พระสมเด็จโรยแร่เหล็กเปียกพระธาตุพนมปี๒๒เหรียญสุริยะราหูพ่ายเสริมดวง

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,953
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1767859655782.jpg FB_IMG_1767859651019.jpg FB_IMG_1767859660512.jpg

    อริยสงฆ์ที่กล่าวถึงหลวงปู่ละมัย

    "พระของท่านมีค่ามากกว่าทองและมีพุทธคุณครอบจักรวาล"

    หลวงพ่อรวย วัดตะโก อยุธยา

    "ท่านใหญ่ ท่านมีบารมีมาก ทุกพิธีเกี่ยวกับฉันต้องอาราธนาท่านทุกครั้ง"

    หลวงปู่หมุนวัดบ้านจาน

    "หลวงปู่ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก เพียงแค่เศษชานหมาก หรือก้อนหินที่หลวงปู่ลูบคลำ ล้วนทรงคุณค่ามากล้น"

    หลวงพ่อบุญลือ พระทรงอภิญญาใหญ่แห่งวัดคำหยาดอ่างทอง

    "ฉันยังต้องไปกราบท่านเลย และขอบารมีจากท่าน"

    หลวงปู่นะ วัดหนองบัว

    "จะหาพระแบบหลวงปู่ละมัย ไม่ได้แล้วนะ"

    หลวงปู่สุภา

    "พระแบบนี้ นานๆ จะออกมาโปรดพวกเราสักที ท่านเป็นผู้ใหญ่ พระโบราณ ตักตวงเข้านะ"

    หลวงปู่ชื้น วัดญาณเสน

    "ท่านเป็นพระโบราณ มีความศักดิ์สิทธิ์มากนะ"

    หลวงปู่จิต

    "ท่านเป็นอาจารย์ของฉันตั้งแต่สมัยฉันเป็นเณร ท่านเก่งมาก ถ้าฉันตายไปแล้ว ให้ไปหาไปกราบเอาธรรมจากท่านให้ได้ ท่านอยู่ที่เพชรบูรณ์"

    หลวงปู่บุญมา วัดแดนคงคาราม สั่งศิษย์ไว้ให้ไปหาหลวงปู่ละมัย

    "จิตท่านไปไกลมาก นั่นคือดวงธรรมแห่งพุทธะที่หนึ่งเดียว"

    หลวงปู่เที่ยงธรรม

    "ท่านใหญ่ ท่านบารมีมากหลายเด้อ"

    หลวงปู่คำน้อย

    "ท่านยังอยู่หรือนี่ ท่านเคยเป็นอาจารย์ฉันมาก่อน ท่านเก่งรอบด้าน ทุกอย่างเลย ฉันยังต้องเรียนจากท่านเลย"

    หลวงปู่กลอย เขาหิน

    ประวัติหลวงปู่ละมัย ฐิตมโน

    สำนักสวนป่าสมุนไพร จ.เพชรบูรณ์

    เป็นพระอริยะสงฆ์ที่ควรเคารพบูชาอย่างสูงยิ่ง ไม่สามารถหาหลักฐานใดๆของทางราชการมายืนยันได้ว่าท่านเกิดปีใด พบเพียงข้อมูลจากหนังสือบทสวดมนต์ของวัดคีรีบัววนาราม ตำบลเขาน้อย อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี โดยพระครูปัญญาวุธากร(เจ้าอาวาส) ท่านได้บันทึกไว้ว่า ในหนังสือสุทธิของหลวงปู่ละมัย ท่านเกิดปี พ.ศ. ๒๔๐๓ ที่บ้านกระสัง ตำบลเย้ยปราสาท อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์(ปัจจุบันเป็นอำเภอหนองกี่) อายุ ๔ ขวบ โยมบิดามารดาพาอพยพไปอยู่ที่จังหวัดพระตระบอง ประเทศกัมพูชา เมื่ออายุ ๑๔ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร

    จากนั้นมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๓ ท่านก็ได้บวชเป็นพระในจังหวัดพระตระบอง ประเทศกัมพูชา และในช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๓ - ๒๕๐๔ หลวงปู่ละมัยท่านได้ย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองไทย ที่จังหวัดจันทบุรี ในปี พ.ศ.๒๕๐๔ ท่านได้บรรจุเป็นพระไทย ซึ่งตอนนั้นท่านอายุได้ ๑๐๑ ปี

