ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สัญญาณอันตราย ???

    แม้หุ้น Semiconductor ยังคงพุ่งขึ้นต่อไม่หยุด แต่นักลงทุนกลับเริ่มขาย “ถอนเงิน” ออกจาก ETF กลุ่มชิป สวนทางราคาที่กำลังร้อนแรงแล้ว

    ETF (SMH) มีเงินไหลออกถึง "-2.3 พันล้านดอลลาร์" ภายในสัปดาห์เดียว หรือมากที่สุดประวัติศาสตร์

    สัญญาณอันตราย ???

    แม้หุ้นกลุ่ม Semiconductor จะยังพุ่งขึ้นต่อไม่หยุด แต่ล่าสุดนักลงทุนกลับเริ่ม “ถอนเงิน” ออกจาก ETF กลุ่มชิป สวนทางกับราคาหุ้นที่ยังร้อนแรง

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า VanEck Semiconductor ETF ($SMH) มีเงินไหลออกสูงถึง -2.3 พันล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว ซึ่งถือเป็น “เงินไหลออกมากที่สุดในประวัติศาสตร์” ของกองทุน

    สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่หุ้น AI และ Semiconductor หลายตัวกำลังทำ All-Time High ใหม่ ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มตั้งคำถามว่า นักลงทุนรายใหญ่อาจกำลัง “ทยอยขายทำกำไร” แม้ราคาหุ้นภายนอกยังดูแข็งแกร่ง

    ขณะเดียวกัน ETF แบบ Leverage อย่าง $SOXL ก็เผชิญเงินไหลออกต่อเนื่องหลายสัปดาห์ สะท้อนว่าเริ่มมีนักลงทุนบางส่วนลดความเสี่ยงในกลุ่มชิปมากขึ้น

    ตลาดจึงกำลังจับตาว่า…
    นี่เป็นเพียงการพักฐานชั่วคราว หรือเป็นสัญญาณแรกของแรงขายรอบใหญ่ในหุ้น AI กันแน่ ?

    https://www.facebook.com/share/p/14dqAzxpB8f/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    MOU44&UNCLOS

    จากมุมมองทางวิชาการและภูมิรัฐศาสตร์ เป็นไปได้ว่ากัมพูชาอาจเลือกที่จะไม่ยึดมั่นในหลักการกำหนดเขตแดนทางทะเลของ UNCLOS อย่างเคร่งครัดตั้งแต่แรก หากประเทศไทยอ้างสิทธิ์ทางทะเลอย่างเต็มที่โดยอิงจากเกาะกูด ในขณะที่เวียดนามอ้างสิทธิ์อย่างเต็มที่จากเกาะฟู้โกว๊ก พื้นที่ทางทะเลที่กัมพูชาสามารถเข้าถึงได้ในอ่าวไทยอาจลดลงอย่างมาก นี่จึงเป็นแรงจูงใจให้กัมพูชาเลือกที่จะเจรจาแบบทวิภาคีและยึดหลักการที่เป็นธรรมมากกว่าการตีความเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเลอย่างเคร่งครัดภายใต้ UNCLOS เพียงอย่างเดียว

    อย่างไรก็ตาม แผนที่ที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ไม่ควรถูกมองว่าเป็นข้อสรุปทางกฎหมายที่แน่นอน ศาลและคณะตุลาการระหว่างประเทศมักลดผลกระทบของเกาะเล็กๆ ในคดีกำหนดเขตแดนทางทะเล และใช้หลักการพิจารณาที่เป็นธรรมในวงกว้างมากกว่าการให้สิทธิทางทะเลอย่างเต็มที่แก่ทุกเกาะโดยอัตโนมัติ สำหรับ MOU44 นั้น มีจุดประสงค์หลักเพื่อเป็นกรอบสำหรับการเจรจาและการพัฒนาร่วมกันในพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน มากกว่าที่จะเป็นการสละอำนาจอธิปไตยโดยตรง อย่างไรก็ตาม บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ยังคงเป็นหัวข้อถกเถียงเชิงยุทธศาสตร์และการเมืองภายในประเทศไทยมาจนถึงวันนี้

    (แปลจากภาษาอังกฤษ)
    ลิงค์ต้นฉบับในคอมเมนต์

    แหล่งที่มา
    https://www.facebook.com/share/p/18C5NSU2wj/?mibextid=wwXIfr
    Screenshot_2026-05-09-20-52-49-91_a23b203fd3aafc6dcb84e438dda678b6.jpg

    FB_IMG_1778334716751.jpg
    From an academic and geopolitical perspective, it is plausible that Cambodia may have preferred not to rely strictly on UNCLOS maritime delimitation principles from the beginning. If Thailand fully claimed maritime rights based on Ko Kut, while Vietnam fully claimed rights from Phú Quốc, Cambodia’s accessible maritime area in the Gulf of Thailand could be significantly reduced. This creates an incentive for Cambodia to favor bilateral negotiations and equitable principles rather than a strict median-line interpretation under UNCLOS alone.

    However, maps circulating on social media should not be treated as definitive legal conclusions. International courts and tribunals often reduce the effect of small islands in maritime delimitation cases and apply broader equitable considerations rather than granting every island full maritime effect automatically. As for the 2001 MOU, it was primarily designed as a framework for negotiation and potential joint development in overlapping claims areas, rather than a direct surrender of sovereignty. Nonetheless, it remains a subject of strategic and political debate within Thailand to this day.


    https://www.facebook.com/share/1CpGc4Azgq/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    UPDATE : ภาพถ่ายเผยคราบน้ำมันกำลังแพร่กระจายออกไปนอกชายฝั่งเกาะคาร์กของอิหร่าน
    FB_IMG_1778334978621.jpg
    จากข้อมูลการประเมินของ Orbital EOS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำมัน พบว่าคราบน้ำมันที่ลอยอยู่และเคลื่อนตัวไปทางใต้สู่ทะเลของซาอุดีอาระเบีย ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 52 ตารางกิโลเมตรแล้ว
    .
    หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงาน โดยอ้างภาพถ่ายดาวเทียมว่าคราบน้ำมันกำลังแพร่กระจายออกไปนอกชายฝั่งเกาะคาร์กของอิหร่าน ซึ่งเป็นท่าเรือส่งออกน้ำมันที่สำคัญของกรุงเตหะราน
    .
    ยังไม่เป็นที่แน่ชัดในทันทีว่าอะไรเป็นสาเหตุของการรั่วไหลที่เห็นได้ชัดซึ่งรายงานโดยหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์เมื่อวันศุกร์ การรั่วไหลเกิดขึ้นนอกชายฝั่งตะวันตกของเกาะ
    .
    จากข้อมูลการประเมินของ Orbital EOS ซึ่งเป็นบริษัทที่ตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำมัน พบว่า ณ วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา คราบน้ำมันได้ปกคลุมพื้นที่มากกว่า 52 ตารางกิโลเมตรแล้ว
    .
    คราบน้ำมันดูเหมือนจะกำลังแผ่ขยายไปทางใต้สู่ทะเลของซาอุดีอาระเบีย
    .
    เกาะคาร์กเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมส่งออกน้ำมันของอิหร่าน เป็นแกนหลักของเศรษฐกิจของประเทศ และตั้งอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ทางเหนือของช่องแคบฮอร์มุซซึ่งแคบและมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์
    .
    เกาะคาร์กเป็นที่ตั้งของสถานีขนส่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน รวมถึงท่อส่งน้ำมัน ถังเก็บน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

    https://www.facebook.com/share/p/18kTNyn45X/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทแล้ว
    เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
    FB_IMG_1778335172811.jpg FB_IMG_1778335175077.jpg FB_IMG_1778335177029.jpg FB_IMG_1778335179210.jpg FB_IMG_1778335181418.jpg
    https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/114519.pdf

    #กู้เงิน #รัฐบาล #แลนด์บริจด์ #ข่าวด่วน #Theroom44
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ ตลาดหุ้นเมกา ATH = ฟองสบู่? คือ ความคิดที่ . ที่สุดที่เคยได้ยินในรอบปี

    เปิดมาแรงๆ เลยนะคะ ทุกครั้งที่ S&P 500 ทำ All-Time High นิคกี้จะเห็นคำพูดเดิมๆ วนกลับมาในไทม์ไลน์เสมอ “หุ้นเมกาฟองสบู่แล้วนะ” “อย่าซื้อตอนนี้ เดี๋ยวพังเหมือนปี 2000” “ตลาดมันแพงเกินไป รอ correction ก่อน”

    นิคกี้อ่านแล้วได้แต่กุมขมับค่ะ เพราะคนพูดส่วนใหญ่ “ไม่ได้ดูตัวเลขจริงๆ” แค่เห็นกราฟพุ่งแล้วร้องว่าฟองสบู่ ซึ่งมันเป็นการคิดแบบมักง่ายมากๆ

    วันนี้นิคกี้จะพาทุกคนไล่ดูข้อมูลจริงทีละรูป แล้วเปรียบเทียบกับ Dotcom Bubble ปี 2000 ที่เป็น “ฟองสบู่ของจริง” ให้เห็นกันเลยว่าตลาดวันนี้กับวันนั้น มัน “คนละโลก” กันเลยค่ะ พร้อมแล้ว ไปกันเลยค่ะ

    รูปที่ 1: ราคา S&P 500 > ดัชนีพุ่ง แต่ valuation ไม่ได้บ้าเหมือนปี 2000

    มาดูรูปแรกค่ะ กราฟ S&P 500 Price Index ตั้งแต่ปี 1997 ถึงปัจจุบัน ทุกคนเห็นเส้นที่ทะยานขึ้นไปแตะ 7,209 จุด ณ วันที่ 30 เมษายน 2026 ดูเผินๆ น่ากลัวใช่มั้ยคะ เหมือนปี 2000 เลย

    แต่!!! ขอให้ดูที่ตารางมุมซ้ายบนของรูปนี้ดีๆ เพราะมันคือ “หัวใจ” ของบทความวันนี้เลย

    ย้อนกลับไป 24 มีนาคม 2000 ตอน Dotcom Bubble แตก ตอนนั้น S&P 500 อยู่ที่ 1,527 จุด แต่ Forward P/E (อัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า 12 เดือน เป็นเครื่องวัด valuation มาตรฐาน) สูงถึง 25.2 เท่า และที่หลายคนลืมคือ “Bond Yield 10 ปี” ตอนนั้นอยู่ที่ 6.2% ค่ะ นั่นแปลว่าหุ้นต้องแข่งกับพันธบัตรดอกเบี้ยสูงๆ แต่หุ้นยังถูกซื้อในราคาแพงเวอร์

    นั่นแหละค่ะคือนิยามของฟองสบู่ตัวจริง

    ทีนี้ดูปัจจุบัน 30 เมษายน 2026 ดัชนี S&P 500 อยู่ที่ 7,209 จุด Forward P/E อยู่ที่ 20.9 เท่า Bond Yield 10 ปีอยู่ที่ 4.4%

    อ่านอีกรอบช้าๆ นะคะ valuation วันนี้ถูกกว่า Dotcom Peak ถึง 17% ทั้งๆ ที่ดัชนีพุ่งขึ้นเป็น 5 เท่าตัวจากตอนนั้น! นั่นเพราะอะไร? เพราะ “กำไร (E) ของบริษัทโตขึ้นเร็วกว่าราคา (P)” ไงคะ

    ราคาขึ้น แต่กำไรขึ้นเร็วกว่า P/E ก็เลยไม่ได้บ้าเหมือนปี 2000

    คนที่บอกว่า “ATH = ฟองสบู่” คงไม่เคยเปิดตารางนี้ดูเลยค่ะ

    รูปที่ 2: Profit Margin 14.1% — บริษัทเมกาทำกำไรเก่งขึ้นจริง

    มาที่รูปที่สองค่ะ “S&P 500 Profit Margins” หรืออัตรากำไรจากการดำเนินงานต่อยอดขายของบริษัทใน S&P 500

    ลองมองภาพรวมจากปี 2002 ถึงไตรมาส 4 ปี 2025 จะเห็นว่ากราฟค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง early 2000s margin อยู่แค่ 7-8% ตอนวิกฤต Subprime ปี 2008 ดิ่งไปแตะ 5% ด้วยซ้ำ แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ฟื้นและไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ จนล่าสุด ไตรมาส 4 ปี 2025 อยู่ที่ 14.1% ใกล้จุดสูงสุดในประวัติศาสตร์เลยค่ะ

    ทำไมถึงสำคัญ?

