ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไปดาว์โหลดไฟล์ยูทูปที่ความละเอียดสูงๆ เก็บไว้ เผื่อ ...จะรู้ตัว วีดีโอ นี้อาจจะหายไป เพราะมุมนี้จะต้องซูมขยายมาก ถ้าดูในยูทูปจะซูมได้ ถ้าจะดาว์นโหลดไฟล์ความละเอียดต่ำ พอซูมอาจจะเบลอ
    ในรูปน่าจะเป็นชั้น 5 ถ้าเป็นบริษัท ทำไมไม่ให้เจ้าหน้าที่บริษัทพาขม และบริษัทนี้เป็นบริษัทแบบไหน อันนี้ต้องไปหาข้อมูลกันเองครับ

    FB_IMG_1771112599691.jpg

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กุมภาพันธ์ 2026 at 07:48
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไม่ต้องไปดูข้อมูลที่เจ้าของพาตรวจ เพราะถ้ามีอะไร ก็ไม่มีทางเจออะไรที่เราอยากดูอยู่แล้ว วันอื่นที่ล้างแอร์เสร็จก็ไม่พาไปดูเจาะจง วันนั้น ไปดูข้อมูลจากวีดีโอเก่าๆ ก็ได้ ซึ่ง การติดตั้งระบบไอที ผมไม่ขอกล่าวว่าเป็นของเป้าหมายที่มุ่งเน้นทั่วไป จะทำเป็นศูนย์ ไอ... ก็ต้องมีการติดตั้งระบบ และเครือข่ายที่มีราคาแพง ถ้าจะรื้อ ก็มีมูลค่าเสียหายมาก เขาไม่ยอมรื้อกันง่ายๆ

    FB_IMG_1771116473644.jpg

    ที่ผมสนใจคือจุดที่ชายคนนี้มองเข้าไปมากกว่า ว่าในนั้นเป็นอะไร

    FB_IMG_1771110943455.jpg
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คนของพรรคนี้ที่พาสื่อไปดูสถานที่ วันที่ซ่อมแอร์ ทั้งที่พาไปดูวันอื่นก็ได้ และพวกเขาจะไม่รู้หรือว่า จะต้องมีการตั้งคำถามว่า ทำไมต้องคลุมผ้า และ จะต้องมีประ้ด็นโต้แย้งเกิดขึ้น ผมคิดว่า คนที่้ดิน เส้นทางการเมืองก็ต้องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ มันก็ต้องไปถามว่า ทำไปทำไม ด้อยค่า คนที่ออกมาบอกสื่อ พื่อให้คำพูดไม้น่าเชื่อถือ หรือทำไปเพื่ออะไร ลองไปคิดดูครับ คนพวกนี้อาจคิดว่า คนอื่นโง่ พวกเราคิดว่าเราโง่หรือเปล่าครับ

    PSX_20260215_075435.jpg PSX_20260215_075450.jpg

    https://www.facebook.com/share/p/1AgAebRxZC/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รู้สึก คุ้นกับรูปแบบบ้างไหมครับ ว่าถ้าเรื่องนี้เป็นจริง รูปแบบในการดำเนินการ เหมือนประเทศนึงใข้ ที่ลูกสาวผู้มรอำนาจสูงในประเทศครอบงำสื่อ เรียกเราว่า เสียม และเราไปเรียกมันว่า เหมน (เหม็น) และผู้นำ วุ้นเส้น ใช้สื่อ ทำคอนเท้นต์ ปลุกระดม ล้างสมอง ใส่ร้ายฝ่ายตรงข้าม


    https://www.facebook.com/share/1D8A2fjRKm/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องใหญ่ครับ

    ผมคิดว่าไทยเรากำลังพลาดท่าโดนเล่นทีเผลอแรงมากครับ คือเรื่องการเคลมสงกรานต์ดูจะเป็นเรื่องเล็กๆลงไปเลย ถ้าเทียบกับเรื่องนี้ครับ

