เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 2 เมษายน 2026 at 19:50.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,100
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,073
    ค่าพลัง:
    +26,894
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,100
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,073
    ค่าพลัง:
    +26,894
    วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ วันพระใหญ่ ลงทบทวนพระปาฏิโมกข์ และเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซึ่งปีนี้ทรงเจริญพระชนมายุ ๗๑ พรรษา ในนามของคณะสงฆ์วัดท่าขนุน และชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดท่าขนุน ขอเป็นตัวแทนถวายพระพร ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

    สำหรับการอบรมสามเณรภาคฤดูร้อนของเรา ซึ่งเมื่อเช้ากระผม/อาตมภาพได้ฟังอยู่ประมาณ ๒ ชั่วโมงและได้ฟังในช่วงบ่ายอีก ๒ ชั่วโมง ทำให้เห็นว่าวิทยากร ซึ่งเป็นพระวัดท่าขนุนของเรายังใช้ไม่ได้ เนื่องเพราะว่าประการแรก
    พูดแบบไม่เว้นวรรคให้หายใจเลย ซึ่งเด็ก ๆ จะฟังไม่ทัน..!

    ในขณะเดียวกัน
    เมื่อรับเนื้อหาไปก็ไม่มีเวลาคิดตรอง เพราะว่าวิทยากรพูดไปอีก ๗ - ๘ ประโยคแล้ว โดยเฉพาะในส่วนของการใช้ภาษาบาลีหรือภาษาอังกฤษแทรกอยู่มากจนเกินไป โดยที่ไม่รู้ว่าเด็กเข้าใจหรือไม่เข้าใจ..!

    เราต้องดูว่าสามเณรของเรานั้นส่วนใหญ่แล้วก็คือเด็กตัวเล็กนิดเดียว ถ้าหากว่าเรื่องที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ ก็จะหมดความสนใจ แล้วก็คุยแข่งกับวิทยากรเสียเอง สิ่งที่เราพูดไปต้องคิดอยู่เสมอว่าผู้ฟังยังไม่รู้เรื่อง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอธิบายขยายความเหมือนกับเราฟังเป็นครั้งแรกอยู่เสมอ

    สมัยก่อนท่านเจ้าคุณหลวงตา (พระราชภาวนาพัชรญาณ วิ.) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี เจ้าอาวาสวัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) บ่นกับกระผม/อาตมภาพว่า "ดร.พระมหาชยันต์ (พระครูพิพิะปริยัติกิจ ป.ธ. ๓ ดร.) มันพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง..!" ซึ่งความจริง ดร.พระมหาชยันต์ เจ้าอาวาสวัดซับชะอม เจ้าคณะตำบลเขาวง ปัจจุบันนี้เป็นพระครูสัญญาบัตรไปแล้ว เป็นเพื่อนของกระผม/อาตมภาพเอง

    ท่านบอกว่า "ข้าคิดว่าแกจบด็อกเตอร์มาแล้ว จะพูดไม่รู้เรื่องเหมือนกัน แต่ทำไมถึงยังพูดรู้เรื่องอยู่วะ ?" เนื่องเพราะว่า ดร.พระมหาชัยยันต์ ถึงเวลาเข้าประชุมคณะสงฆ์ ก็จะพูดถึงยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการบริหารคณะสงฆ์ ซึ่งคนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง ส่วนใหญ่ยังแยกไม่ออกว่ายุทธศาสตร์คืออะไร ? ยุทธวิธีคืออะไร ?

    และขออภัยที่ต้องกล่าวพาดพิงถึงบุคคลท่านหนึ่ง ก็คือ ดร.โกมล แพรกทอง สมัยก่อนท่านร่วมเป็นวิทยากรในการอบรมชาวบ้าน ให้กับศูนย์จัดการต้นน้ำที่ ๑๖ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษีนั่นเอง ถึงเวลาก็จะใช้คำพูดกับชาวบ้านประมาณว่า "อุปโภคบริโภค" ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่รู้จักแต่ "ออหมี่ ออที้" แล้วจะไปฟังรู้เรื่องอย่างไร ?