    เพราะนี่คือเหตุผลที่ทำให้ “กำไรของบริษัทเมกาโตเร็วกว่ายุคก่อนๆ” บริษัทยุคใหม่ไม่ได้ขายของแบบยุคเก่าแล้วค่ะ

    Apple, Microsoft, Google, Meta, NVIDIA พวกนี้ขาย software, cloud services, advertising, chip designs ที่ scale ได้ไม่จำกัด ลงทุนครั้งเดียวขายได้ทั่วโลก ต้นทุนส่วนเพิ่มแทบเป็นศูนย์ margin เลยทะลุฟ้า

    เปรียบเทียบกับยุค Dotcom ที่บริษัทอินเทอร์เน็ตยุคนั้นยัง “ไม่มีกำไรจริง” หลายตัวขาดทุนหนักมาก แต่ราคาหุ้นพุ่งเพราะความหวัง แต่บริษัทเมกาวันนี้คือ “ของจริง” ที่กำไรจริง เงินสดล้นทั่ว ซื้อหุ้นคืนสะบัดๆ ปีละแสนล้านดอลลาร์

    นี่คือเหตุผลที่ทำให้หุ้นเทรดที่ P/E สูงขึ้นได้อย่างมีเหตุผลค่ะ ไม่ใช่ฟองสบู่ มันคือ “การ re-rate ตามคุณภาพของธุรกิจ”

    รูปที่ 3: P/E ของ Top 10 vs ที่เหลือ > ห่างชั้น Dotcom เยอะมาก

    รูปที่สามนี่คือรูปที่นิคกี้อยากให้ทุกคนดูที่สุดเลยค่ะ “P/E ratio of the top 10 and remaining companies in S&P 500”

    ดูเส้นสีเขียวก่อนนะคะ มันคือ P/E ของหุ้น Top 10 ใหญ่สุดใน S&P 500

    ลองสังเกตช่วงปี 1999-2000 เส้นเขียวพุ่งทะลุ 40 เท่า ขึ้นไปแตะเกือบ 43 เท่า! นั่นแหละค่ะ “ฟองสบู่ Dotcom ของจริง” เพราะตอนนั้น Cisco, Microsoft, Intel, Oracle เทรดที่ P/E บ้าเลือดมาก โดยที่กำไรไม่ได้โตทันราคาเลย

    ทีนี้มาดูปัจจุบันกันบ้างค่ะ Top 10 วันนี้เทรดที่ P/E 25.9 เท่า (กล่องในตาราง) สูงกว่าค่าเฉลี่ย 25 ปีที่ 20.8 เท่า แค่ 25% เท่านั้นเองค่ะ

    เปรียบเทียบกันชัดๆ: Dotcom Peak Top 10 = ~43x, ปัจจุบัน Top 10 = 25.9x ห่างกันเกือบครึ่ง!

    คนที่บอกว่าเมกาฟองสบู่เหมือนปี 2000 ขอให้ดูตัวเลขนี้นานๆ นะคะ

    ส่วนหุ้นที่เหลือ (เส้นสีเทา) อยู่ที่ 18.5 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 15.9 เท่า แค่ 16% เท่านั้น ก็แค่แพงนิดหน่อย ไม่ได้บ้าเลือดเลยด้วยซ้ำ

    ดังนั้นตลาดเมกาวันนี้ “แพงนิดๆ” จริงค่ะ แต่มันไม่ใช่ “ฟองสบู่” ที่ valuation มันบิดเบี้ยวแบบปี 2000

    ⚖️ รูปที่ 4: Market Concentration ไม่ใช่ปัญหา เพราะกำไรก็กระจุกตามกัน

    อีกข้อกล่าวหายอดฮิตที่นิคกี้ได้ยินบ่อยๆ คือ “ตลาดเมกามันอันตราย เพราะ Top 10 ครองตลาดเกือบ 40% นี่มันกระจุกเกินไป!”

    โอเคค่ะ มาดูรูปที่สี่ “Weight of the top 10 companies in the S&P 500” กันค่ะ

    เส้นสีเทาเข้มคือ “สัดส่วน market cap ของ Top 10” ปัจจุบัน 30 เมษายน 2026 อยู่ที่ 39.8% สูงเป็นประวัติการณ์จริงๆ ค่ะ

    แต่!!! ขอให้ดูเส้นสีเขียวด้วย เส้นนั้นคือ “สัดส่วนกำไรของ Top 10” ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 35.4%

    เห็นไหมว่ามันห่างกันแค่ 4.4 percentage point เท่านั้นเองค่ะ!

    แปลว่าอะไร? แปลว่าบริษัทพวกนี้ “ครองตลาดเพราะมันทำกำไรได้จริงๆ” ไม่ใช่ครองตลาดด้วยลมปาก ราคาหุ้นมันสะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจที่ใหญ่และทำเงินได้จริง

    ลองย้อนไปดูช่วง Dotcom กันค่ะ ช่วงพีคๆ ตอนนั้น Top 10 market cap อยู่ที่ ~27% แต่ Top 10 earnings อยู่ที่ ~15% เท่านั้น!! ก็ห่างกันถึง 12% เรียกว่าต่างจากวันนี้ลิบลับ

    ดังนั้น market concentration ไม่ใช่ปัญหาค่ะ ถ้าบริษัทพวกนั้นมันใหญ่จริง กำไรจริง มันก็ “สมเหตุสมผล” ที่จะกินสัดส่วนใหญ่ในตลาด

    รูปที่ 5: แต่… pocket of bubble มีอยู่จริง อย่าเหมารวมทั้งตลาด

    โอเคค่ะ นิคกี้ไม่ใช่คนที่จะพูดว่าทุกอย่างสวยงามไปหมด มาดูรูปที่ห้าที่เป็นมุมที่ “ต้องระวังจริงๆ” ค่ะ

    รูปนี้คือ “Valuation Dispersion” มันวัด “ความห่างของ P/E ระหว่างหุ้นที่ percentile ที่ 20 (หุ้นถูก) กับ percentile ที่ 80 (หุ้นแพง)” ของ S&P 500 ค่ะ

    ค่าเฉลี่ย 25 ปีของ Valuation Spread อยู่ที่ 11.8 แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 16.4 สูงกว่าค่าเฉลี่ยเยอะเลยค่ะ

    แปลว่าอะไร? แปลว่าวันนี้ “มีหุ้นบางกลุ่มที่แพงโคตรๆ” และ “มีหุ้นบางกลุ่มที่ถูกโคตรๆ” อยู่ในตลาดเดียวกัน นี่แหละค่ะคือ “pocket of bubble” หรือฟองสบู่เป็นกระเป๋าๆ ไม่ใช่ฟองสบู่ทั้งตลาด

    หุ้น AI, semiconductor บางตัว เทรดที่ P/E 60-80 เท่า อันนั้นเสี่ยงจริง ระวังด้วย ส่วนหุ้น value, financial, healthcare บางตัวเทรดที่ P/E 10-12 เท่า ถูกแสนถูก

    นี่คือเหตุผลที่ “Asset Allocation และเลือกหุ้นเป็น” สำคัญมากในยุคนี้ค่ะ ไม่ใช่ซื้อทุกอย่างไปหมด แต่ก็ไม่ใช่ขายทุกอย่างเพราะกลัว ATH

    จุดที่ต้องระวังมีจริง แต่มันคือ “บางจุด” ไม่ใช่ทั้งตลาดค่ะ

    รูปที่ 6: ลงทุนตอน ATH ผลตอบแทนดีกว่าวันธรรมดาด้วยซ้ำ

    รูปสุดท้ายค่ะ และเป็นรูปที่จะปิดปากคนพูดว่า “อย่าซื้อตอน ATH” ได้สนิทเลย

    JP Morgan ทำสถิติย้อนหลังตั้งแต่ 1 มกราคม 1988 ถึง 31 ธันวาคม 2024 (37 ปีเต็ม!) เปรียบเทียบ “ลงทุน S&P 500 วันธรรมดา” vs “ลงทุนตอนตลาดทำ ATH พอดี”

    ดูตัวเลขนี้ดีๆ นะคะ

    ลงทุน 1 ปี — วันธรรมดาได้ 12.4% / ตอน ATH ได้ 13.4% (ATH ชนะ)

    ลงทุน 2 ปี — วันธรรมดาได้ 25.3% / ตอน ATH ได้ 28.9% (ATH ชนะ)

    ลงทุน 3 ปี — วันธรรมดาได้ 40.0% / ตอน ATH ได้ 46.3% (ATH ชนะ)

    ลงทุน 5 ปี — วันธรรมดาได้ 74.7% / ตอน ATH ได้ 80.9% (ATH ชนะ)

    อ่านชัดๆ ครั้งสุดท้าย ลงทุนตอน ATH “ชนะ” ลงทุนวันธรรมดาในเกือบทุก timeframe ในช่วง 3 ปีและ 5 ปี ห่างกันถึง 6 percentage point

    ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เพราะ ตลาดที่ทำ ATH = ตลาดที่อยู่ใน strong uptrend และ uptrend มันมักจะวิ่งต่อ

    แรงเฉื่อย (momentum) มันมีจริง และสถิติยืนยันว่าตลาดที่ทำ ATH มีแนวโน้มจะทำ ATH ใหม่ต่อไปเรื่อยๆ ส่วนคนที่กลัว ATH แล้วถือเงินสด รอ correction ผ่านไป 5 ปี เพื่อนเพิ่งซื้อตอน ATH ได้กำไร 80.9% ส่วนตัวเองยังนับเงินสดอยู่…

    นี่คือ opportunity cost ที่แพงกว่า correction ที่อาจจะไม่มาด้วยซ้ำค่ะ

    ปิดท้ายแบบไม่อ้อมค้อม

    นิคกี้พูดตรงๆ นะคะ การพูดว่า “ตลาดหุ้นเมกาทำ ATH = ฟองสบู่” โดยที่ไม่อธิบายเหตุผลอื่นประกอบ ไม่ดู valuation ไม่ดู profit margin ไม่ดู earnings concentration ไม่ดู bond yield

    มันคือคำพูดที่ “ชุ่ยที่สุด” ที่นิคกี้เคยได้ยินในวงการลงทุนเลยค่ะ

    ATH ไม่ใช่สัญญาณฟองสบู่ แต่ ATH คือ “พฤติกรรมปกติ” ของตลาดที่มีสุขภาพดีค่ะ ตลาดหุ้นเมกาทำ ATH เกือบทุกปี ตลอด 100 ปีที่ผ่านมา S&P 500 ทำ ATH กว่า 1,400 ครั้งในประวัติศาสตร์ ถ้าทุกครั้งคือฟองสบู่ ป่านนี้ดัชนีคงอยู่ที่ศูนย์ไปแล้ว

    ฟองสบู่ของจริงต้องมีหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น valuation บ้าเลือด, กำไรไม่จริง, leverage สูง, sentiment เพี้ยน, ดอกเบี้ยขัดแย้ง… อย่างปี 2000 มีครบ แต่วันนี้… ไม่ได้ใกล้เคียงเลยค่ะ

    และอีกอย่างที่อยากบอกแบบเจ็บๆ คือ ตลาดหุ้นเมกาทำ ATH คือเรื่องปกติค่ะ ไม่ใช่ “ตลาดหุ้นไทย” ที่รอแล้วรออีกก็ไม่รู้ชาตินี้จะได้เห็นอีกไหม

    ฉะนั้นถ้าใครยังไม่เข้าตลาดหุ้นเมกาเพราะกลัว ATH นิคกี้บอกตรงๆ ว่ากำลัง “ใช้เหตุผลที่ผิด” มาตัดสินใจอยู่ค่ะ ลองกลับไปอ่านบทความนี้ใหม่ ดูตัวเลขจริงๆ แล้วค่อยตัดสินใจอีกที

    แชร์โพสต์นี้ให้เพื่อนที่ยังคิดว่า “ATH = ฟองสบู่” อ่านด้วยนะคะ เผื่อเค้าจะกลับมาคิดใหม่ทันก่อนที่จะเสืยเวลาไปฟรีๆ ค่ะ
    FB_IMG_1778336123914.jpg FB_IMG_1778336126718.jpg FB_IMG_1778336129293.jpg FB_IMG_1778336132072.jpg FB_IMG_1778336135930.jpg FB_IMG_1778336140478.jpg
    #BeautyInvestor #SP500 #ATH #ฟองสบู่หรือเปล่า #ลงทุนหุ้นเมกา #ValuationMatters

    ⚠️ ตลาดหุ้นเมกา ATH = ฟองสบู่? คือ ความคิดที่ ปญอ. ที่สุดที่เคยได้ยินในรอบปี

    เปิดมาแรงๆ เลยนะคะ ทุกครั้งที่ S&P 500 ทำ All-Time High นิคกี้จะเห็นคำพูดเดิมๆ วนกลับมาในไทม์ไลน์เสมอ “หุ้นเมกาฟองสบู่แล้วนะ” “อย่าซื้อตอนนี้ เดี๋ยวพังเหมือนปี 2000” “ตลาดมันแพงเกินไป รอ correction ก่อน”