    ในขณะที่คนไทยกำลังเผลอ กำลังวุ่นวายอยู่กับเรื่องกกต และข่าวการโกงเลือกตั้งจาก บรรดานักการเมืองโกงบ้านกินเมือง

    พวกเขมรมันระดมอัดข้อมูลโจมตีไทยลงสื่อOnline และ Social media ต่างๆ รวมถึงการตระเวนติดตั้งสื่อและผลงานศิลปะบิดเบือน ลงตามหัวเมืองต่างๆ

    และนำเหตุการณ์ "ภูผี" หรือ"เทือกเขาผี" ยกขึ้นมาเล่าแต่งเติมใหม่
    พวกเขมรสร้างภาพยนตร์ขึ้นมา เรื่อง Ghost Mountain , Blood border the second killing field
    กำกับโดย ผู้กำกับเขมรชื่อว่า Leak ly da

    สิ่งนี้ทำให้AI ใน Google แสดงผลเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมาว่า
    ไทยเป็นผู้ก่อเหตุแล้วนะครับ

    พวกเขมรมันทำสำเร็จแล้ว กับการโจมตีไทยด้านสื่อโดยการบิดเบือนประวัติศาสตร์

    ซึ่งในความเป็นจริงของเหตุการณ์ ไทยเป็นผู้ตั้งค่ายรับผู้อพยพ และช่วยเหลือพวกมันไว้เป็นจำนวนมาก
    และทหารไทยก็ทำงานร่วมกับ UN
    จึงเป็นไปได้ยากที่ไทยจะไปสังหารหมู่ชาวเขมรแบบที่มันกำลังบิดเบือนเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่

    -ซึ่งหน่วยงานและกระทรวงที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบโดยตรงเรื่องนี้ ก็ไม่น่าจะแก้ไขอะไรได้ เพราะที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชุดไทย เรื่องการเคลม เรื่องโจมตีด้านสื่อ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมต่างๆ ก็ไม่ได้แก้ไขอะไร

    -เรื่องนี้มีแนวโน้มว่า ประชาชนต้องลุยหาทางแก้ไขกันเองนั่นแหละครับ

    สำหรับแนวทางการแก้ไข ก็คงต้องใช้โมเดลของโรงเรียนบ้านไทยสันติสุข
    คือ ศิลปินไทยต้องลงไปทำงานสู้กับศิลปินเขมรครับ แล้ว สื่อไทยต้องช่วยกันประโคมข่าวอัดข้อมูลลงไปแก้ทาง เพื่อให้เกิดเป็นดิจิตอลฟุตปรินท์ให้ AI ของ Google จดจำข้อมูลขึ้นมาหักล้างกับพวกเขมรครับ

    #ไทย #กัมพูชา #ภูผี #เทือกเขาผี #Ghostmountain
    FB_IMG_1771121899067.jpg FB_IMG_1771121901572.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/1FpiUStR7q/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ ถอดสมการโกงเลือกตั้งเกาหลีใต้ ฝังตัวเลขเหมือนกัน แต่ปิดความลับคนกาได้ 100%

    สวัสดีค่ะทุกคน ปกติเวลาที่เราลงทุนหรือทำธุรกรรมทางการเงิน เรามักจะได้ยินคำว่า Audit (การตรวจสอบบัญชี) เพื่อความโปร่งใสใช่ไหมคะ? ในโลกของการบริหารระดับประเทศอย่าง "การเลือกตั้ง" ก็ต้องการความโปร่งใสขั้นสุดแบบนี้เหมือนกันค่ะ

    วันนี้เราจะพาบินลัดฟ้าไปดูระบบเลือกตั้งของประเทศเกาหลีใต้ที่เขาหยิบเอาแนวคิดเรื่อง "ตัวเลขกำกับ" หรือ Unique Number มาใช้บนบัตรเลือกตั้ง เพื่อสกัดกั้นการโกงและ "บัตรผี" แบบอยู่หมัด แต่ที่เจ๋งสุดๆ คือระบบของเขาสามารถรักษาความลับของผู้โหวตได้แบบ 100% ชนิดที่ไม่มีใครสืบสาวกลับมาถึงตัวบุคคลได้เลยว่าบัตรใบนี้ใครเป็นคนกา เรื่องนี้มีมิติของการออกแบบระบบที่ล้ำลึกมากๆ มาค่อยๆ ทำความเข้าใจไปพร้อมกันแบบภาษาชาวบ้านค่ะ