    หลวงปู่ละมัยท่านเป็นพระผู้ทรงอภิญญาองค์หนึ่ง ในดินแดนพระพุทธศาสนาไม่มีที่ไหนที่ท่านไม่เคยไป หลวงปู่ท่านเคยบอกว่า ท่านอยู่ในประเทศเขมร ๓๐ ปี ประเทศลาว ๓๐ ปี และในประเทศไทยมากกว่า ๓๐ ปี เคยเดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่าไปถึงประเทศศรีลังกา ได้สรรพวิชาต่างๆมามากมาย

    หลวงปู่ละมัยท่านสำเร็จวิชาการหุงปรอท อานุภาพปรอทสำเร็จของท่าน พระเกจิอาจารย์หลายองค์ต่างยกย่องว่ามีพลังงานมหาศาล พุทธานุภาพของพระปรอทของท่านนั้นมีประสบการณ์มากมาย ทั้งด้านแคล้วคลาด คงกระพันและเมตตามหานิยม หลวงปู่ท่านมีเมตตามาก ช่วยเหลือลูกศิษย์ลูกหาด้วยปรอทและยาสมุนไพรต่างๆ

    หลวงปู่ละมัยท่านเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล พระอริยสงฆ์ผู้ทรงอภิญญาแห่งวัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ โดยท่านได้ร่วมปลุกเสกวัตถุมงคลหลายๆรุ่นของหลวงปู่หมุน อาทิ รุ่นเสาร์ห้าบูชาครู รุ่นไตรมาสรวยทันใจ เป็นต้น หลวงปู่หมุนจะเรียกหลวงปู่ละมัยว่า "ท่านใหญ่" และทุกครั้งที่ทำพิธีเดียวกัน ท่านจะอาราธนาท่านใหญ่ก่อนเสมอ

    หลวงปู่ละมัยท่านมีคุณธรรมขั้นสูง เปี่ยมล้นด้วยเมตตา บารมี พระเกจิดังหลายองค์เดินทางไปกราบท่าน เช่น หลวงพ่อรวย วัดตะโก,หลวงปู่นะ วัดหนองบัว,หลวงพ่อบุญลือ วัดคำหยาด,หลวงปู่เปรี่ยม วัดกำแพง เป็นต้น

    หลวงปู่ละมัยท่านได้เป็นองค์อุปภัมป์และสร้างวัดขึ้นหลายแห่ง เช่น สร้างพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี วัดแดนคงคาวนาราม จ.ชัยภูมิ วัดโคกว่านใหม่ อ.ละหารทราย จ.บุรีรัมย์ ที่ อ.มะขาม อ.โป่งน้ำร้อน วัดป่าตง วัดตามูล วัดเขาสะงอ ที่ อ.คลองหาด วัดเขาฉกรรจ์ ที่ จ.ปราจีนบุรี สร้างวัดทุ่งกบินท์ จันตคาม วัดทุ่งโพธิ์ วัดนาคี ที่ อ.ปากช่อง วัดถ้ำพระธาตุ วัดถ้ำไก่แจ้

    ในบั้นปลายหลวงปู่ท่านย้ายมาอยู่วัดโพธิ์เย็น อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ได้ ๖ - ๗ ปี แล้วจึงมาสร้าง "สำนักสวนป่าสมุนไพรคีรีนามทาสุขาวดี" เพื่อปลูกสมุนไพรและเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม

    หลวงปู่ละมัยท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔ สิริรวมอายุได้ ๑๕๑ ปี เวลาประมาณ ๐๑.๕๐ น. ระหว่างเข้าสมาธิจิต

    ที่มา : หนังสือรวมวัตถุมงคลหลวงปู่ละมัย

    : เอกสารวัดบ้านโคกว่านใหม่

    วัดแดนคงคาวนาราม นี้หลวงปู่บุญมา เจ้าอาวาส ท่านได้เคยธุดงค์ไปในประเทศต่างๆของแหลมอินโดจีนนี้มาอย่างทะลุปรุโปร่ง และได้พบกับหลวงปู่ละมัยในป่า ได้รับการสั่งสอนอบรมสมาธิจิต วิชา คาถาอาคมต่างๆพอสมควร จึงกราบลาหลวงปู่ออกธดงค์ต่อไป และเมื่อผ่านไปยังประเทศอินเดีย ก็ได้รับพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย และท่านก็ได้นำมาเก็บรักษาไว้ ณ วัดแดนคงคาวนาราม ลุถึงปีพ.ศ.๒๕๔๕ หลวงปู่บุญมา อายุได้ ๑๐๘ ปี มีความต้องการที่จะสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้น เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่ก็เกรงว่าจะไม่สำเร็จ จึงปรึกษากับเหล่าศิษยานุศิษย์ และได้ทราบว่า หลวงปู่ละมัย ยังดำรงขันธ์อยู่ จึงให้คณะศิษย์ ไปกราบอาราธนานิมนต์