    นิคกี้อ่านแล้วได้แต่กุมขมับค่ะ เพราะคนพูดส่วนใหญ่ “ไม่ได้ดูตัวเลขจริงๆ” แค่เห็นกราฟพุ่งแล้วร้องว่าฟองสบู่ ซึ่งมันเป็นการคิดแบบมักง่ายมากๆ

    วันนี้นิคกี้จะพาทุกคนไล่ดูข้อมูลจริงทีละรูป แล้วเปรียบเทียบกับ Dotcom Bubble ปี 2000 ที่เป็น “ฟองสบู่ของจริง” ให้เห็นกันเลยว่าตลาดวันนี้กับวันนั้น มัน “คนละโลก” กันเลยค่ะ พร้อมแล้ว ไปกันเลยค่ะ

    รูปที่ 1: ราคา S&P 500 > ดัชนีพุ่ง แต่ valuation ไม่ได้บ้าเหมือนปี 2000

    มาดูรูปแรกค่ะ กราฟ S&P 500 Price Index ตั้งแต่ปี 1997 ถึงปัจจุบัน ทุกคนเห็นเส้นที่ทะยานขึ้นไปแตะ 7,209 จุด ณ วันที่ 30 เมษายน 2026 ดูเผินๆ น่ากลัวใช่มั้ยคะ เหมือนปี 2000 เลย

    แต่!!! ขอให้ดูที่ตารางมุมซ้ายบนของรูปนี้ดีๆ เพราะมันคือ “หัวใจ” ของบทความวันนี้เลย

    ย้อนกลับไป 24 มีนาคม 2000 ตอน Dotcom Bubble แตก ตอนนั้น S&P 500 อยู่ที่ 1,527 จุด แต่ Forward P/E (อัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า 12 เดือน เป็นเครื่องวัด valuation มาตรฐาน) สูงถึง 25.2 เท่า และที่หลายคนลืมคือ “Bond Yield 10 ปี” ตอนนั้นอยู่ที่ 6.2% ค่ะ นั่นแปลว่าหุ้นต้องแข่งกับพันธบัตรดอกเบี้ยสูงๆ แต่หุ้นยังถูกซื้อในราคาแพงเวอร์

    นั่นแหละค่ะคือนิยามของฟองสบู่ตัวจริง

    ทีนี้ดูปัจจุบัน 30 เมษายน 2026 ดัชนี S&P 500 อยู่ที่ 7,209 จุด Forward P/E อยู่ที่ 20.9 เท่า Bond Yield 10 ปีอยู่ที่ 4.4%

    อ่านอีกรอบช้าๆ นะคะ valuation วันนี้ถูกกว่า Dotcom Peak ถึง 17% ทั้งๆ ที่ดัชนีพุ่งขึ้นเป็น 5 เท่าตัวจากตอนนั้น! นั่นเพราะอะไร? เพราะ “กำไร (E) ของบริษัทโตขึ้นเร็วกว่าราคา (P)” ไงคะ

    ราคาขึ้น แต่กำไรขึ้นเร็วกว่า P/E ก็เลยไม่ได้บ้าเหมือนปี 2000

    คนที่บอกว่า “ATH = ฟองสบู่” คงไม่เคยเปิดตารางนี้ดูเลยค่ะ

    รูปที่ 2: Profit Margin 14.1% — บริษัทเมกาทำกำไรเก่งขึ้นจริง

    มาที่รูปที่สองค่ะ “S&P 500 Profit Margins” หรืออัตรากำไรจากการดำเนินงานต่อยอดขายของบริษัทใน S&P 500

    ลองมองภาพรวมจากปี 2002 ถึงไตรมาส 4 ปี 2025 จะเห็นว่ากราฟค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง early 2000s margin อยู่แค่ 7-8% ตอนวิกฤต Subprime ปี 2008 ดิ่งไปแตะ 5% ด้วยซ้ำ แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ฟื้นและไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ จนล่าสุด ไตรมาส 4 ปี 2025 อยู่ที่ 14.1% ใกล้จุดสูงสุดในประวัติศาสตร์เลยค่ะ

    ทำไมถึงสำคัญ?

    เพราะนี่คือเหตุผลที่ทำให้ “กำไรของบริษัทเมกาโตเร็วกว่ายุคก่อนๆ” บริษัทยุคใหม่ไม่ได้ขายของแบบยุคเก่าแล้วค่ะ

    Apple, Microsoft, Google, Meta, NVIDIA พวกนี้ขาย software, cloud services, advertising, chip designs ที่ scale ได้ไม่จำกัด ลงทุนครั้งเดียวขายได้ทั่วโลก ต้นทุนส่วนเพิ่มแทบเป็นศูนย์ margin เลยทะลุฟ้า

    เปรียบเทียบกับยุค Dotcom ที่บริษัทอินเทอร์เน็ตยุคนั้นยัง “ไม่มีกำไรจริง” หลายตัวขาดทุนหนักมาก แต่ราคาหุ้นพุ่งเพราะความหวัง แต่บริษัทเมกาวันนี้คือ “ของจริง” ที่กำไรจริง เงินสดล้นทั่ว ซื้อหุ้นคืนสะบัดๆ ปีละแสนล้านดอลลาร์

    นี่คือเหตุผลที่ทำให้หุ้นเทรดที่ P/E สูงขึ้นได้อย่างมีเหตุผลค่ะ ไม่ใช่ฟองสบู่ มันคือ “การ re-rate ตามคุณภาพของธุรกิจ”

    รูปที่ 3: P/E ของ Top 10 vs ที่เหลือ > ห่างชั้น Dotcom เยอะมาก

    รูปที่สามนี่คือรูปที่นิคกี้อยากให้ทุกคนดูที่สุดเลยค่ะ “P/E ratio of the top 10 and remaining companies in S&P 500”

    ดูเส้นสีเขียวก่อนนะคะ มันคือ P/E ของหุ้น Top 10 ใหญ่สุดใน S&P 500

    ลองสังเกตช่วงปี 1999-2000 เส้นเขียวพุ่งทะลุ 40 เท่า ขึ้นไปแตะเกือบ 43 เท่า! นั่นแหละค่ะ “ฟองสบู่ Dotcom ของจริง” เพราะตอนนั้น Cisco, Microsoft, Intel, Oracle เทรดที่ P/E บ้าเลือดมาก โดยที่กำไรไม่ได้โตทันราคาเลย

    ทีนี้มาดูปัจจุบันกันบ้างค่ะ Top 10 วันนี้เทรดที่ P/E 25.9 เท่า (กล่องในตาราง) สูงกว่าค่าเฉลี่ย 25 ปีที่ 20.8 เท่า แค่ 25% เท่านั้นเองค่ะ

    เปรียบเทียบกันชัดๆ: Dotcom Peak Top 10 = ~43x, ปัจจุบัน Top 10 = 25.9x ห่างกันเกือบครึ่ง!

    คนที่บอกว่าเมกาฟองสบู่เหมือนปี 2000 ขอให้ดูตัวเลขนี้นานๆ นะคะ

    ส่วนหุ้นที่เหลือ (เส้นสีเทา) อยู่ที่ 18.5 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 15.9 เท่า แค่ 16% เท่านั้น ก็แค่แพงนิดหน่อย ไม่ได้บ้าเลือดเลยด้วยซ้ำ

    ดังนั้นตลาดเมกาวันนี้ “แพงนิดๆ” จริงค่ะ แต่มันไม่ใช่ “ฟองสบู่” ที่ valuation มันบิดเบี้ยวแบบปี 2000

    ⚖️ รูปที่ 4: Market Concentration ไม่ใช่ปัญหา เพราะกำไรก็กระจุกตามกัน

    อีกข้อกล่าวหายอดฮิตที่นิคกี้ได้ยินบ่อยๆ คือ “ตลาดเมกามันอันตราย เพราะ Top 10 ครองตลาดเกือบ 40% นี่มันกระจุกเกินไป!”

    โอเคค่ะ มาดูรูปที่สี่ “Weight of the top 10 companies in the S&P 500” กันค่ะ

    เส้นสีเทาเข้มคือ “สัดส่วน market cap ของ Top 10” ปัจจุบัน 30 เมษายน 2026 อยู่ที่ 39.8% สูงเป็นประวัติการณ์จริงๆ ค่ะ

    แต่!!! ขอให้ดูเส้นสีเขียวด้วย เส้นนั้นคือ “สัดส่วนกำไรของ Top 10” ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 35.4%

    เห็นไหมว่ามันห่างกันแค่ 4.4 percentage point เท่านั้นเองค่ะ!

    แปลว่าอะไร? แปลว่าบริษัทพวกนี้ “ครองตลาดเพราะมันทำกำไรได้จริงๆ” ไม่ใช่ครองตลาดด้วยลมปาก ราคาหุ้นมันสะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจที่ใหญ่และทำเงินได้จริง

    ลองย้อนไปดูช่วง Dotcom กันค่ะ ช่วงพีคๆ ตอนนั้น Top 10 market cap อยู่ที่ ~27% แต่ Top 10 earnings อยู่ที่ ~15% เท่านั้น!! ก็ห่างกันถึง 12% เรียกว่าต่างจากวันนี้ลิบลับ

    ดังนั้น market concentration ไม่ใช่ปัญหาค่ะ ถ้าบริษัทพวกนั้นมันใหญ่จริง กำไรจริง มันก็ “สมเหตุสมผล” ที่จะกินสัดส่วนใหญ่ในตลาด

    รูปที่ 5: แต่… pocket of bubble มีอยู่จริง อย่าเหมารวมทั้งตลาด

    โอเคค่ะ นิคกี้ไม่ใช่คนที่จะพูดว่าทุกอย่างสวยงามไปหมด มาดูรูปที่ห้าที่เป็นมุมที่ “ต้องระวังจริงๆ” ค่ะ

    รูปนี้คือ “Valuation Dispersion” มันวัด “ความห่างของ P/E ระหว่างหุ้นที่ percentile ที่ 20 (หุ้นถูก) กับ percentile ที่ 80 (หุ้นแพง)” ของ S&P 500 ค่ะ

    ค่าเฉลี่ย 25 ปีของ Valuation Spread อยู่ที่ 11.8 แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 16.4 สูงกว่าค่าเฉลี่ยเยอะเลยค่ะ

    แปลว่าอะไร? แปลว่าวันนี้ “มีหุ้นบางกลุ่มที่แพงโคตรๆ” และ “มีหุ้นบางกลุ่มที่ถูกโคตรๆ” อยู่ในตลาดเดียวกัน นี่แหละค่ะคือ “pocket of bubble” หรือฟองสบู่เป็นกระเป๋าๆ ไม่ใช่ฟองสบู่ทั้งตลาด

    หุ้น AI, semiconductor บางตัว เทรดที่ P/E 60-80 เท่า อันนั้นเสี่ยงจริง ระวังด้วย ส่วนหุ้น value, financial, healthcare บางตัวเทรดที่ P/E 10-12 เท่า ถูกแสนถูก

    นี่คือเหตุผลที่ “Asset Allocation และเลือกหุ้นเป็น” สำคัญมากในยุคนี้ค่ะ ไม่ใช่ซื้อทุกอย่างไปหมด แต่ก็ไม่ใช่ขายทุกอย่างเพราะกลัว ATH

    จุดที่ต้องระวังมีจริง แต่มันคือ “บางจุด” ไม่ใช่ทั้งตลาดค่ะ

    รูปที่ 6: ลงทุนตอน ATH ผลตอบแทนดีกว่าวันธรรมดาด้วยซ้ำ

    รูปสุดท้ายค่ะ และเป็นรูปที่จะปิดปากคนพูดว่า “อย่าซื้อตอน ATH” ได้สนิทเลย

    JP Morgan ทำสถิติย้อนหลังตั้งแต่ 1 มกราคม 1988 ถึง 31 ธันวาคม 2024 (37 ปีเต็ม!) เปรียบเทียบ “ลงทุน S&P 500 วันธรรมดา” vs “ลงทุนตอนตลาดทำ ATH พอดี”

    ดูตัวเลขนี้ดีๆ นะคะ

    ลงทุน 1 ปี — วันธรรมดาได้ 12.4% / ตอน ATH ได้ 13.4% (ATH ชนะ)

    ลงทุน 2 ปี — วันธรรมดาได้ 25.3% / ตอน ATH ได้ 28.9% (ATH ชนะ)