    เริ่มกันที่กระบวนการจัดการเลือกตั้งและการลงคะแนนของเขาก่อน ลองนึกภาพตามนะคะ กระบวนการเริ่มต้นจากตอนที่ประชาชนเดินเข้าคูหา ไปแสดงตัวยืนยันสิทธิว่าเราคือผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัวจริงเสียงจริง เมื่อด่านตรวจสอบผ่านแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการจ่ายบัตรเลือกตั้งให้

    ความพิเศษมันอยู่ตรงนี้ค่ะ บัตรเลือกตั้งของเกาหลีใต้จะมีส่วนที่เรียกว่า "ต้นขั้ว" ติดมาด้วย ให้อารมณ์เหมือนสมุดเช็คธนาคารที่มีรอยปรุเตรียมไว้ให้ฉีก และบนต้นขั้ว (ที่ยังติดกับตัวบัตร) จะมีการระบุหมายเลขเฉพาะ หรือ Unique Number กำกับเอาไว้ เพื่อเป็นเหมือนรหัสประจำตัวของบัตรใบนั้น

    พอได้ยินว่าบัตรมีเลขรันกำกับ แถมเจ้าหน้าที่เป็นคนจ่ายให้ใส่มือ หลายคนคงเริ่มขมวดคิ้วแล้วใช่มั้ยคะว่า "อ้าว! แล้วเขาพิมพ์ตัวเลขไปทำไม? แบบนี้ความลับก็แตกสิว่าเรารับบัตรเลขอะไรไป แล้วไปเลือกใคร?"
    เรามาไขข้อข้องใจทีละเปลาะค่ะ เริ่มที่คำถามแรก ตัวเลขของเกาหลีใต้มีไว้ทำไม? เช็คอะไรได้บ้าง? ป้องกันอะไร?

    ในภาษาการเงิน เราเรียกสิ่งนี้ว่าการทำ Reconciliation หรือการกระทบยอดเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องค่ะ ตัวเลขบนต้นขั้วมีไว้เพื่อเช็ค "ปริมาณ" รวมของระบบ มันทำหน้าที่เป็นปราการด่านสำคัญในการสกัด "บัตรเถื่อน" หรือบัตรผีที่อาจมีผู้ไม่หวังดีแอบปรินต์จากที่อื่นมายัดไส้

    เมื่อถึงเวลานับคะแนน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะสามารถเช็คยอดได้เป๊ะๆ ว่า จำนวนคนที่มาลงชื่อใช้สิทธิ จำนวนต้นขั้วที่ถูกฉีกเก็บไว้ และจำนวนบัตรที่เปิดออกมาจากหีบ ยอดทั้ง 3 ก้อนนี้ต้อง "ตรงกัน" แบบเป๊ะๆ เหมือนเราทำงบดุลบัญชีค่ะ

    ถ้ามีบัตรเกินมา หรือเลขบนบัตรไม่ตรงกับล็อตที่แจกไปให้หน่วยนั้นๆ ตัวเลขจะฟ้องความผิดปกติออกมาทันที การมีตัวเลขจึงทำไปเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของกระบวนการทั้งหมด ไม่ได้ทำไปเพื่อจับผิดรายบุคคลค่ะ

    คำถามต่อมา แล้วเขาทำยังไงไม่ให้ตามสืบได้ล่ะ?