    กระผม/อาตมภาพต้องคอยแปลไทยให้ฟังอยู่เกือบทุกประโยค เนื่องเพราะว่าบุคคลทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อตัวเองเรียนในระดับนั้น มีความรู้ความเข้าใจแล้ว ก็มักจะคิดว่าคนอื่นรู้เหมือนกับเรา แล้วก็พูดในเรื่องที่ตนเองรู้ แต่คนอื่นไม่รู้ด้วย โดยเฉพาะเด็ก ๆ ถึงเวลาเราพูดชนิด "หายใจทางผิวหนัง" เด็กที่ไหนจะมีเวลามาคิดมาตรอง สิ่งที่เราต้องการจะสื่อ เด็กก็ฟังไม่เข้าใจ..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,100
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,073
    ค่าพลัง:
    +26,894
    แม้กระทั่งเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน กระผม/อาตมภาพบางทีก็ต้องด่าไอ้คนที่พยายามตัดต่อเสียง เนื่องเพราะว่าหลายจังหวะสำคัญ กระผม/อาตมภาพจะหยุด เพื่อให้คนรับสารได้มีเวลาในการตรึกตรองคำพูดนั้น แต่โดนตัดช่องว่างไปเสียจนหมด ไม่รอให้เขาคิด กลายเป็นว่าบางคนที่มาตัดต่อเสียง เพื่อที่จะเอาส่วนประกอบอื่นที่ไม่เหมาะควรออกไป บางทีก็ตัดต่อจนเหมือนกระผม/อาตมภาพ "หายใจทางผิวหนัง" เหมือนกัน..!

    ส่วนในช่วงบ่ายเราจะเห็นว่า ทางวิทยากรค่อนข้างจะมืออาชีพ พูดง่าย ๆ ว่า "เอาเด็กอยู่" สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรียนรู้จากเขาให้มาก ในเบื้องต้นก็คือลอกแบบกันหน้าตาเฉยไปเลย พอนานไป ๆ เกิดความคล่องตัว เราก็จะพลิกแพลงมาใช้งานได้เอง พูดง่าย ๆ ว่าเหมือนกับนักเทศน์สมัยก่อน ซึ่งถ้าจะให้เข้าที่เข้าทางก็ต้องเทศน์กันเป็น ๑๐๐ ธรรมาสน์..! ไม่อย่างนั้นแล้วก็ยังไม่สามารถที่จะเทศน์ให้ถูกใจคนฟังได้

    ส่วนสามเณรทั้งหลายของเรา ทุกคนบวชเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ ๗๑ พรรษา พูดง่าย ๆ ว่าบวชเพื่อถวายกุศลให้กับพระองค์ท่าน การที่เราจะถวายอะไรแก่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เราต้องถวายในสิ่งที่ดีที่สุด ก็แปลว่าสามเณรทุกคนต้องพยายามทำให้ดีที่สุด คำว่าทำให้ดีที่สุดก็คือ ต้องทุ่มเทกันชนิดสุดกำลังกาย สุดกำลังใจของตนเอง..!

    บางสิ่งที่หลวงพ่อพูดตอนนี้ บางทีสามเณรยังฟังไม่รู้เรื่อง ก็คือพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ ๖ พระองค์ท่านทรงพระราชนิพนธ์เอาไว้ว่า "หนทางแห่งเกียรติศักดิ์ จักโรยด้วยดอกไม้ หอมหวนยวนจิตไซร้ ฤๅมี" แปลว่าจะทำอะไรที่ไม่ลำบากนั้นไม่มี ทุกคนจะต้องลำบากก่อนแล้วถึงจะสบายทีหลัง อย่างที่โบราณท่านกล่าวว่า "ลำบากก่อนแล้วสบายเมื่อปลายมือ" หรือที่หลวงพ่อเองเขียนเอาไว้นานแล้วว่า "เหล็กดีมีดดี จะต้องโดนทุบเป็นร้อยเป็นพันครั้ง"..!