    ลงทุน 3 ปี — วันธรรมดาได้ 40.0% / ตอน ATH ได้ 46.3% (ATH ชนะ)

    ลงทุน 5 ปี — วันธรรมดาได้ 74.7% / ตอน ATH ได้ 80.9% (ATH ชนะ)

    อ่านชัดๆ ครั้งสุดท้าย ลงทุนตอน ATH “ชนะ” ลงทุนวันธรรมดาในเกือบทุก timeframe ในช่วง 3 ปีและ 5 ปี ห่างกันถึง 6 percentage point

    ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เพราะ ตลาดที่ทำ ATH = ตลาดที่อยู่ใน strong uptrend และ uptrend มันมักจะวิ่งต่อ

    แรงเฉื่อย (momentum) มันมีจริง และสถิติยืนยันว่าตลาดที่ทำ ATH มีแนวโน้มจะทำ ATH ใหม่ต่อไปเรื่อยๆ ส่วนคนที่กลัว ATH แล้วถือเงินสด รอ correction ผ่านไป 5 ปี เพื่อนเพิ่งซื้อตอน ATH ได้กำไร 80.9% ส่วนตัวเองยังนับเงินสดอยู่…

    นี่คือ opportunity cost ที่แพงกว่า correction ที่อาจจะไม่มาด้วยซ้ำค่ะ

    ปิดท้ายแบบไม่อ้อมค้อม

    นิคกี้พูดตรงๆ นะคะ การพูดว่า “ตลาดหุ้นเมกาทำ ATH = ฟองสบู่” โดยที่ไม่อธิบายเหตุผลอื่นประกอบ ไม่ดู valuation ไม่ดู profit margin ไม่ดู earnings concentration ไม่ดู bond yield

    มันคือคำพูดที่ “ชุ่ยที่สุด” ที่นิคกี้เคยได้ยินในวงการลงทุนเลยค่ะ

    ATH ไม่ใช่สัญญาณฟองสบู่ แต่ ATH คือ “พฤติกรรมปกติ” ของตลาดที่มีสุขภาพดีค่ะ ตลาดหุ้นเมกาทำ ATH เกือบทุกปี ตลอด 100 ปีที่ผ่านมา S&P 500 ทำ ATH กว่า 1,400 ครั้งในประวัติศาสตร์ ถ้าทุกครั้งคือฟองสบู่ ป่านนี้ดัชนีคงอยู่ที่ศูนย์ไปแล้ว

    ฟองสบู่ของจริงต้องมีหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น valuation บ้าเลือด, กำไรไม่จริง, leverage สูง, sentiment เพี้ยน, ดอกเบี้ยขัดแย้ง… อย่างปี 2000 มีครบ แต่วันนี้… ไม่ได้ใกล้เคียงเลยค่ะ

    และอีกอย่างที่อยากบอกแบบเจ็บๆ คือ ตลาดหุ้นเมกาทำ ATH คือเรื่องปกติค่ะ ไม่ใช่ “ตลาดหุ้นไทย” ที่รอแล้วรออีกก็ไม่รู้ชาตินี้จะได้เห็นอีกไหม

    ฉะนั้นถ้าใครยังไม่เข้าตลาดหุ้นเมกาเพราะกลัว ATH นิคกี้บอกตรงๆ ว่ากำลัง “ใช้เหตุผลที่ผิด” มาตัดสินใจอยู่ค่ะ ลองกลับไปอ่านบทความนี้ใหม่ ดูตัวเลขจริงๆ แล้วค่อยตัดสินใจอีกที

    แชร์โพสต์นี้ให้เพื่อนที่ยังคิดว่า “ATH = ฟองสบู่” อ่านด้วยนะคะ เผื่อเค้าจะกลับมาคิดใหม่ทันก่อนที่จะเสืยเวลาไปฟรีๆ ค่ะ

    #BeautyInvestor #SP500 #ATH #ฟองสบู่หรือเปล่า #ลงทุนหุ้นเมกา #ValuationMatters
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐฯ รอคำตอบจากอิหร่าน บาห์เรนจับกุมผู้ต้องสงสัยหลายสิบคน

    การหยุดยิงที่เปราะบางดูเหมือนจะยังคงอยู่ในวันเสาร์ (9 พ.ค.) หลังจากสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านสองลำ ขณะที่บาห์เรน ประเทศที่ตั้งกองบัญชาการระดับภูมิภาคของกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยหลายสิบคนที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติของอิหร่าน

    การโจมตีเมื่อวันศุกร์ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการหยุดยิงที่เปราะบาง ที่มีอายุเพียงหนึ่งเดือน ซึ่งสหรัฐฯ ยืนยันว่ายังคงมีผลอยู่ โดยทางวอชิงตันกำลังรอคำตอบจากอิหร่านเกี่ยวกับข้อเสนอใหม่ล่าสุดของสหรัฐฯ เป็นข้อตกลงที่จะยุติสงคราม เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และลดโครงการนิวเคลียร์ที่เป็นข้อพิพาทของเตหะราน

    กองทัพสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันศุกร์ว่า กองกำลังของตนได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านสองลำที่พยายามฝ่าฝืนการปิดล้อม แถมก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า ได้ขัดขวางการโจมตีเรือรบของกองทัพเรือสามลำและโจมตีฐานทัพของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ

    ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยของบาห์เรน ระบุในวันเสาร์ว่า ได้จับกุมผู้ต้องสงสัย 41 ราย ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติของอิหร่าน โดยทางกระทรวงฯ ระบุว่า กำลังดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

    อิหร่านได้ปิดกั้นเส้นทางน้ำที่สำคัญสำหรับการขนส่งพลังงานทั่วโลกเป็นส่วนใหญ่ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นและสั่นคลอนตลาดโลก อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ก็ได้ปิดกั้นท่าเรือของอิหร่านเช่นกัน

    กองทัพสหรัฐฯ เผยแพร่คลิปวิดีโอเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านสองลำถูกเครื่องบินรบของสหรัฐฯ โจมตีที่ปล่องควัน ซึ่งก่อนหน้านั้น เครื่องบินรบของสหรัฐฯ เคยยิงทำลายหางเสือของเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งที่กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า พยายามฝ่าฝืนการปิดล้อมของสหรัฐฯ

    สำนักข่าวที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายตุลาการของอิหร่านรายงานว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ในช่วงข้ามคืนทำให้ลูกเรือเสียชีวิตอย่างน้อยหนึ่งคนและบาดเจ็บอีก 10 คนบนเรือบรรทุกสินค้าที่เกิดไฟไหม้ ยังไม่ชัดเจนว่าเรือลำดังกล่าวเป็นหนึ่งในสองเรือบรรทุกน้ำมันที่สหรัฐฯ ยอมรับว่าโจมตีหรือไม่

    แม้จะมีการโจมตีดังกล่าว ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าการหยุดยิงยังคงดำเนินอยู่ เขายังได้ย้ำคำขู่ที่จะกลับมาโจมตีเต็มรูปแบบอีกครั้งหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงในการเปิดช่องแคบและลดโครงการนิวเคลียร์ลง

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า ประเทศอิหร่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “กำหนดเวลา” และเตหะรานยังคงพิจารณาข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ ตามรายงานจากสำนักข่าว IRNA ของรัฐบาลอิหร่าน

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านยังกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของประเทศ มี “สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์” และในท้ายที่สุดเขาก็จะปรากฏตัวต่อสาธารณชน

    คำกล่าวนี้มาจาก มาซาเฮอร์ ฮอสเซนี ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานของอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ในการชุมนุมสนับสนุนรัฐบาล ฮอสเซนีกล่าวว่า โมจตาบาได้รับบาดเจ็บที่เข่าและหลัง แต่หายดีแล้วและตอนนี้เขามีสุขภาพแข็งแรงดี

    คาเมเนอีไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น และการที่ไม่มีภาพ เสียง หรือวิดีโอที่ได้รับการยืนยันของเขาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการคาดเดาเกี่ยวกับสถานะของเขา

    ขณะที่ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้น มีการหารือทางการทูตอย่างเร่งด่วนทั่วโลก

    กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียระบุในวันเสาร์ว่า ทั้งรัสเซียและซาอุดีอาระเบียต่างเรียกร้องให้มีการเจรจาทางการทูตอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุ "ข้อตกลงที่ยั่งยืนและระยะยาว" เพื่อยุติสงคราม

    นักการทูตระดับสูงของอียิปต์และกาตาร์ได้ย้ำอีกครั้งว่า การทูตเป็นหนทางเดียวที่จะหาทางออกได้ ตามรายงานการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อวันเสาร์ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอียิปต์ บาดร์ อับเดลัตตี และรัฐมนตรีต่างประเทศกาตาร์ เชค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลราห์มาน อัล ธานี

    นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เชห์บาซ ชารีฟ กล่าวว่า ประเทศของเขาได้ติดต่อกับสหรัฐฯ และอิหร่าน "ทั้งวันทั้งคืน" เพื่อพยายามขยายเวลาหยุดยิงและบรรลุข้อตกลงสันติภาพ

    ที่มา เอพี

    https://www.facebook.com/share/p/18VJssbqGq/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขยังคงเร่งควบคุมการแพร่ระบาดของ #ไวรัสฮันตา (Hantavirus) หลังพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อเพิ่มอีก 2 รายในวันศุกร์ (8 พ.ค.) ซึ่งอยู่ห่างไกลจากเรือสำราญหรูที่เป็นจุดเริ่มต้นของการระบาด

    รายงานล่าสุดเกี่ยวข้องกับชายคนหนึ่งที่ล้มป่วยหลังจากลงจากเรือ และหญิงคนหนึ่งที่ป่วยหลังจากนั่งใกล้กับผู้โดยสารที่ติดเชื้อบนเครื่องบิน

    ผู้ป่วยต้องสงสัยทั้ง 2 รายนี้อยู่ห่างกันหลายพันไมล์ — หนึ่งคนอยู่ในสเปน และอีกคนบนเกาะตริสตันดากูนยา (Tristan da Cunha) ในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ และเป็นคนละกรณีกับจำนวนผู้ป่วย 8 รายที่องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าพบบนเรือ MV Hondius ซึ่งเป็นเรือสัญชาติเนเธอร์แลนด์

    ในจำนวน 8 รายนี้ มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 3 ราย และเจ้าหน้าที่ WHO กล่าวเมื่อวันศุกร์ (8) ว่า จากผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ 8 ราย มีอยู่ 6 รายที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นไวรัสฮันตา โรคร้ายแรงที่อาจถึงแก่ชีวิตซึ่งโดยปกติแล้วมักแพร่กระจายโดยสัตว์ฟันแทะ

    ทางการสเปนระบุว่า หญิงอายุ 32 ปี ในจังหวัดอาลิกันเตทางตะวันออกเฉียงใต้ของสเปน มีอาการที่สอดคล้องกับการติดเชื้อไวรัสฮันตา และกำลังอยู่ระหว่างการตรวจ

    ฮาเวียร์ ปาดิยา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสเปน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า หญิงรายนี้นั่งอยู่บนเครื่องบินห่างเพียง 2 แถวจากหญิงชาวดัตช์ที่ติดเชื้อไวรัสบนเรือ Hondius หญิงคนดังกล่าวลงจากเครื่องบินที่โจฮันเนสเบิร์กเนื่องจากรู้สึกไม่สบาย ก่อนเครื่องบินจะออกเดินทางในวันที่ 25 เม.ย. และเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล

    หญิงชาวสเปนมี "อาการทางระบบหายใจเล็กน้อย" และได้ไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส ตามคำแถลงบนเว็บไซต์ของหน่วยงานสาธารณสุขประจำภูมิภาค

    ด้านหน่วยงานความมั่นคงสุขภาพของอังกฤษระบุว่า ชายชาวอังกฤษคนหนึ่งต้องสงสัยว่าติดเชื้อบนเกาะตริสตันดากูนยา โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า เขาเป็นผู้โดยสารบนเรือ Hondius ซึ่งจอดอยู่ที่เกาะตั้งแต่วันที่ 13-15 เม.ย.

    กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า โรคติดต่อสามารถแพร่กระจายไปได้ไกลเพียงใดในยุคการเดินทางสมัยใหม่

    เกาะตริสตันดากูนยามีประชากรเพียงประมาณ 200 คน ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างแอฟริกาใต้และอเมริกาใต้ เป็นเกาะที่มีผู้คนอาศัยอยู่ห่างไกลที่สุดในโลก ห่างจากเกาะเซนต์เฮเลนาซึ่งเป็นเกาะที่มีผู้คนอาศัยอยู่ใกล้ที่สุดมากกว่า 2,400 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางด้วยเรือ 6 วัน

    ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ได้จัดประเภทการระบาดของไวรัสฮันตาเป็นการตอบสนองฉุกเฉินระดับ "ระดับ 3" ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุด

    ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ เน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ต่ำของการแพร่ระบาดในวงกว้าง แต่การระบาดครั้งนี้ทำให้ทางการต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และขอให้ทุกคนที่ได้สัมผัสกับผู้โดยสารที่ลงจากเรือ Hondius คอยสังเกตอาการที่อาจเกิดขึ้น

    ที่มา: รอยเตอร์

    https://www.facebook.com/share/p/1awv6iwXj8/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปากีสถานยกระดับขีดความสามารถทางทหารครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัวขีปนาวุธความเร็วเหนือแสงรุ่นใหม่ หวังคานอำนาจความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียใต้

    กองทัพปากีสถานเปิดตัว "Fatah-3" ขีปนาวุธคอร์สซูเปอร์โซนิกสัญชาติปากีสถานอย่างเป็นทางการ

    กองทัพบกปากีสถานทำการเปิดตัวขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือแสงรุ่น Fatah-3 (ฟาทาห์-3) อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าเป็นอาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงที่พัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีขีปนาวุธ HD-1 ของบริษัท Guangdong Hongda จากประเทศจีน มีรายงานว่าระบบนี้ใช้ฐานยิงเคลื่อนที่แบบล้อยาง (TEL) ที่สามารถติดตั้งท่อยิงคู่ เพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายและลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีทำลายก่อนเริ่มปฏิบัติการ

    ข้อมูลทางเทคนิคระบุว่า Fatah-3 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง Mach 3–4 (ประมาณ 3-4 เท่าของความเร็วเสียง) โดยมีระยะยิงหวังผลอยู่ที่ 290 ถึง 450 กิโลเมตร และบรรทุกหัวรบได้หนัก 240 ถึง 400 กิโลกรัม ขีปนาวุธรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินและเป้าหมายทางเรือด้วยเพดานบินต่ำแบบเรี่ยผิวน้ำ (Sea-skimming) เพื่อหลบหลีกการตรวจจับของเรดาร์ฝ่ายตรงข้าม

    นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงมองว่าการเปิดตัว Fatah-3 ในปี 2026 นี้ เป็นความพยายามของรัฐบาลปากีสถานภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif ในการสร้างอำนาจป้องปรามเพื่อตอบโต้ระบบขีปนาวุธ BrahMos ของอินเดีย ซึ่งครองความได้เปรียบในน่านน้ำและพื้นที่พรมแดนมาอย่างยาวนาน โดยถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญของตระกูล Fatah จากเดิมที่เป็นระบบจรวดหลายลำกล้องนำวิถี (GMLRS) เข้าสู่ยุคขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือแสงอย่างเต็มตัว

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: ปากีสถานเปิดตัวขีปนาวุธ Fatah-3 ซึ่งพัฒนามาจากเทคโนโลยี HD-1 ของจีน และเป็นระบบขับเคลื่อนแบบ Supersonic
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: สัดส่วนการผลิตในท้องถิ่น (Localization) และประสิทธิภาพจริงของระบบนำวิถีในการทำลายเป้าหมายเคลื่อนที่ในทะเล
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: รายงานเรื่องการติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีบนขีปนาวุธรุ่นนี้

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – มีการเผยแพร่ภาพและข้อมูลผ่านสำนักข่าวความมั่นคงชั้นนำและสื่อทางการทหารหลายแห่ง

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Defence Blog, Defence Security Asia

    https://www.facebook.com/share/p/1LUWRf7BPe/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เสริมเขี้ยวเล็บเหนือน่านฟ้า! เบลเยียมเตรียมส่งมอบฝูงบิน F-16 ทั้งหมด 53 ลำให้ยูเครนภายในปี 2029 หวังพลิกเกมสงครามระยะยาว

    เบลเยียมยกระดับการสนับสนุนทางทหารครั้งสำคัญ โดยมีรายงานว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Bart De Wever ตัดสินใจส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-16 ทั้งหมดที่มีในประจำการจำนวน 53 ลำให้แก่ยูเครนภายในปี 2029 ซึ่งเป็นการขยายจำนวนจากเดิมที่เคยประกาศไว้เพียง 30 ลำ แผนการนี้มุ่งเป้าไปที่การสร้างขีดความสามารถในการป้องกันตนเองและท้าทายอำนาจทางอากาศของรัสเซียอย่างยั่งยืน

    กระบวนการส่งมอบจะถูกดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปควบคู่ไปกับการรับมอบเครื่องบินขับไล่ F-35A รุ่นใหม่จากสหรัฐฯ เพื่อเข้ามาทดแทนฝูงบินเดิม โดยในปี 2026 นี้ มีกำหนดการส่งมอบเครื่องบินชุดแรกจำนวน 7 ลำให้แก่กองทัพยูเครนภายใต้การนำของประธานาธิบดี Volodymyr Zelenskyy อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าวยังเผชิญกับความท้าทายด้านความล่าช้าของอะไหล่และการฝึกอบรมบุคลากรที่ต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ขณะเดียวกัน ฝ่ายความมั่นคงของเบลเยียมเน้นย้ำว่าการถ่ายโอนอาวุธยุทโธปกรณ์ครั้งนี้จะต้องไม่กระทบต่อพันธกิจของนาโต (NATO) ในการลาดตระเวนน่านฟ้าของตนเอง โดยปัจจุบันเครื่องบินบางส่วนถูกใช้เป็นเครื่องฝึกสำหรับนักบินและช่างเทคนิคชาวยูเครน ณ ฐานทัพในเบลเยียม เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่สมรภูมิจริงในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: รัฐบาลเบลเยียมมีแผนส่งมอบ F-16 ทั้งหมด 53 ลำภายในปี 2029 และเริ่มส่งมอบชุดแรก 7 ลำในปี 2026
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: กำหนดการที่แน่นอนของการส่งมอบชุดถัดไปอาจคลาดเคลื่อนตามความพร้อมของการรับมอบเครื่อง F-35A
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: รายงานความเสียหายของเครื่องบินที่ส่งมอบไปแล้วจากการโจมตีของรัสเซียในบางจุด

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – ข้อมูลได้รับการยืนยันจากกระทรวงกลาโหมเบลเยียมและสำนักข่าวชั้นนำ

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Reuters, Militarnyi, VRT News

    https://www.facebook.com/share/p/18FA1nDMxC/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผู้นำกลุ่มคริสเตียนอีแวนเจลิคัลประกอบพิธีเจิมรูปปั้นทองคำ Donald Trump ณ คฤหาสน์ Mar-a-Lago

    จับตาความเคลื่อนไหว "Don Colossus" รูปปั้นทองคำยักษ์สูง 22 ฟุตของ Donald Trump ถูกผู้นำทางศาสนาประกอบพิธีอธิษฐานจิต ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม

    มีรายงานว่า กลุ่มผู้นำคริสเตียนอีแวนเจลิคัลและที่ปรึกษาฝ่ายจิตวิญญาณได้ร่วมกันประกอบพิธี "เจิม" และอธิษฐานจิตให้แก่รูปปั้นทองคำขนาดมหึมาของประธานาธิบดี Donald Trump ณ คฤหาสน์ Mar-a-Lago และสนามกอล์ฟ Trump National Doral ในไมอามี โดยรูปปั้นดังกล่าวมีชื่อว่า "Don Colossus" ออกแบบในท่าทางชูกำปั้นซึ่งเป็นสัญลักษณ์จากการรอดชีวิตในเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อปี 2024 ตัวรูปปั้นหล่อด้วยบรอนซ์และฉาบด้วยทองคำเปลวบริสุทธิ์ทั้งตัว

    โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทุนสร้างจากกลุ่มนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีในโปรเจกต์เหรียญ $PATRIOT เพื่อสร้างสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้และความเป็นผู้นำ อย่างไรก็ตาม พิธีกรรมดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอย่างหนักในวงกว้าง โดยเฉพาะในโลกโซเชียลที่มีการเปรียบเทียบภาพการล้อมวงอธิษฐานรอบรูปปั้นทองคำกับเหตุการณ์ "ลูกวัวทองคำ" (Golden Calf) ในคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งถือเป็นการกราบไหว้รูปเคารพที่ขัดต่อหลักศาสนา

    ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดในช่วงต้นปี 2026 พบว่าแม้คะแนนนิยมของ Trump ในกลุ่มอีแวนเจลิคัลผิวขาวยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 69% แต่เริ่มมีสัญญาณลดลงเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2025 เนื่องจากความกังวลด้านจริยธรรมและการแสดงออกที่ถูกมองว่าเชื่อมโยงกับลัทธิชาตินิยมคริสเตียน (Christian Nationalism) มากเกินไป ทั้งนี้ ทำเนียบขาวระบุว่าการจัดสร้างรูปปั้นดังกล่าวเป็นการดำเนินการโดยภาคเอกชนและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงบประมาณของรัฐบาล

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: มีการสร้างรูปปั้น "Don Colossus" สูง 22 ฟุตจริง โดยฝีมือประติมากร Alan Cottrill และมีการประกอบพิธีโดยผู้นำศาสนาบางกลุ่มที่ Mar-a-Lago ในเดือนพฤษภาคม 2026

    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับงบประมาณการจัดสร้างที่แท้จริงและข้อตกลงทางธุรกิจระหว่างนักลงทุนคริปโตกับ Trump Organization

    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การรับรองรูปปั้นดังกล่าวอย่างเป็นทางการในฐานะสัญลักษณ์ทางศาสนาจากองค์กรคริสตจักรระดับประเทศ

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานโดยสำนักข่าวระดับโลกและมีหลักฐานภาพถ่ายเชิงประจักษ์จากสถานที่จริง

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Latin Times, The Independent, Pew Research Center

    https://www.facebook.com/share/p/1EZyaetAcS/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1778344401909.jpg

    May 9, 2026 ขนาดเงินกู้ 4 แสนล้านบาทจะดันเศรษฐกิจไทยปีนี้โตขึ้นแตะ 2.1% ถ้าเป็นจริง เศรษฐกิจไทยยังคงไม่พ้นกับดักโตรั้งบ๊วยติดรั้งท้ายในชาติอาเซียนตามข้อมูลคาดการณ์จีดีพีของไอเอ็มเอฟ ผู้ว่าแบงก์ชาติโปรยยาหอมว่าเงินกู้ 4 แสนล้านบาทจะดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ขึ้นเป็น 2.1% จากเดิมที่ลดเป้าโตเหลือแค่ 1.5% มาลุ้นตัวเลขจีดีพีด่านแรกของปี หรือจีดีพีไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ในวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคมนี้
    #ไอเอ็มเอฟ #จีดีพี #ไทย #อาเซียน #เงินกู้ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/18tATYX6gL/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    New York Times รายงาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เตรียมพบกันอีกครั้งที่กรุงปักกิ่งในสัปดาห์หน้า ในการประชุมสุดยอดที่ถูกจับตามองว่าอาจกำหนดทิศทางการแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจของโลก แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีวาระสำคัญจำนวนมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าความคาดหวังต่อผลลัพธ์ยังอยู่ในระดับจำกัด

    การประชุมสองวันซึ่งจะเริ่มในวันพฤหัสบดี มีประเด็นหลักครอบคลุมสงครามในอิหร่าน การค้า ไต้หวัน ปัญญาประดิษฐ์ และข้อขัดแย้งด้านความมั่นคงอื่น ๆ โดยการพบกันครั้งล่าสุดของทั้งสองผู้นำเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วที่เกาหลีใต้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงพักสงครามการค้าที่รุนแรง หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนในระดับสูง ขณะที่จีนขู่จำกัดการส่งออกแร่หายากซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมโลก

    สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไปมากนับตั้งแต่การพบกันครั้งก่อน โดยสหรัฐฯ กำลังเผชิญสงครามกับอิหร่าน ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของจีนในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานทั่วโลก และทำให้สหรัฐฯ ต้องย้ายทรัพยากรทางทหารออกจากภูมิภาคเอเชีย สงครามยังทำให้คลังอาวุธของสหรัฐฯ ลดลง จนมีนักวิเคราะห์จีนบางส่วนตั้งคำถามถึงศักยภาพของวอชิงตันในการปกป้องไต้หวัน ขณะเดียวกัน สี จิ้นผิง ก็เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกถดถอยซึ่งกระทบต่อภาคการส่งออกของจีน