    พระเดชพระคุณหลวงปู่ละมัยมาเป็นประธาน ซึ่งท่านก็รับนิมนต์จนการก่อสร้างสำเร็จ และยกฉัตรไปแล้วเมื่อปีพ.ศ.2552

    หลวงปู่บุญมาได้บอกกับลูกศิษย์ว่า "หลวงปู่(ละมัย)เป็นครูบาอาจารย์ของหลวงปู่(บุญมา)นะ เคยพบกับท่านตอนธุดงค์ ตอนนั้นเราอายุ 15 ปีได้ ท่านจะเป็นผู้ที่สร้างพระธาตุสำเร็จ เพราะท่านมีบารมีมาก" หลังจากหลวงปู่ละมัยรับนิมนต์ได้ไม่นาน หลวงปู่บุญมาก็มรณภาพลง

    วัตถุมงคลของหลวงปู่ละมัย ที่เด่นๆคือพระปรอท และแม่ซื้อประจำวันครับ

    ที่มา : ข้อความบางตอนจากเพื่อนสมาชิกเว็ปจี

    บางคำจากพระอริยสงฆ์ที่กล่าวถึงหลวงปู่ละมัย

    "พระของท่านมีค่ามากกว่าทองและมีพุทธคุณครอบจักรวาล"

    ที่มา : เว็ปกาหลง.คอม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกที่มาอย่างสูงครับ


    พระผงรูปเหมือนจันทร์ลอย

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260108_150203.jpg IMG_20260108_150225.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 มกราคม 2026 at 07:09
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,953
    ค่าพลัง:
    +21,459
    get_auc3_img (39).jpeg

    พระขุนแผน มหาเศรษฐี บารมีเกราะเพชร หลวงปู่ปริ่ง วัดโพธิ์คอย รวมมวสารโบราณ
    วัดโพธิ์คอย" ต.ท่าระหัด อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี หนึ่งในวัดเก่าแก่ประจำจังหวัด ปัจจุบันมีพระครูสิริจันทสาร หรือที่รู้จักกันดีในนาม "หลวงปู่ปริ่ง สิริจันโท" เจ้าอาวาสรูปที่ 9 เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรีและใกล้เคียง

    ประการสำคัญ คือ ท่านเป็นศิษย์ใกล้ชิด หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว ผู้เป็นศิษย์เอกหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เคยอยู่ปรน นิบัติรับใช้และศึกษาวิชากับหลวงพ่อโบ้ย นานถึง 18 พรรษา จึงได้รับการถ่ายทอดวิทยาอาคมในทุกด้าน โดยเฉพาะ "พระคาถาเป่ายันต์เกราะเพชร" อันมีพุทธคุณสูงส่ง ก่อนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์คอย ในปี พ.ศ.2508

    หลวงปู่ปริ่งพัฒนาวัดโพธิ์คอยและเผื่อแผ่ถึงอาณาบริเวณโดยรอบ เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง รวมทั้งอบรมสอนสั่งสาธุชนให้เป็นคนดีมีธรรมะ เจริญรอยตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และด้วยท่านเป็นหนึ่งพระเกจิในจำนวนไม่กี่รูป ที่แตกฉานในพระคาถาเป่ายันต์เกราะเพชร จึงเมตตาให้มีการจัดงานพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรใน ทุกปี เพื่อคุ้มครองดวงชะตา เสริมโชคลาภวาสนาบารมี แก่เหล่าศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชน ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา หลวงปู่ปริ่ง จัดพิธีบวงสรวงเทพยดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สวดนพเคราะห์ใหญ่ เสริมดวงมหามงคล ฝากดวง เพื่อคุ้มดวง คุ้มภัย ขจัดปัดเป่าอุปสรรคต่างๆ บังเกิดสิ่งที่ดีและเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมพิธี

    ในการนี้ มีการจัดสร้างวัตถุมงคล พระขุนแผนผงพรายกุมาร "รุ่นมหาเศรษฐีบารมีเกราะเพชร" ซึ่งเป็นพระในตำนานวัด สืบเนื่องจากประวัติวัดโพธิ์คอยนั้น มีหลักฐานผูกเรื่องให้เข้ากันกับเสมาเรื่องขุนช้าง-ขุนแผน ในคราวยกทัพไปตีเมืองเชียงทอง ว่า ... นางพิมพิลาไลย ได้มาปลูกต้นโพธิ์เลียงคอยการ กลับมาของขุนแผน จึงเป็นที่มาของชื่อ "วัดโพธิ์คอย" และตะกรุดฟ้าฟื้น จารอักขระมือ ตามสูตรโบราณ ให้แก่ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญบูชา โดยนำรายได้สมทบทุนปรับพื้นที่ถนนภายในวัดโพธิ์คอย (ถมถนนบริเวณวัดให้พ้นจากน้ำท่วมขัง)