    นี่คือจุดไคลแมกซ์ของความฉลาดในการออกแบบเลยค่ะ เพราะหัวใจสำคัญที่สุดคือ "การตัดขาดความสัมพันธ์" (Decoupling) ระหว่างผู้ลงคะแนนกับบัตรเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด

    กระบวนการคือ หลังจากเรารับบัตร (ที่ยังมีต้นขั้วติดอยู่) และเดินเข้าคูหาไปกากบาทตามเจตนารมณ์เสร็จแล้ว ก่อนที่เราจะนำบัตรไปหย่อนลงหีบ ระบบจะบังคับให้ต้องมีขั้นตอนทางกายภาพ นั่นคือการ "ฉีก" ส่วนที่เป็นต้นขั้วซึ่งมีตัวเลขกำกับนั้น แยกทิ้งลงในกล่องเก็บต้นขั้วต่างหากเสียก่อน

    ดังนั้น สิ่งที่ตกลงไปนอนอยู่ในหีบเลือกตั้ง จะเหลือเพียง "บัตรเปล่าๆ" ที่มีแค่รอยกากบาท ปราศจากตัวเลขระบุตัวตน หรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่จะเชื่อมโยงกลับมาได้อีก สายใยที่เคยเกาะเกี่ยวระหว่างเรากับบัตรใบนั้น ได้ถูกตัดขาดสะบั้นลงอย่างถาวรแล้วตั้งแต่วินาทีที่ต้นขั้วถูกฉีกออกค่ะ

    แต่ก็นั่นแหละค่ะ เรื่องการเมืองกับความหวาดระแวงมักเป็นของคู่กัน ในอดีตเกาหลีใต้เองก็เคยเจอกับวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในระบบเลือกตั้งล่วงหน้า (Early Voting) ซึ่งระบบนี้มีจุดเด่นที่ล้ำหน้ามากๆ ตรงที่อำนวยความสะดวกให้ผู้มาใช้สิทธิสามารถเดินเข้าไปกากบาทที่คูหาไหนก็ได้ทั่วประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเดินทางกลับไปที่เขตบ้านเกิดของตัวเองเลยค่ะ

    ความสะดวกสบายขั้นสุดนี้ แลกมากับความจำเป็นทางเทคนิคที่ต้องใช้ระบบ "พิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบสดๆ หน้าคูหา" (On-demand printing) แทนการพิมพ์บัตรกองเตรียมไว้ล่วงหน้าแบบมหาศาล และเพื่อให้ระบบสามารถคัดแยกได้ว่าบัตรใบนี้จะต้องถูกส่งไปนับเป็นคะแนนของเขตเลือกตั้งไหน คิวอาร์โค้ด (QR Code) หรือบาร์โค้ดจึงถูกนำมาประทับลงบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อทำหน้าที่เป็นเหมือน "ป้ายบอกทาง" ระบุรหัสเขตและรหัสหน่วยเลือกตั้งอย่างแม่นยำ

    แต่ทว่า ความล้ำหน้านี้กลับนำมาซึ่งทฤษฎีสมคบคิดค่ะ มีประชาชนและนักการเมืองบางกลุ่มเกิดความหวาดระแวงว่า คิวอาร์โค้ดที่พิมพ์ลงไปบนบัตรหน้าคูหานั้น รัฐบาลอาจจะแอบซ่อนข้อมูลส่วนบุคคลอย่างชื่อ นามสกุล หรือเลขบัตรประชาชนเอาไว้เพื่อตามสืบแน่ๆ ว่าใครเลือกใคร

    เมื่อเกิดวิกฤตความเชื่อมั่น สิ่งที่ กกต. เกาหลีใต้ทำถือเป็นบทเรียนระดับมาสเตอร์พีซค่ะ เขาไม่ได้ใช้วิธีตั้งโต๊ะแถลงข่าวด้วยกระดาษแผ่นเดียวแล้วบอกให้ทุกคน "เชื่อใจผมเถอะ ผมไม่โกง" แต่เขาจัดการ "พิสูจน์ให้สาธารณชนดู" แบบจะๆ ไปเลย