    ด้านวาระการเจรจา สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “Five B’s” ได้แก่ การผลักดันให้จีนซื้อเครื่องบินโบอิ้ง เนื้อวัว และถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ รวมถึงการตั้งคณะกรรมการการลงทุนและการค้า เพื่อกำหนดพื้นที่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ไม่กระทบความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่จีนเน้น “Three T’s” คือ ภาษี เทคโนโลยี และไต้หวัน (tariffs, technology และ Taiwan) โดยปักกิ่งต้องการขยายเวลาพักสงครามการค้า และให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง รวมถึงเรียกร้องให้สหรัฐฯ ลดการสนับสนุนไต้หวัน ซึ่งจีนยืนยันว่าเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยตน

    ทรัมป์ยังคาดว่าจะขอให้จีนช่วยกดดันอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเพื่อคลี่คลายวิกฤตพลังงาน นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะหารือความร่วมมือด้านการบริหารความเสี่ยงจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยทรัมป์เตรียมหยิบยกคดีจิมมี ไล นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยฮ่องกงที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี รวมถึงประเด็นการขยายอาวุธนิวเคลียร์ของจีน ความมั่นคงในทะเลจีนใต้ และการลดการลักลอบนำเข้ายาเฟนทานิลเข้าสหรัฐฯ

    แม้ทรัมป์จะแสดงท่าทีเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ส่วนตัวกับสี จิ้นผิง และต้องการประกาศการลงทุนจากจีนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่คาดหวังว่าจะเกิดข้อตกลงเศรษฐกิจขนาดใหญ่หรือการแก้ไขความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง โดยผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือข้อตกลงขนาดเล็กด้านการลงทุน และการขยายข้อตกลงพักสงครามการค้าชั่วคราว ทั้งสองฝ่ายยังอาจใช้การประชุมครั้งนี้เพื่อซื้อเวลา ลดการพึ่งพาเศรษฐกิจระหว่างกันท่ามกลางการแข่งขันที่ยังดำเนินต่อไป

    อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดเกี่ยวกับสงครามอิหร่านอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ก่อนหน้านี้ สี จิ้นผิง วิจารณ์การดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่จีนพยายามผลักดันให้อิหร่านเจรจากับสหรัฐฯ แต่ยังไม่ต้องการเข้ามามีบทบาทแก้ไขสงครามโดยตรง โดยรัฐมนตรีต่างประเทศจีนเพิ่งพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านในปักกิ่ง พร้อมเรียกร้องให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยืนยันสนับสนุนสิทธิของอิหร่านในการใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างสันติ

    ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศยังรุนแรงขึ้น สหรัฐฯ เพิ่งคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันจีนที่ซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ส่งผลให้จีนสั่งบริษัทในประเทศไม่ให้ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว และออกกฎใหม่เปิดทางให้รัฐบาลตรวจสอบบริษัทต่างชาติและรัฐบาลต่างประเทศได้มากขึ้น สะท้อนการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างสองมหาอำนาจที่ยังคงดำเนินต่อไป แม้ทั้งสองฝ่ายจะพยายามรักษาความสัมพันธ์ไม่ให้เผชิญหน้ารุนแรงเกินไปก็ตาม.

    หมายเหตุ : “Five B’s” เป็นคำเรียกแบบไม่เป็นทางการที่ใช้ในความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะเวลาพูดถึงสินค้าที่จีนมักซื้อจากสหรัฐเพื่อช่วยลดความตึงเครียดทางการค้า ได้แก่:

    1. Boeing airplanes
    → เครื่องบินโดยสารจากบริษัท Boeing
    2. Beef
    → เนื้อวัวจากสหรัฐอเมริกา
    3. Beans (Soybeans)
    → ถั่วเหลือง ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรสำคัญมากในการเลี้ยงสัตว์ของจีน
    4. Bonds
    → พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (China ถือครองพันธบัตรสหรัฐจำนวนมาก)
    5. Business services
    → บริการทางธุรกิจ เช่น การเงิน เทคโนโลยี หรือบริการวิชาชีพจากบริษัทอเมริกัน

    https://www.facebook.com/share/p/1G7YCqLVhT/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    New York Times รายงาน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน กำลังเผชิญวิกฤตทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 13 ปีของการครองอำนาจ หลังจากเขาสูญเสียความเชื่อมั่นต่อบรรดานายพลที่ตนเองเป็นผู้คัดเลือกและผลักดันขึ้นมาปฏิรูปกองทัพจีนให้ทัดเทียมสหรัฐอเมริกา

    สัญญาณความเปลี่ยนแปลงปรากฏชัดในการประชุมสภานิติบัญญัติล่าสุดของจีน เมื่อภาพถ่ายทอดสดแสดงให้เห็นว่านายพลระดับสูงที่เคยเข้าร่วมประชุมราว 40 คนเมื่อปีก่อน เหลือเพียงไม่กี่คน โดยสี จิ้นผิง กล่าวเตือนเจ้าหน้าที่ทหารที่ยังอยู่ให้ระวัง “ความไม่ภักดี” พร้อมย้ำว่ากองทัพต้องไม่มีผู้ใดที่มี “สองใจ” ต่อพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งถือเป็นการยอมรับต่อสาธารณะอย่างหาได้ยากว่าผู้นำจีนกำลังเผชิญปัญหาความไว้วางใจในกองทัพที่ตนเองสร้างขึ้น

    นักวิเคราะห์มองว่าการใช้คำว่า “สองใจ” มีนัยทางการเมืองลึกซึ้ง สะท้อนความหวาดระแวงต่อการทรยศของนายทหารระดับสูง แม้แต่บุคคลใกล้ชิดที่สุดของผู้นำจีนก็ยังถูกปลดหรือสอบสวน ส่งผลให้เกิดคำถามว่าใครยังสามารถได้รับความไว้วางใจจากเขาได้อีก

    การกวาดล้างครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จีนเร่งเสริมศักยภาพทางทหาร ทั้งเรือบรรทุกเครื่องบิน อาวุธความเร็วเหนือเสียง และการขยายคลังนิวเคลียร์ ท่ามกลางการแข่งขันอำนาจกับสหรัฐฯ ที่รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม การปราบปรามภายในกองทัพอาจทำให้ความพร้อมรบของจีนสะดุดเป็นเวลาหลายปี เพราะนายทหารระดับสูงจำนวนมากถูกปลดหรือหายไปจากตำแหน่ง

    สิ่งที่เริ่มจากการปราบคอร์รัปชัน กลายเป็นการกวาดล้างครั้งใหญ่ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อต้นปีนี้ หลังการล่มสลายของจาง โหย่วเสีย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นคนสนิทของสี จิ้นผิง รายงานระบุว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อผู้นำจีนพยายามผลักดันนายพลผู้ดูแลการสอบสวนขึ้นสู่ตำแหน่งอำนาจสูง ขณะที่จาง โหย่วเสีย คัดค้าน ก่อนจะถูกปลดในเวลาต่อมา

    ความรุนแรงของการปราบปรามสะท้อนอีกครั้งเมื่อศาลทหารจีนตัดสินโทษประหารชีวิตอดีตรัฐมนตรีกลาโหม 2 คนในคดีรับสินบน แม้จะรอลงอาญา 2 ปี ซึ่งโดยปกติหมายถึงจำคุกตลอดชีวิต

    แม้การทุจริตในกองทัพจะเป็นปัญหาจริง แต่คำปราศรัยภายในของสี จิ้นผิง ชี้ให้เห็นอีกปัจจัยสำคัญ คือความหวาดกลัวว่าการไม่เชื่อฟังคำสั่งอาจกลายเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของเขาเอง นักวิเคราะห์มองว่าผู้นำจีนเริ่มเชื่อว่านายพลที่เขาแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนากองทัพ กลับถูกบ่อนทำลายด้วยระบบพรรคพวกและผลประโยชน์

    วิกฤตครั้งนี้ยังสะท้อนความขัดแย้งภายในยุทธศาสตร์ของผู้นำจีน ระหว่างการสร้างกองทัพให้พร้อมรบ กับการควบคุมความภักดีทางการเมือง ในที่สุด เขาเลือกปลดนายพลผู้มีประสบการณ์การรบจริง และแต่งตั้งบุคคลสายตรวจสอบอุดมการณ์ขึ้นมาแทน จนปัจจุบันเหลือสมาชิกระดับสูงของคณะกรรมาธิการทหารกลางเพียงสองคน คือสี จิ้นผิง และผู้ดูแลการกวาดล้าง

    ย้อนกลับไปหลังขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 สี จิ้นผิงตั้งเป้าควบคุมกองทัพอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยผู้นำรุ่นก่อนอย่างหู จิ่นเทา ซึ่งเคยถูกมองว่าไม่มีอำนาจเหนือผู้บัญชาการทหารอย่างแท้จริง เขาเริ่มปราบนายพลที่ร่ำรวยจากการคอร์รัปชัน และในปี 2014 ได้เรียกประชุมผู้นำกองทัพที่เมืองกู่เถียน เพื่อย้ำหลักการสำคัญตั้งแต่ยุคเหมา เจ๋อตง ว่า “พรรคต้องควบคุมปืน”

    สี จิ้นผิงระบุในเวลานั้นว่ากองทัพเต็มไปด้วยปัญหาความเสื่อมศรัทธา การซื้อขายตำแหน่ง และการฝึกซ้อมปลอม พร้อมยกคดีอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางที่รับสินบนจำนวนมหาศาลเป็นตัวอย่างของความเสื่อม

    ผู้นำจีนยังได้รับบทเรียนจากต่างประเทศ โดยมองว่าผู้นำหลายประเทศในตะวันออกกลางและอดีตสหภาพโซเวียตสูญเสียอำนาจเพราะกองทัพไม่ยืนข้างพวกเขา จึงพยายามฟื้นระบบ “งานการเมือง” ในกองทัพ ซึ่งรวมถึงการปลูกฝังอุดมการณ์ การตรวจสอบ และการเฝ้าระวังเจ้าหน้าที่ทหาร

    เขาปรับโครงสร้างกองทัพครั้งใหญ่ ยุบเขตทหารเดิม จัดตั้งกองบัญชาการใหม่ และสร้างระบบ “ความรับผิดชอบของประธานคณะกรรมาธิการ” เพื่อรวมอำนาจการควบคุมไว้ที่ตัวเอง พร้อมคัดเลือกนายทหารด้วยตนเอง

    จาง โหย่วเสีย เป็นหนึ่งในนายพลที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด ได้รับมอบหมายให้ผลักดันการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ แม้หน่วยงานที่ดูแลจะขึ้นชื่อเรื่องคอร์รัปชัน แต่ภายในปี 2018 สี จิ้นผิงประกาศว่าการปฏิรูปกองทัพประสบ “การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์”

    อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงเริ่มสั่นคลอนในปี 2023 เมื่อผู้บัญชาการกองกำลังจรวดซึ่งดูแลขีปนาวุธนิวเคลียร์ถูกปลดโดยไม่ชี้แจงเหตุผล ตามด้วยการหายตัวของรัฐมนตรีกลาโหม จากนั้นนายทหารระดับสูงหลายสิบคนทยอยถูกสอบสวนหรือปลดจากตำแหน่ง

    อำนาจของจาง เซิ่งหมิน นายพลสายการเมืองที่ทำหน้าที่สอบสวนการทุจริตจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้เขาจะมีประสบการณ์การรบน้อย แต่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลความภักดีต่อพรรค พร้อมใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวังเพื่อตรวจสอบชีวิตและการเงินของนายทหาร

    ภายในปี 2025 การกวาดล้างเริ่มเปลี่ยนดุลอำนาจในกองทัพ เกิดความตึงเครียดระหว่างฝ่ายที่เน้นความสามารถทางทหารกับฝ่ายที่เน้นความภักดีทางการเมือง นักวิเคราะห์มองว่าสี จิ้นผิงกำลังติดอยู่ในความขัดแย้งระหว่าง “ความจงรักภักดี” กับ “ความเชี่ยวชาญ”

    เมื่อใกล้ถึงการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ครั้งถัดไป ผู้นำจีนถูกมองว่าอ่อนไหวต่อภัยคุกคามต่ออำนาจมากขึ้น จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อเขาพยายามเลื่อนตำแหน่งจาง เซิ่งหมินขึ้นเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง แต่จาง โหย่วเสีย และพันธมิตรคัดค้าน เพราะเกรงว่าการให้นักสอบสวนขึ้นคุมกองทัพจะบั่นทอนภาพลักษณ์ด้านการรบ