    เนื้อหามวลสารในการจัดสร้างครั้งนี้ หลวง ปู่ปริ่ง รวบรวมมวลสารสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากทั่วสารทิศ ให้พระเกจิอาจารย์ชื่อดังปลุกเสกอธิษฐานจิต อาทิ หลวงพ่อเพี้ยน วัดตุ๊กตา จ.นครปฐม, หลวงพ่อแป๊ะ วัดสว่างอารมณ์ จ.นครปฐม, ญาท่านเขียว วัดภูน้อย จ.อำนาจ เจริญ, หลวงปู่วาส วัดสะพานสูง จ.นนทบุรี, หลวงพ่อแม้น วัดหน้าต่างนอก จ.พระนคร ศรีอยุธยา, หลวงพ่อบุญช่วย วัดมงคลเทพประสิทธิ์ จ.ลพบุรี, หลวงพ่อคง วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม, หลวงพ่อสิน วัดระหารใหญ่ จ.ระยอง เป็นต้น

    พิธีมหาพุทธาภิเษก พระขุนแผนผงพรายกุมาร รุ่นมหาเศรษฐีบารมีเกราะเพชร และตะกรุดฟ้าฟื้น รวมทั้งปลุกเสกแม่ย่านางรถ เรือ เป่ายันต์เกราะเพชร สวดเสริมดวงมหามงคล จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค.2558 ที่ผ่านมา ที่วัดโพธิ์คอย พิธีกรรมต่างๆ เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า จนถึงมงคลฤกษ์ เวลา 13.39 น. จัดพิธีมหาพุทธาภิเษก โดยมี พระเทพสุวรรณโมลี วัดป่าเลไลยก์ฯ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานจุดเทียนชัย พร้อมด้วยพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงพุทธาคม อาทิ หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน จ.พระนครศรีอยุธยา, หลวงพ่อทอง วัดดอนไก่ดี จ.สมุทรสาคร, หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว จ.พระนคร ศรีอยุธยา, หลวงพ่อแป๊ะ วัดสว่างอารมณ์ จ.นครปฐม และ หลวงพ่อวสันต์ วัดสระน้ำใส จ.เพชรบูรณ์

    วัตถุมงคล ประกอบด้วย ตะกรุดฟ้าฟื้น พลิกชะตาชีวิต เสริมบารมี จารอักขระมือ หน้ายันต์เกราะเพชร หลังยันต์เจ้าทรัพย์ (มีโค้ด ทุกดอก) หลวงปู่ปริ่ง เคลือบศิลาดล พระขุนแผนผงพรายกุมาร รุ่นมหาเศรษฐีบารมีเกราะเพชร เคลือบศิลาดล หน้าทองคำ, เนื้อเขียวไม้ตะเคียน, เนื้อว่านมงคล 108, เนื้อม่วงทวีคูณ มวลสารผงพรายกุมาร, เนื้อแร่ฟ้า เจ้าน้ำเงิน เจ้าน้ำทอง และเนื้อรวมมวลสาร พุทธคุณสูตรโบราณด้านหลังฝังตะกรุดคู่ สาริกาป้อนเหยื่อ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระขุนแผนเนื้อว่านฝังตะกรุด ๒ ดอกเลี่ยมพลาสติกพร้อมบูชา

    ให้บูชา 320 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260108_153735.jpg IMG_20260108_153805.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,953
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระผงสมเด็จพระธาตุพนม
    หลังแบบเหรียญ ปี ๒๕๒๒
    เนื้อผงพุทธคุณโรยผงตะไบเหล็กเปียก จัดสร้างเป็นที่ระลึกสำคัญในงานแซยิด ๗๒ ปี พระเทพรัตนโมลี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม
    วาระปลุกเสกพร้อมเหรียญสึนามิ ในงานพระราชพิธีบรรจุพระอุรังคธาตุ องค์พระธาตุพนม จ.นครพนม
    เมื่อ 23 มีนาคม ปี 2522

    สุดยอดมวลสารครับพระสมเด็จธาตุพนม "โรยผงตะไบเหล็กเปียก"