    กกต. เชิญทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ ไอทีออดิท สื่อมวลชน และตัวแทนพรรคการเมือง มาร่วมชำแหละระบบให้ดูกันสดๆ สแกนบาร์โค้ดโชว์กันตรงนั้นเลย เพื่อพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า ข้อมูลที่ฝังอยู่มีความจำเป็นทางเทคนิคเพียงแค่ รหัสเขตเลือกตั้ง รหัสหน่วยเลือกตั้ง และลำดับการพิมพ์บัตรเท่านั้น ไม่มีฟิลด์ไหนเลยที่เก็บข้อมูลชื่อ นามสกุล หรือเลขบัตรประชาชนไว้

    การเปิดหน้าไพ่เอาความโปร่งใสเข้าสู้ด้วยหลักฐานที่จับต้องได้แบบนี้ ช่วยกู้ความเชื่อมั่นของสังคมเกาหลีใต้กลับมาได้สำเร็จค่ะ

    เรื่องนี้พาเรามาสู่หลักการสำคัญระดับโลกในการจัดการข้อมูล ที่เรียกว่า Privacy by Design หรือการออกแบบที่ปกป้องความเป็นส่วนตัวตั้งแต่รากฐานของโครงสร้าง ซึ่งเรื่องนี้แตกต่างจากการรักษาความลับแบบ "กระบวนการแยกส่วนกันเก็บข้อมูล" (Privacy by Process) อย่างสิ้นเชิงเลยนะคะ

    อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ถ้าเป็นแบบกระบวนการแยกส่วนกันเก็บข้อมูล (Privacy by Process) มันเหมือนกับการที่เจ้าหน้าที่บอกว่า "เรามีชื่อคุณนะ และเราก็มีเลขบัตรที่คุณกา แต่ไม่ต้องห่วง เราจะเอาชื่อคุณไปล็อกกุญแจเก็บไว้ในตู้เซฟตึก A และเอาผลโหวตไปเก็บไว้ตู้เซฟตึก B เรามีระเบียบห้ามเอามาดูพร้อมกัน รับรองปลอดภัย"

    ฟังดูเหมือนจะรัดกุมใช่ไหมคะ? แต่ในโลกความเป็นจริงมันเสี่ยงมหาศาลค่ะ เพราะเรากำลังเอาความลับไปผูกไว้กับ "ความเชื่อใจ" ในกระบวนการและตัวบุคคล ถ้าวันดีคืนดีถ้ามีผู้มีอำนาจสั่งเอากุญแจไปเปิดตู้เซฟทั้งสองใบมาเทียบกัน หรือมีแฮกเกอร์เจาะระบบเข้ามาจับคู่ข้อมูล (Join Database) ความลับเราก็แตกกระจายทันที

    แต่สิ่งที่เกาหลีใต้ทำคือ Privacy by Design ค่ะ ระบบถูกออกแบบให้ความเป็นส่วนตัวเกิดขึ้นทางกายภาพตั้งแต่หน้าหีบเลือกตั้ง การบังคับฉีกต้นขั้วทิ้งคือการ "ทำลายกุญแจในการจับคู่ข้อมูล" ทิ้งไปอย่างถาวร ต่อให้ใครจะมีอำนาจล้นฟ้า หรือมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางเอาบัตรในหีบกลับมาประกอบร่างกับตัวคนโหวตได้อีก เพราะรอยต่อของข้อมูลมันไม่ได้ถูกนำไปเก็บแยกส่วน แต่มันถูกทำลายจนไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ตั้งแต่แรกแล้วค่ะ นี่แหละคือสถาปัตยกรรมระบบขั้นสุดยอด

    ในความเป็นจริง ไม่ได้มีแค่เกาหลีใต้นะคะที่มีระบบแบบนี้ ยังมีอีกหลายประเทศชั้นนำที่เจริญแล้วทั่วโลก นำระบบการรันตัวเลข (Serial Number / Unique Number) มาใช้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการเช็คบัตรปลอมและบัตรผีเช่นกัน