    ไม่นานหลังจากนั้น จาง โหย่วเสีย และรองผู้บัญชาการถูกปลด โดยสื่อทหารจีนกล่าวหาว่าพวกเขาละเมิดระบบควบคุมกองทัพของประธานาธิบดี

    ล่าสุด สี จิ้นผิงยังคงเดินหน้าปรับกองทัพต่อไป ด้วยโครงการ “แก้ไขอุดมการณ์” และ “หล่อหลอมแบบปฏิวัติ” ซึ่งเป็นการรณรงค์ปลูกฝังความภักดีครั้งใหม่ ภาพการประชุมแสดงให้เห็นนายทหารนั่งจดบันทึกอย่างเคร่งเครียด ขณะที่จาง เซิ่งหมิน ผู้ดูแลการกวาดล้าง นั่งเคียงข้างผู้นำจีน สะท้อนว่าการปรับโครงสร้างอำนาจในกองทัพจีนยังไม่สิ้นสุด.

    https://www.facebook.com/share/p/18ujxbZXbF/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “หมิง เฉิน ซัน”และปริศนาบัตรชมพู
    ----------
    อดิศร เกิดมงคล
    ----------
    จากกรณีนายหมิง เฉิน ซัน บุคคลสัญชาติจีน เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์พลิกคว่ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งในรถและบ้านพักพบว่ามีอาวุธสงคราม ระเบิด ชุดเกราะ เครื่องกระสุนประเภทต่าง ๆ จำนวนมากไว้ในครอบครอง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมบุคคลดังกล่าวไว้แล้วนั้นโดยพบว่าเขามีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บางคนเรียกว่าบัตรชมพู) ขึ้นต้นด้วยเลข 6 ประเภทกลุ่ม"คนต่างด้าวเข้าเมือง" ทำให้บางคน เข้าใจว่า บัตรนี้ออกให้เฉพาะแรงงาน 4 สัญชาติคือ พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนามเท่านั้นเป็นความเข้าใจผิด
    .
    ถ้าไปดูตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2562 (ไม่แน่ใจว่ามี update อีกหรือไม่) มีบัตรหน้าตาแบบดูเผิน ๆ 2 แบบ คือบัตรประจำตัวผู้ซึ่งไม่มีสัญชาติไทยซึ่งเรียกกันว่าบัตรจะสีชมพู กับบัตรผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือบัตรเลข 0 ซึ่งด้านหน้าบัตรจะเป็นสีขาว ด้านหลังเป็นสีชมพู หรือในพื้นที่มักเรียกบัตร 10 ปี (เอาจริง ๆ ไม่ได้ 10 ปีอะไร ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐ) โดยบัตรประเภทนี้จะออกให้คนที่ยังไม่มีสถานะทางทะเบียนอะไรเลย และได้รับการสำรวจหรือจัดทำโดยหน่วยงานของรัฐไทย (ซึ่งบัตรแบบนี้ก็มีความซับซ้อนในแบบของตัวเอง)
    .
    บัตรของนายหมิง เฉิน ซัน น่าจะเป็นประเภทแรก ซึ่งบัตรในรูปแบบประเภทแบ่งย่อยได้อีก 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีถิ่นอยู่อาศัยถาวรในประเทศไทย (ตามกฎหมายคนเข้าเมืองแล้ว) บัตรจะขึ้นต้นด้วยเลข 8 อีกแบบคือบัตรสำหรับกลุ่มที่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย เช่น ชนกลุ่มน้อย บุคคลบนพื้นที่สูง ฯลฯ หรืออดีตคนถือบัตรสารพัดสี ซึ่งกลุ่มนี้อยู่ในประเทศไทยมานาน หรือหลายคนก็เกิดในไทยตั้งแต่แรก จะขึ้นต้นด้วยเลข 6 แต่จะระบุชื่อกลุ่มที่ชัดเจน ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็มีมติคณะรัฐมนตรีรองรับให้พัฒนาสถานะทางกฎหมาย ทั้งมีถิ่นที่อยู่อาศัยถาวร หรือได้รับสัญชาติไทย ตามเงื่อนไข ในขณะที่ลูกของคนกลุ่มนี้ที่เกิดในประเทศไทย ก็จะได้บัตรที่ขึ้นต้น ด้วย 7
    .
    บัตรที่นายหมิง เฉิน ซัน ได้นั้นเป็นบัตรที่หน้าตาคล้ายบัตรชนกลุ่มน้อย ขึ้นต้นด้วย 6 เหมือนกัน สีอาจจะมีความสว่างสดใสกว่าเล็กน้อย แต่กลุ่มจะระบุชัดเจนว่าเป็น "คนต่างด้าวเข้าเมือง"

    คำถามคือ ใครที่จะทำบัตรนี้ได้บ้าง? กลุ่มแรกคือคนที่เข้าเมืองถูกกฎหมายและได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยมากกว่า 6 เดือนสามารถยื่นขอทำบัตรแบบนี้ และทะเบียนบ้านคนต่างด้าว (เล่มเหลือง) ได้ภายใน 30 วันนับตั้งแต่ได้วีซ่า หรือยื่นต่อวีซ่าแล้ว ซึ่งกรณีของนายหมิง เฉิน ซัน เข้าใจว่าได้เป็นวีซ่าแบบ Thailand Elite Visa ซึ่งเป็นวีซ่าที่ต้องมีเงินหน่อย เพราะค่าสมาชิกจะ 600,000 บาทขึ้นไป ตามแต่ประเภทแพคเกจซึ่งอยู่ได้ 5 ปี และต่ออายุได้อีก ตามแต่แพคเกจเช่นกัน

    ดังนั้นในกรณีนี้นายหมิง เฉิน ซันมีสิทธิอยู่ในไทยเกิน 6 เดือนสามารถไปทำบัตรนี้ได้ ซึ่งบัตรนี้ขอสัญชาติไทยแบบชนกลุ่มน้อยไม่ได้ ข้อดีคือมีความสะดวกในการทำธุรกรรม เช่น เปิดบัญชีธนาคาร ขึ้นทะเบียนประกันสังคม (กรณีได้วีซ่าทำงาน) ฯลฯ เพราะเลขประจำตัวจะไม่เปลี่ยน และสามารถสืบค้นข้อมูลติดตามได้ง่าย โดยข้อดีสำหรับทางการไทย คือมีฐานข้อมูลของคนกลุ่มนี้ มีการจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคล ทั้งลายพิมพ์นิ้วมือ รูปหน้า เพียงบัตรนี้ไม่ได้บังคับว่าต้องทำ ถ้าอยากทำก็มาขอทำที่สำนักทะเบียนท้องที่ โดยเอาหลักฐานการได้รับสิทธิอยู่มาเป็นหลักฐานในการทำ และเข้าใจว่าคนรับทำเอกสารให้นายหมิง เฉิน ซัน ก็รู้และน่าจะพาไปทำให้ ส่วนจะปลอมหรือจะย้ายอะไรกันอย่างไร ต้องดูรายละเอียด ถ้าลูกคนกลุ่มนี้เกิดในไทย ก็จะไปแจ้งเกิด และได้เลขประจำตัวประชาชน เป็นเลข 7 เหมือนกลุ่มด้านบน แต่สถานะก็จะอิงตามพ่อแม่ ถามว่ากรณีไม่ถึง 6 เดือนทำได้หรือเปล่า ถ้ามีความจำเป็นในทางทะเบียนและอยากทำ ก็ขอทำได้เป็นรายกรณีไป
    .
    สำหรับบัตรชมพูของแรงงาน 4 สัญชาติจะมีลักษณะที่แยกออกไป ดูจากบัตรก็จะมีสีเข้มกว่า ด้านหลังอาจจะมีสีแตกต่างกันในแต่ละสัญชาติ เช่น พม่าด้านหลังสีขาว ลาวด้านหลังสีน้ำเงิน ซึ่งบัตรสำหรับแรงงาน 4 สัญชาติจะขึ้นต้นด้วย 00 (ศูนย์สองตัว) และจะมีชื่อในทะเบียนประวัติคนต่างด้าว หรือ ทร. 38/1 (ไม่ใช่ทะเบียนบ้านเล่มเหลือง เป็นกระดาษ A4 ) สิทธิในการอยู่ก็ตามแต่สิทธิในการได้รับอนุญาตให้อยู่ 2 ปีบ้าง 1 ปี แล้วแต่กลุ่มตามแต่มติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดเป็นครั้ง ๆ ไป ลูกที่เกิดไทย ก็จะได้เลข 00 เหมือนพ่อแม่
    .
    สรุปบัตรชมพูของนายหมิง เฉิน ซัน ไม่ใช่บัตรแรงงาน 4 สัญชาติ ไม่ใช่บัตรชนกลุ่มน้อยที่พัฒนาสถานะตามมติคณะรัฐมนตรี แต่เป็นบัตรที่คนเข้าเมืองถูกกฎหมายสามารถทำได้ตามกฎหมาย ส่วนบัตรที่ได้มาจะถูกต้องหรือไม่ อย่างไร อันนี้ต้องให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบอีกที

    ถามว่าสวมบัตรได้หรือ ตอบว่า สวมได้ แต่ถ้าตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคล ก็จะพบข้อมูลมาว่าไม่ตรงกับทะเบียนของสำนักทะเบียนราษฎร ดังนั้นการทำบัตรชมพู มีข้อดี ทั้งของผู้ทำและของการตรวจสอบของทางการไทย แต่ยังเป็นไปโดยความสมัครใจ ส่วนบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 5 ของอีกรายหนึ่ง อันนี้ตรวจสอบได้ เพราะเลข 5 เกิดขึ้นได้ไม่กี่กรณี เช่น แจ้งเกิดล่าช้า ตกหล่นการจัดทำทะเบียน เชื่อว่าหากตรวจสอบเชื่อมโยงดี ๆ ก็สืบไปถึงต้นตอได้ไม่ยาก
    ---------
    https://www.facebook.com/share/p/1E9SQTpV8P/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผลตรวจตะกอนดินน้ำโขงจุดเชียงคาน จ.เลยที่พบปลาแข้ป่วย พบสารหนูเกินระดับความปลอดภัยของสัตว์หน้าดิน แต่ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรง-ส่วนผลตรวจคุณภาพน้ำพบยังไม่เกินค่ามาตรฐาน-นักวิจัยชี้เป็นความสัมพันธ์ของสารพิษที่เข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร

    FB_IMG_1778346901352.jpg

    ----------
    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เพจสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ(สคพ.)ที่ 9 จ.อุดรธานี กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้เผยรายงานผลการตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำโขง ซึ่งจัดเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 พบว่า สารหนู (As) แคดเมียม (Cd) ทองแดง (Cu) นิกเกิล (Ni) โครเมียม (Cr) สังกะสี (Zn) ปรอท (Hg) แมงกานีส (Mn) มีค่าเป็นไปตามที่ค่ามาตรฐานกําหนด ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

    ส่วนโลหะหนักในตะกอนดิน ผลการตรวจพบว่า สารหนู บริเวณแก่งคุดคู้ อ.เชียงคาน จ.เลย มีค่า 6.9 มก./กก.และบริเวณบ้านคกงิ้ว ต.ปากตม อ.เชียงคาน จ.เลย มีค่าเท่ากับ 10 มก./กก.ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพตะกอนดินเพื่อปกป้องสัตว์หน้าดิน (กำหนดไว้ไม่เกิน 10 มก./กก.) และบริเวณบ้านดอนไข่ ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย ซึ่งเป็นบริเวณที่ปลาแข้ป่วย สารหนูมีค่าเท่ากับ 25 มก./กก. ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพตะกอนดินเพื่อปกป้องสัตว์หน้าดิน แต่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพตะกอนดินระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง (กำหนดไว้ไม่เกิน 33 มก./กก.)

