธและระเบิดนั้นสูงมากจนสหรัฐฯต้องใช้เวลาหลายปีในการเติมเต็มสต็อกทั้งหมด ในขณะที่อิหร่านยังคงมีศักยภาพในการโจมตีสูง

    ❗️ในบริบทนี้การเดินทางไปจีนของทรัมป์จึงมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์เป็นพิเศษ เนื่องจากความสัมพันธ์ของจีนกับสาธารณรัฐอิสลาม และเป็นไปได้มากว่าทรัมป์หวังที่จะบรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองมากกว่า โดยไม่ต้องส่งกองกำลังเข้าสู่ปฏิบัติการรบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางทางการจีน

    ในขณะเดียวกันกองกำลังเฉพาะกิจของกองทัพเรือสหรัฐฯรวมถึงเครื่องบินที่ฐานทัพในตะวันออกกลาง ยังคงอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมขั้นสูง และหากการเจรจาทางการทูตในจีนล้มเหลว การกลับมาของสงครามก็ไม่ใช่เรื่องที่ตัดทิ้งไปได้

    12/05/2026

    #ZFrontier #TrumpXiMeeting #BeijingSummit2026 #IranWar #USMilitaryStockpile #CNNReport #DiplomacyUnderFire #MiddleEastCrisis #DonaldTrump #XiJinping #ZFrontierElite

    https://www.facebook.com/share/p/17G3eDSNhs/
     

แชร์หน้านี้

Loading...