    ที่สำคัญคือ พระชุดนี้ ทุกองค์โรยผงเหล็กเปียกที่หุ้มยอดพระธาตุพนม ที่เชื่อว่า ญาคูขี้หอม ปรุงแร่ชนิดนี้ไว้ถือเป็นของกายสิทธิ์ชนิดหนึ่ง..สุดยอดของดีครับ

    รายการมวลสารศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สร้าง
    1. ผงวิเศษพระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม
    2. ผงวิเศษวัดพลับ สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร (สุก ไก่เถื่อน) พระอาจารย์พุฒ วัดใหม่พิเรนทร์ ได้จากหลานชาย พระสังวรานุวงศ์เถร (หลวงปู่ชุ่ม) วัดราชสิทธาราม ได้นำมาถวายหลวงปู่อ่อง ยโสธร เมื่อปี 2508
    3. ผงวิเศษดอนเจดีย์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว (ขรัวตาคง) อาจารย์ ม.ร.ว. สิทธิประภัทร เกษมสันต์ ได้นำมาถวายหลวงปู่อ่อง ยโสธร ที่วัดอัมพวา กรุงเทพฯ เมื่อปี 2492
    4. ผงวิเศษและชิ้นส่วนพระผงสมเด็จวัดระฆังฯ หลวงปู่อ่อง ยโสธร เก็บรักษาไว้ตั้งแต่จำพรรษาอยู่วัดพระยาทำ กรุงเทพฯ
    5. ผงวิเศษ 5 อย่าง คือ ผงอิทธิเจ ผงปัตถมัง ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิงเห หลวงปู่อ่อง ยโสธร ได้มาจากหลวงปู่คง พุทธสร วัดถนนหักใหญ่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา
    6. ผงยาวิเศษพระฤาษีพันปี หลวงพ่อศรีทัต วิปัสสโน วัดหนองสามหมื่น อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ได้ถวายหลวงปู่อ่อง ยโสธร จำนวนหนึ่ง และไปนำมาจากถ้ำบนเขาพังเหย จังหวัดลพบุรี เมื่อปี 2506
    7. ผงวิเศษหลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ จังหวัดประทุมธานี ท่านพระครูสารทราพัฒนกิจ (หลวงพ่อละมูล) วัดเสด็จ ได้มอบให้เมื่อปี 2509
    8. แร่เหล็กมันปูเกาะล้าน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พระภิกษุ (ไม่ทราบนาม) ซึ่งเป็นน้องชาย จ.อ.สวัสดิ์ ทองเสริม ได้มอบให้เมื่อครั้งเดินทางไปราชการที่สถานีทหารเรือสัตหีบ เมื่อเดือน มีนาคม 2505
    9. ผงวิเศษและชิ้นส่วนพระกรุ วัดอัมพวา กรุงเทพฯ หลวงปู่อ่อง ยโสธร เก็บรักษาไว้จำนวนมากขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดอัมพวา
    10. ผงวิเศษ หลวงปู่อ่อง ยโสธร ซึ่งท่านผสมเป็นแท่งจากผงชอล์คของบุคคลต่างๆ ที่ได้มาให้ท่านตรวจดวงชะตา โดยเลือกเฉพาะบุคคลที่มีเกษตรมหาอุจ มหาจักร และราชาโชค ทำเป็นผงวิเศษ 5 ประการ
    11. ผงเกสรดอกไม้รอบโลกจากประเทศต่างๆ นาวาอากาศตรีหญิงเผ่าทอง เมนะรุจิ (ยศขณะนั้น) นำมาถวายหลวงปู่อ่อง ยโสธร เมื่อปี 2508
    12. ผงสังเวชนียสถานสี่แห่งในชมพูทวีป คือ ผงดินที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา ที่ปรินิพพาน และใบศรีมหาโพธิ์ที่ตรัสรู้ ซึ่งหลวงปู่อ่อง ยโสธร เก็บรักษาไว้และได้นำมาจากประเทศอินเดียอีกในปี 2523
    13. ผงวิเศษบึงพระยาสุเรนทร์ ผงใบลานเผา พระผงบึงพระยาสุเรนทร์ชำรุด 30 กว่าองค์ ท่านพระครูสุตาธิการี หรือหลวงปู่ทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครมอบให้
    14. ผงตะใบพระกริ่ง พระบูชาจากวัดต่างๆ คุณอุดม รัมมะวาสน์ และคุณสงัด ปัจฉิมสุภาคม มอบให้
    15. เปลือกต้นศรีมหาโพธิ์พุทธคยา หลวงปู่สิม พุทธธาโร ให้คุณธนา ศรีพันธ์ุ นำมามิบให้
    16. ผงวิเศษ ท่านพระครูญาณวิลาส (หลวงพ่อแดง) วัดเขาบันไดอิฐ จังหวัดเพชรบุรี พ.ต.ต.ประสงค์ เจิมพร นำมามอบให้เมื่อเดือนสิงหาคม 2526
    17. ผงกบิลว่าน 108 และเกสรดอกไม้ 108 หลวงปู่อ่อง ยโสธร ได้เก็บรวบรวมไว้
    18. ผงวิเศษ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ หรือพระมงคลเทพมุนี วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ศิษย์ฆราวาสของท่านได้นำมาถวายหลวงปู่อ่อง ยโสธร 3 ก้อน
    19. ผงวิเศษ พระอาจารย์เมี๊ยก ฉันทวุฑโฒ วัดสัมมาธัญญาวาส กรุงเทพฯ มอบให้
    20. ผงมวลสารอื่นๆ อีกจำนวนมาก ที่ท่านพุทธศาสนิกชน ผู้ใจบุญทั้งหลายนำมามอบให้
    21. ผงวิเศษพระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม ดร.พระมหาสม สุมโน นำมามอบให้เพิ่มเติม ดังนี้
    21.1 ผงอิฐพระธาตุองค์เดิม
    21.2 ผงเกสรดอกไม้ 108 ซึ่งได้จากฐานพระบุเงิน,บุทอง จากกรุพระธาตุพนมเมื่อปี 2518
    21.3 ผงผอูบสำริดหลังเดิม ซึ่งเป็นที่บรรจุพระอุรังคธาตุ
    21.4 ผงพระยอดพระธาตุองค์เดิมช่วงกลาง
    21.5 ผงพระยอดพระธาตุองค์เดิมช่วงบนด้านนอก
    21.6 ผงยอดพระธาตุช่วงบนสุดด้านใน
    21.7 ผงตะไบเหล็กเปียกยอดพระธาตุ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260108_164913.jpg IMG_20260108_164933.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,953
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1767868228200.jpg 1767868241388.jpg