    แต่จุดชี้วัดที่ทำให้ประเทศเหล่านั้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คือการที่ระบบของเขามี Privacy by Design เขามีขั้นตอนที่ชัดเจนและเด็ดขาดในการ "ตัดความสัมพันธ์" ระหว่างคนมาใช้สิทธิกับบัตรเลือกตั้งให้ขาดสะบั้นก่อนที่บัตรจะลงหีบเสมอ

    บทสรุปของเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า การตรวจสอบความโปร่งใสและการทำระบบให้รัดกุม ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการสูญเสียความเป็นส่วนตัวของประชาชนเลยค่ะ และที่สำคัญที่สุด การรักษา “ความลับ” ที่แท้จริง ไม่ใช่การออกแบบระบบที่มืดบอด ตรวจสอบยอดอะไรไม่ได้ แล้วบังคับให้ประชาชนหลับตาเชื่อใจผู้มีอำนาจ...

    แต่ความลับที่แท้จริง คือความลับที่ถูกปกป้องด้วยโครงสร้างของระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบเช็คยอดได้ทุกขั้นตอน แต่ล้ำลึกและฉลาดพอที่จะไม่มีใครหน้าไหนสามารถเจาะเข้ามาทำลายความเป็นส่วนตัวของเราได้ต่างหากล่ะคะ

    นี่แหละค่ะ คือความต่างของระบบที่ดีและรัดกุม กับระบบที่มักง่ายค่ะ

    หวังว่าบทความนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ทุกคนเห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่างตัวเลข ความโปร่งใส และการปกป้องข้อมูลได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นนะคะ ไว้พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

    ปล. ช่วนกันกระจายเรื่องนี้ด้วยนะคะ แล้วก็เลิกอ้างของสหราชอาณาจักร และสิงคโปร์ได้แล้ว

    https://www.facebook.com/share/1C9Cjqxx1x/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สรุปเรื่อง QR Code บนบัตรเลือกตั้ง — มันตามรู้ว่าเราเลือกใครได้ไหม?

    อันนี้ ผมเขียนจากที่หลายคนกังวลว่า QR/BC ที่บัตร กับต้นขั้ว เลขเดียวกัน สามารถLink ไปหากันได้ ซึ่งหลายๆ คนเชื่อแบบนั้น และผมไม่ได้ฟันธงว่าจริงๆ แล้ว มัน Tracking ได้หรือไม่ เพราะผมวิเคราะห์จากข้อมูลที่มีเท่านั้น

    ตอนนี้หลายคนกังวลจากภาพบัตรเลือกตั้ง ตอนแรกผมก็ เฮ้ยอิหยังวะ

    แล้วสรุปแบบผิดๆไปแว๊บนึง ก่อนมานั่งทบทวน อย่างมีสติ

    ข้อที่คนกังวล คือ

    ที่ “ต้นขั้วบัตร” มี QR/Barcode
    ที่ “ตัวบัตร” ก็มี QR/Barcode
    และผู้มาใช้สิทธิต้องเซ็นชื่อ
    เลยคิดว่า

    สแกนบัตร → ไปเทียบต้นขั้ว → เจอชื่อ → รู้ว่าเลือกพรรคไหน

    ฟังดูมีเหตุผล

    แต่ความจริง คือ QRCode บรรจุเลขเล่ม/เอกสาร ว่าผลิตที่ไหน ส่งไปไหน ป้องกันบัตรปลอม ป้องกันส่งนับผิดพื้นที่ ป้องกันสวมสิทธิ์

    และ

    กระบวนการเลือกตั้งถูกออกแบบมาเพื่อ “ตัดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับบัตร” ตั้งแต่แรก

    1) ลายเซ็นที่ต้นขั้ว ใช้ทำอะไร

    ลายเซ็นไม่ได้ผูกกับคะแนนเสียง
    ใช้เพียงเพื่อยืนยันว่า
    “คุณมาใช้สิทธิแล้ว 1 คน”
    เพื่อป้องกันสวมสิทธิ หรือมาเลือกซ้ำ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้

    เจ้าหน้าที่จะเช็กชื่อ → ให้เซ็น → แล้วฉีกบัตรใบบนสุดให้ทันที อันนี้คือระบบสุ่ม (Random)