    ดังนั้น..ในช่วงประมาณ ๑๐ วันตามโครงการนี้ สามเณรทุกรูปมีหน้าที่ทนอย่างเดียว..! ก็คือ ลำบากก็ต้องทน หิวก็ต้องทน เหนื่อยก็ต้องทน เพื่อที่จะให้เรามีบุญมีกุศลให้มากที่สุด ที่จะถวายเป็นพระราชกุศลแด่กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี แล้วในขณะเดียวกัน ก็เป็นบุญเป็นกุศลให้แก่ตัวเรา ให้กับพ่อแม่ของเรา คนมีบุญก็เหมือนกับคนมีเงิน ถึงเวลาทำอะไรก็สะดวก ง่ายดายไปหมด
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,100
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,073
    ค่าพลัง:
    +26,894
    ส่วนสามเณรต้นน้ำ (สามเณรพชรกฤต ดาราวรากุล) ต่อให้สึกหาลาเพศแล้ว ก็คงจะต้องอยู่วัดไปสักระยะหนึ่ง เพราะว่าคุณแม่ขออนุญาตหลวงพ่ออยู่วัดยาว ๆ ไปเลย ถ้าไม่อยากเรียนแบบโฮมสคูลก็ให้บอก หลวงพ่อจะได้เอาไปฝากโรงเรียนให้ เพราะว่าโรงเรียนแถวนี้ หลวงพ่อฝากได้ทุกโรงเรียน จะได้มีเพื่อนฝูงเยอะขึ้นมาหน่อยหนึ่ง แต่โปรดระวังว่าเพื่อนจะชวนเสีย..!

    สมัยก่อนหลวงพ่อเองก็โดนเขาเรียก "หลวงพ่อ" มาตั้งแต่เด็ก เรียก "มหา" มาตั้งแต่เด็ก เพราะว่าอะไรที่เขาทำชั่ว ๆ ก็ไม่ยอมทำกับเขา แม้กระทั่งโตขึ้นมาแล้ว ไปเป็นทหาร มีโอกาสที่จะเสียหายมากที่สุด เพราะว่าส่วนใหญ่วัยรุ่นช่วงนั้นก็มักจะเอาทุกท่า แต่หลวงพ่อเองก็ไม่ได้เสียหายตามไป แถมยังพาเพื่อนฝูงเข้าวัดมาได้อีกตั้งมากตั้งมาย..!

    ก็แปลว่าความจริงแล้วถ้าเราใจแข็ง เราก็สามารถที่จะสู้กับเรื่องที่เขามายั่วยวนใจเราได้ง่าย แต่คนเราจะใจคอเข้มแข็งได้ ต้องมีสมาธิ คนจะมีสมาธิเกิดจากหลายวิธี สวดมนต์ก็เป็นสมาธิ นั่งภาวนาก็เป็นสมาธิ กวาดบ้านถูบ้าน เอาใจจดจ่อกับงานตรงหน้าก็เป็นสมาธิ

    ก็แปลว่าทุกอย่างที่เราทำใน ๑๐ วันนี้ ต้องเป็นเครื่องสร้างสมาธิให้กับเราโดยอัตโนมัติ เพียงแต่ว่ากลับบ้านไปแล้วอย่าทิ้ง พยายามทำต่อให้ได้ เพราะว่าการมีสมาธิจะช่วยให้เรารู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ไหลตามกระแสไปจนเสียหายกับตัวเองและครอบครัว

    เรื่องพวกนี้ที่หลวงพ่อพูดไป บางทีสามเณรอาจจะยังฟังไม่รู้เรื่อง แต่ให้จำใส่หัวไว้ด้วยว่าหลวงพ่อพูดแล้ว เผื่อถึงเวลาที่เกิดอะไรขึ้นจะได้นึกออก แต่ถึงตอนนั้นถ้าสมาธิไม่ดี ก็จะอยู่ในลักษณะที่ว่า "ดีชั่วรู้หมด แต่อดไม่ได้" ซึ่งถ้าพูดภาษาแบบหลวงพ่อก็คือ "น่าโดน "ตื้บ" มากกว่าไอ้พวกไม่รู้เสียอีก..!"

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)

     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...