    พระเพชรหลีก พระมหาปลอด วัดโพธิ์นิมิตร กรุงเทพ จัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๕ ซึ่งพระมหาปลอด ท่านเป็นลูกศิษย์ของท่านเจ้าคุณทักษิณคณิศร (สาย) วัดอินทาราม ผู้สร้างตำนานของพระเพชรหลีก - เพชรกลับ อันโด่งดัง เดิมทีนั้นพระมหาปลอดท่านเคยจำพรรษาอยู่ที่วัดอินทาราม ภายหลังท่านได้ย้ายมาช่วยงานด้านการศึกษา ที่วัดโพธิ์นิมิตร และได้อยู่ที่นี่จวบจนท่านมรณภาพ ซึ่งพระเพชรกลับนี้ท่านได้สร้างขึ้นตามตำราดั้งเดิมที่ท่านได้สืบทอดมาจากท่านเจ้าคุณทักษิณคณิศร โดยทำทั้งพระเพชรหลีก และพระเพชรกลับ แยกสีขององค์พระเพื่อให้แตกต่างกัน พระเพชรหลีก เป็นสีดำ ส่วนพระเพชรกลับ เป็นสีขาว ด้านหน้าขององค์พระมีฝังมวลสาร ด้านหลัง และด้านล่างมีโค๊ตกำกับไว้ชัดเจน อุดผงตามตำราเต็มสูตร พระเพชรหลีกนี้ เป็นพระที่มีพุทธคุณ โดดเด่นไปในทางคุ้มครองป้องกันภัย คงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัย ช่วยหลีกเลี่ยงอุปสรรค และภัยอันตรายต่างๆ

    ประวัติพระอาจารย์มหาปลอด ติสสเทโว ป.ธ. ๘

    สถานะเดิม ชื่อ ปลอด นามสกุล เดชอุดม

    เกิดวันเสาร์ที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีขาล นามบิดา นายเดช เดชอุดม

    นามมารดา นางเปลี่ยน เดชอุดม ภูมิลำเนา บ้านเลขที่ ๑๐ แขวงตลาดพลู เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร

    บรรพชา วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ. ศ. ๒๔๗๔ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปี มะแม ณ วัดกันตทาราราม แขวง ตลาดพลู เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยมีพระครูสุขวัฒนเวที เจ้าอาวาสวัดกันตทาราราม เป็นพระอุปัชฌาย์

    อุปสมบท วันอาทิตย์ที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๖ ณ วัดกันตทาราราม พระทักษิณคณิศร เจ้าอาวาสวัดอินทาราม เป็นพระอุปัชฌาย์