    และจุดสำคัญคือ

    ไม่มี "การบันทึก" ว่าคุณได้รับบัตรใบหมายเลขอะไร

    ระเบียบเลือกตั้งไม่ให้จด เพราะถ้าจด ความลับของการลงคะแนนจะหายทันที

    อันนี้ป้องกัน การเทียบบัตร มีทางเดียวที่จะรู้คือรื้อไปหาเอกสารต้นฉบับ

    2) QR Code บนบัตร คืออะไร
    QR ไม่ได้ระบุตัวคน
    มันระบุ “ที่มาของกระดาษ”
    ใช้ตรวจว่า
    พิมพ์จากโรงพิมพ์ที่ถูกต้อง
    ส่งไปหน่วยที่ถูกต้อง
    ไม่ใช่บัตรปลอม
    เหมือนเลขซีเรียลธนบัตร
    ใช้ควบคุมเอกสาร ไม่ใช่ติดตามผู้ลงคะแนน

    3) จุดสำคัญที่สุด: หีบบัตรทำให้บัตรนิรนาม
    หลังคุณเข้าคูหา ไม่มีใครเห็นว่าคุณกาอะไร
    เมื่อหย่อนบัตรลงหีบ บัตรทุกใบจะปะปนกับคนทั้งหน่วยทันที
    หน่วยหนึ่งมีหลายร้อยคน
    บัตรหลายร้อยใบกองรวมกัน

    ก่อนนับคะแนน กรรมการจะเปิดหีบและนับต่อหน้าพยาน

    ตอนนี้เกิดสิ่งสำคัญ

    ความสัมพันธ์ระหว่าง “คนรับบัตร” กับ “บัตรในกอง” ถูกทำลายถาวร

    4) ทำไมสแกนบัตรแล้วก็ยังย้อนคนไม่ได้

    แม้สแกน QR บนบัตร
    คุณจะรู้แค่ว่า บัตรมาจากเล่มไหน
    แต่ในเล่มนั้นมีผู้ใช้สิทธิหลายร้อยคน
    และไม่มีข้อมูลว่าใครถือบัตรใบไหนก่อนหย่อนหีบ

    จึงไม่สามารถรู้ได้ว่า
    บัตรในกองใบใดเป็นของใคร

    สรุปสั้นที่สุด

    QR Code มันอำนวยความสะดวกในการสกัดบัตรผี บัตรเถื่อน แต่มันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ Tracking ผู้ลงคะแนน

    ผมจะยกตัวอย่าง เอาแบบทุกอย่าง Link กันหมด

    ต้นขั้วบัตร มีชื่อเรา มี QR เชือมไปถึงตัวบัตร

    นาย ก หยิบบัตรมา เจอ QR แสกนไปที่ขั้วบัตร ก็จะเจอเลขตรงกัน

    รู้ว่า เอกสารนี้ผลิตที่ไหน ต้องส่งไปที่ไหน

    จบแค่นั้นเลย

    แต่จะไม่เจอชื่อใครในข้อมูล

    ยกเว้นว่า

    1:จะไปค้นหาเอาที่เอกสารตัวจริง ซึ่งมีอยู่ 50-60 ล้านชุด

    2: หลังเลือกตั้งเสร็จ ต้องเอาต้นขั้วมาเทียบชื่อลงฐานระบบ ซึ่งก็มี 50 กว่าล้านบัญชี

    ซึ่งไม่ว่าวิธีไหนก็ดูเป็นความพยายามที่บ้าบอมาก ไม่รู้จะพยายามขนาดนั้นไปเพื่อไปอะไร

    ัิคิดอีกมุม ถ้าระบบ Tracking มันง่าย มันทำได้จริงๆ นะ

    คิดว่า คนจัดการเลือกตั้ง เป็น แสนคนในคูหา เขาจะไม่ทักหรอ

    https://www.facebook.com/share/186jf9mMPk/
     

แชร์หน้านี้

Loading...