    เพจของ สคพ.ระบุว่า มาตรฐานคุณภาพตะกอนดินในแหล่งน้ำผิวดิน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1.มาตรฐานคุณภาพตะกอนดินในแหล่งน้ำผิวดินเพื่อปกป้องสัตว์หน้าดิน คือระดับความเข้มชั้นสูงสุดของสารอันตรายในตะกอนดินที่สัตว์หน้าดินสามารถอาศัยได้ โดยไม่เกิดอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศแหล่งน้ำผิวดินต่อไป 2. มาตรฐานคุณภาพตะกอนดินในแหล่งน้ำผิวดินเพื่อปกป้องมนุษย์ผ่านห่วงโซ่อาหาร คือ ระดับความเข้มข้นสูงสุดของสารอันตรายในตะกอนดินที่สะสมและถ่ายทอดสู่สัตว์น้ำผ่านห่วงโซ่อาหารและมนุษย์สามารถรับประทานสัตว์น้ำโดยไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยในระยะยาว

    ทั้งนี้ สคพ.9 จะดำเนินการเก็บตัวอย่างแม่น้ำโขงในระหว่างวันที่ 11-12 พ.ค. 69 ตามรอบเก็บตัวอย่างต่อไป” เพจสคพ.9 ระบุ

    นางกุลญดา ทอนมณี ผู้อำนวยการ สคพ.9 ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่าเรื่องผลตรวจคุณภาพแม่น้ำโขง อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน คือไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัม/ลิตร คุณภาพน้ำไม่เกินมาตรฐานก็ใช้ได้ น้ำสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ สำหรับคุณภาพตะกอนดิน มาตรฐานสัตว์หน้าดิน กำหนดไว้เพื่อรักษาสัตว์หน้าดิน ต้องดูที่ปลา ว่าจะสามารถบริโภคได้หรือไม่ ต้องประสานกับประมงจังหวัด ซึ่งไม่ทราบว่าได้ตรวจปลาแล้วหรือไม่ หรือเร็วๆ นี้มีนักวิชาการที่เอาปลาไปตรวจ ยังไม่ทราบว่าผลตรวจปลาออกแล้วหรือยัง

    ถามว่าโลหะหนักในน้ำโขงบริเวณนี้เกี่ยวกับความขุ่นหรือไม่ นางกุลญดากล่าวว่า ช่วงน้ำไหลเชี่ยว ตะกอนสีแดง จะพบว่าค่าสารหนูสูง จึงเข้าใจว่าสารหนูอยู่ในตะกอน ซึ่งทางสคพ.9 ได้ติดตามสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ

    ผศ.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.)
    กล่าวว่า การตรวจพบสารหนูในตะกอนดิน 25 มก./กก. ในบางจุดซึ่งอยู่ในช่วงเกินค่าความปลอดภัยของสัตว์หน้าดิน แต่ยังไม่ถึงขั้นอันตรายร้ายแรงต่อสัตว์หน้าดิน แต่ควรเริ่มกังวลใจเพราะเป็นค่าที่ปริ่ม ที่สำคัญอย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ได้มีการพบปลาแข้ป่วยที่บริเวณนี้ซึ่งเชื่อว่า มีความสัมพันธ์กันในห่วงโซ่อาหารเพราะปลาที่หากินหน้าดินสะสมสารพิษเหล่านี้ และปลาแข้ตัวที่ป่วยซึ่งพบพยาธินั้น อาจเป็นเพราะมีภูมิคุ้มกันต่ำเมื่อได้รับสารโลหะหนักทำให้สัตว์อ่อนแอลง
    ------------
    https://www.facebook.com/share/p/18V8xhjNJr/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนบุกรุกเงียบล้อมรั้วล้ำพื้นที่รัฐฉาน-ใช้สายสัมพันธ์ว้า-โกก้างขยายอาณาเขต-เริ่มวิธีการกลืนชาติส่งคนจีนกินรวบกิจการ-เปลี่ยนป้ายภาษาท้องถิ่น-ใช้เงินหยวน
    ------------

    สำนักข่าว SHAN รายงานเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569ว่า ทางการจีนได้ล้อมรั้วรุกล้ำเข้ามาในเขตปกครองตนเองของกองกำลังสหรัฐว้า UWSA (The United Wa State Army) และกองกำลังโกก้าง MNDAA (Myanmar National Democratic Alliance Army) ซึ่งอยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่าโดยเฉพาะที่เมืองชินส่วยห่อ เมืองกิ่วโก้ด (ป๋างทราย) และบริเวณด่านน่ำตึ้ก (ม่านคา) รวมทั้งทางการจีนยังจัดตั้งด่านแห่งใหม่ตามชายแดนจีน - รัฐฉานอีกด้วย

    ชาวบ้านในเมืองชินส่วยห่อ(น่ำผ้า)เปิดเผยกับสื่อว้าว่า ขณะนี้ตามพรมแดนรัฐฉาน - จีน มีการจัดตั้งด่านใหม่ขึ้นมา อีกทั้งจีนได้เข้ามาล้อมรั้วรุกล้ำเข้ามายังเขตรัฐฉาน บ้านเรือนของชาวบ้านบางส่วนที่เคยอยู่ในฝั่งรัฐฉาน ฝั่งประเทศพม่ากลับถูกรวมเข้าไปยังฝั่งจีนแล้ว โดยชาวบ้านยังเชื่อว่า การรุกล้ำเข้ามายังฝั่งรัฐฉานในครั้งนี้ ทางการจีนได้ตกลงพูดคุยกับกลุ่มติดอาวุธต่างๆแล้ว จึงได้ดำเนินการดังกล่าว นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคมนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวจากฝั่งกองกำลังว้าโดยได้วางกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตามพรมแดนติดกับจีน อีกทั้งวางกำลังตามเส้นทางการค้าสำคัญต่างๆ โดยว้าอ้างว่า เพื่อความสงบสุขและเสถียรภาพตรงชายแดน

    ทางการว้ายังได้ออกมาประกาศว่า หากพบเห็นความผิดปกติใดๆขอให้ประชาชนแจ้งต่อกองกำลังว้า ขณะที่ยังไม่มีท่าทีใดๆจากกองกำลังโกก้าง

    ขณะที่สำนักข่าว Tai TV Online และสำนักข่าว DVB ได้เปิดเผยว่า ในเมืองแสนหวี ที่อยู่ภายใต้กองกำลังโกก้างมาเป็นเวลา 2 ปี ขณะนี้มีชาวจีนและนักธุรกิจชาวจีนเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก และมีการค้าขายกับชาวจีน ทำให้มีการใช้เงินหยวนแทนที่เงินจั๊ตพม่าแล้วในการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่

    นอกจากนี้มีรายงานว่า โรงเรียนสอนภาษาพม่ากำลังถูกแทนที่ด้วยโรงเรียนสอนภาษาจีน และนักเรียนในโรงเรียนเหล่านี้ต้องเรียนภาษาจีนเป็นหลัก ขณะที่หากประชาชนจากพื้นที่อื่นๆต้องการเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองแสนหวีจะต้องทำเอกสารขออาศัยอยู่ในพื้นที่ก่อนจึงจะได้รับอนุญาตให้อยู่ในเมืองแสนหวีได้

    สื่อไทใหญ่ยังรายงานว่า ชื่อเมืองแสนหวีขณะนี้ก็ถูกเรียกในชื่อว่าเมือง“หมูป่าง”มากขึ้น ไปจนถึงเมืองเล่าก์ก่าย กลายเป็นจีนเกือบหมดโดยมีแต่ป้ายชื่อร้านในภาษาจีน ขณะที่ภาษาไทใหญ่ ภาษาพม่าเริ่มหายไป
    ส่วนในตัวเมืองแสนหวียังเต็มไปด้วยร้านเสริมสวย ร้านคาราโอเกะ ร้านนวดของจีนเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ตลาดที่เคยตั้งอยู่ในเขต 1 ถูกแทนที่ด้วยโรงพยาบาล และตลาดถูกย้ายออกไปอยู่นอกเมืองแสนหวี สร้างความเดือดร้อนให้กับพ่อค้าแม่ค้า

    ด้านชาวไทใหญ่ ชาวคะฉิ่นและชาติพันธุ์อื่นๆที่อาศัยอยู่ในเมืองแสนหวีมาเป็นเวลานานได้แสดงความกังวลว่า วัฒนธรรมท้องถิ่นในเมืองแสนหวีกำลังจะหายไปในอนาคต
    ---------

    https://www.facebook.com/share/p/1E5RMTiSJM/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ใครยังแชร์บัตรประชาชน "นายเฉินเจ้า หวู" รถทัวร์แหกโค้งคว่ำ เพราะเป็นคนละคนกับคดีซุกคลังแสง เค้าไปแจ้งความแล้วนะ ได้สัญชาติไทยตั้งแต่รุ่นปู่ ทำมาหากินเป็นหลักแหล่ง ถูกต้องทุกอย่าง ..แวะมาเตือน

    https://www.facebook.com/share/1CYVmBFDPJ/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,550
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ดร.ชิดตะวัน ชี้ชัดกัมพูชามั่ว ไทยอย่ารั่วตาม อธิปไตยของประเทศไม่ใช่เรื่องที่ต้องให้องค์กรระหว่างประเทศมาตัดสิน

    ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล รองศาสตราจารย์ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจ กรณีนาย ฮุน มาเนต โพสต์ข้อความที่ต้องการดึงประเทศไทย สู่กลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ ของ UNCLOS ใจความว่า

    ...
    จากกรณีนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ของกัมพูชา โพสท์ระบุจะใช้กลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ซึ่งอยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) ภายหลังประเทศไทยประกาศถอนตัวจากการเจรจาภายใต้กรอบ MOU44

    ต่อมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคำพูดของนายฮุน มาเนต ว่า “อย่างน้อยสองประเทศก็จะไปอยู่บนพื้นฐานกฎเกณฑ์เดียวกัน” นั้น

    ผู้เขียนขออธิบายเรื่องดังกล่าวโดยสังเขป

    Compulsory Conciliation เป็นหนึ่งในกลไกที่ประเทศซึ่งเป็นภาคีของ UNCLOS สามารถเลือกใช้ได้ โดยคณะกรรมการผู้ไกล่เกลี่ย (Conciliation commission) จะดำเนินการพิจารณาหาข้อตกลงเพื่อยุติข้อพิพาททางทะเลระหว่างรัฐภาคี

    ทั้งนี้ ติมอร์เลสเตเป็นเพียงประเทศเดียวที่ริเริ่มกระบวนการ Compulsory Conciliation ในการหาข้อยุตินิยามของเขตแดนทางทะเลกับประเทศออสเตรเลีย

    ติมอร์เลสเตมีความจำเป็นต้องใช้ Compulsory Conciliation เนื่องจากประเทศออสเตรเลียปฏิเสธการเจรจาแบบทวิภาคี

    ประกอบกับระยะเวลาดังกล่าว ในปี 2545 เป็นช่วงก่อนที่ติมอร์เลสเตจะได้รับเอกราชจากอินโดนิเซีย ติมอร์เลสเตในขณะนั้นจึงมีความอ่อนแอจนไม่มีทางเลือกมากนัก

    น่าสนใจว่า ประเทศออสเตรเลียถอนตัวจากการใช้กลไกของศาลระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางทะเลกับติมอร์เลสเต

    สำหรับประเทศไทย การที่รัฐบาลภายใต้การนำของนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยกเลิกการเจรจาภายใต้กรอบของ MOU44 ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี

    อย่างไรก็ดี ปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ต้องแก้ไขโดยการใช้ “การเจรจาทวิภาคี” ภายใต้กรอบของ UNCLOS โดย “ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง”เท่านั้น

    ดังเช่นการแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางทะเลระหว่างอินโดนิเซียและมาเลเซีย ฯลฯ

    หาใช่การนำประเทศไทยเข้าไปสู่กระบวนการ Compulsory Conciliation หรือการตัดสินโดยศาลระหว่างประเทศ แต่อย่างใด #เพราะอธิปไตยเหนือดินแดนของประเทศไม่ใช่เรื่องที่ต้องให้องค์กรระหว่างประเทศ หรือคณะกรรมการใดๆ มาตัดสิน

    ประกอบกับประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะอ่อนแอกว่ากัมพูชา จนทำให้ต้องตัดสินใจใช้ Compulsory Conciliation แบบติมอร์เลสเต

    นอกจากนี้ รัฐบาลไทยและคนไทยต้องมีความชัดเจนว่า “เกาะกูด” คือดินแดนที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย มิใช่พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่ต้องนำขึ้นสู่โต๊ะการเจรจา..ใดๆ!

    ...

    สำหรับคนไทยนั้นเป็นอันชัดเจนอยู่แล้วว่า เกาะกูดเป็นแธิปไตยของไทย

    เส้นแบ่งทางทะเลที่กัมพูชาอุปโลกขึ้นมานั้น ย่อมไม่มีผลและไม่มีน้ำหนักมากพอ

    เว้นแต่ รัฐบาลเองจะพาเราไปตกม้าตายบนเวทีโลกเสมือนเราเป็นจำเลยเสียเอง? ทั้งๆ ที่เราคือโจทย์ที่ต้องการทวงคืนจากที่เขมรรุกล้ำ และพยายามปั้นเรื่องยึดครองขึ้นมา

    #Marsonline

    ขอยคุณภาพ ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล

    https://www.facebook.com/share/1HAoNXpduo/
     

แชร์หน้านี้

Loading...