    พระครูสุขวัฒนเวที เจ้าอาวาสวัดกันตทาราราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์

    วิทยฐานะ พ.ศ. ๒๔๖๘ สำเร็จวิชาสามัญ ชั้นประถมปีที่ ๓ จากโรงเรียนประถมวัดอินทาราม แขวง บางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร

    พ.ศ. ๒๔๗๖ สอบได้ นักธรรมเอก สำนักเรียนวันอินทาราม แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร

    พ.ศ. ๒๔๘๘ สอบได้ ป.ธ.๘ สำนักเรียนวันอินทาราม แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร

    การศึกษาพิเศษ เป็นผู้ทรงจำพระปาฏิโมกข์

    เป็นผู้มีความรู้ในภาษามคธ
    เป็นผู้มีความรู้ในภาษาพม่า
    เป็นผู้มีความรู้ในภาษาอังกฤษ

    งานปกครอง พ.ศ. ๒๔๙๑ เป็นพระกรรมวาจาจารย์

    พ.ศ. ๒๕๐๕ – ๒๕๑๒ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดกันตทาราราม
    พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นเจ้าคณะ ๑ วัดโพธินิมิตร
    พ.ศ. ๒๕๑๓ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธินิมิต

    งานการศึกษา พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมที่สำนักเรียนวัดอินทาราม

    พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นกรรมการตรวจข้อสอบธรรมสนามหลวง

    พ.ศ. ๒๔๗๙ พระวิเชียรมุนี เจ้าอาวาสและเจ้าสำนักเรียนวัดอินทารามไปขอต่อเจ้าอาวาสวัดกันตทาราราม (โดยเดินตากฝนไม่กางร่มมา) ให้ย้ายไปอยู่วัดอินทารามเพื่อช่วยการศึกษาปริยัติธรรมให้เต็มที่ และสะดวกในการเดินทางไปกลับทุกวัน

    พ.ศ.๒๔๙๐ เป็นกรรมการตรวจข้อสอบประโยคบาลีสนามหลวง

    พ.ศ. ๒๔๙๕ ในวันที่ ๙ มิถุนายน พระโพธิสังวรเถระ เจ้าอาวาสวัดโพธนิมิตร ซึ่งขณะนั้นเป็นพระครูไพโรจน์วุฒิคุณ คิดจะตั้งสำนักศึกษานักธรรม – บาลี ขึ้นในวัดโพธินิมิตร เพราะภิกษุสามเณรมีจำนวนมากขึ้นต้องแยกย้ายกันไปเล่าเรียนตามวัดต่างๆ รวมพระนวกะที่บวชใหม่ด้วย เป็นการไม่สะดวก ครูอาจารย์ที่จะมาสอนก็ไม่มี จึงไปขอกับพระวิเชียรมุนี เจ้าอาวาสวัดอินทาราม ให้ขอย้ายไปอยู่วัดโพธินิมิตร เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินการจัดตั้งสำนักศึกษานักธรรม – บาลี ขึ้นประจำวัด และเป็นอาจารย์สอนปริยัติธรรมเป็นการถาวร จนมีภิกษุ- สามเณร – เปรียญ – นักธรรม เพิ่มมากขึ้นเป็นปึกแผ่น และได้ยกฐานะขึ้นเป็นสำนักเรียนเรียกว่า “ สำนักเรียนวัดโพธินิมิตร ” อยู่จนถึงทุกวันนี้

    พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการศาสนาบัณฑิต ในการสังคายนา พระธรรมวินัย ตรวจชำระพระไตรปิฎก

    พ.ศ.๒๕๓๐ เป็นประธานการแจกทุนการศึกษา แก่นักเรียนที่เรียนดีแต่มีความประพฤติดี แต่ขาดทุนทรัพย์ ในงานวันเด็กแห่งชาติ กิจกรรมภายในห้องสมุดวัดโพธินิมิตร

    งานการเผยแผ่ ท่านเป็นพระนักเทศน์รูปหนึ่ง ได้แสดงธรรมในสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร

    พ.ศ. ๒๕๓๐ ท่านได้ร่วมจัดนิทรรศการโต๊ะหมู่บูชา และนิทรรศการเรื่องต่างๆในพระพุทธศาสนา ในงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาวันวิสาขบูชา ที่ท้องสนามหลวง

    พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นพระวิทยากรบรรยายอบรม โครงการเสริมความรู้พระนวกะ ในช่วงพรรษากาลตลอดไตรมาส ของคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร
    งานศึกษาสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๕๔๓ บริจาคเงินสมทบ เข้ากองทุนมูลนิธิโรงเรียนวัดโพธินิมิตร เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่เรียนดี แต่ขาดทุนทรัพย์ เป็นจำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และเพิ่มทุน อีก ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นจำนวนเงินอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งหมด ๖๐๐,๐๐๐ บาท

    มรณภาพ
    ท่านอาพาธเป็นครั้งคราว แต่ไม่มีโรคประจำตัว พอมาวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗

    ท่านมี อาการหายใจไม่ค่อยออก ลูกศิษย์ได้พาส่งโรงพยาบาลทหารเรือ แต่ท่านก็ยังปรกตินั่งได้ พูดคุยได้ เพียงบ่นว่านอนไม่หลับ
    พอวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. คุณดิเรกไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ท่านยังคุยปรกติ พอเวลา ๑๓.๐๐ น. ท่านก็หลับไปอย่างสงบ รวมสิริ อายุได้ ๙๙ ปี ๑ เดือน ๓๓ วัน

    ที่มา พระอาจารย์มหาปลอด ติสสเทโว

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท


    IMG_20260108_172643.jpg IMG_20260108_172700.jpg IMG_20260108_172832.jpg IMG_20260108_173507.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,953
    ค่าพลัง:
    +21,459
    ปิดโบสถ์เสกตามฤกษ์ยาม

    เหรียญสุริยฉาย ราหูพ่าย วัดสุทัศน์ฯ กทม ปี 2538 **
    ** เหมาะสำหรับท่านที่ดวงกำลังถูกราหูเข้าแทรกแขวนแล้วกลับร้ายกลายเป็นดี เสริมอายุวัฒนะ หนุนดวง เสริมดวงชะตา เสริมโชคลาภ เอาชนะศัตรูและอุปสรรค
    ** เป็นเหรียญที่สร้างขึ้นโดยการคำนวณทางโหราศาสตร์จริง ๆ
    ** โดยวันที่ 24 ต.ค 2538 นั้น เป็นวันที่เมืองไทยเกิดเหตุการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง ซึ่งในกรุงเทพฯ ก็สามารถเห็นปรากฏการณ์นี้ได้เช่นกัน ทางวัดได้เลือกเวลาในการประกอบพิธีปลุกเสกเหรียญนี้ในช่วงที่ราหูกำลังเข้า บดบังพระอาทิตย์เต็มดวงพอดี
    จึงนับว่าเหรียญนี้มีความขลัง มีพลัง และ ศักดิ์สิทธิ์มากในทางโหราศาสตร์ เพราะการที่จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงนั้นนานหลายปีมากถึงจะมีขึ้นครั้งหนึ่ง และวันนั้นก็เป็นครั้งที่เมืองไทยเราสามารถมองเห็นปรากฎการณ์นี้ได้
    ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปสุริยะเทพถือพระขรรค์ประทับอยู่บนศีรษะพระราหู ฉากเบื้องหลังเป็นรูปพระอาทิตย์ ในแต่ละแฉกของพระอาทิตย์ลงอักขระ เลขยันต์กำกับ
    ด้านหลังเป็นยันต์ดวง และระบุชื่อเหรียญไว้ที่ขอบนอก ตอกโค้ดด้านหน้าเหรียญ ….
    ** เป็นเหรียญที่สร้างขึ้นโดยการคำนวณทางโหราศาสตร์จริง ๆ
    .
    โดยมีอาจารย์ถนอม ศรหุนะเป็นเจ้าพิธี และอธิฐานจิตปลุกเสก โดยเกจิคณาจารย์ชื่อดังในยุคนั้นเช่น
    1.เจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร กรุงเทพฯ
    2.หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา อยุธยา
    3.หลวงพ่อเก๋ วัดแม่น้ำ สมุทรสงคราม
    4.หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย อยุธยา
    5.หลวงพ่อฮวด วัดดอนโพธิ์ทอง สุพรรณบุรี
    6.หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
    7.หลวงพ่อเชิญ วัดโคกทอง อยุธยา
    8.หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก ประจวบคีรีขันธ์
    9.หลวงพ่อเกตุ วัดเกาะหลัก ประจวบคีรีขันธ์
    10.หลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า ระยอง
    11.หลวงพ่อดี วัดพระรูป สุพรรณบุรี
    12.หลวงปู่หลิว วัดไร่แตงทอง นครปฐม
    13.หลวงพ่อยงยุทธ วัดเขาไม้แดง ชลบุรี
    14.หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี
    15.หลวงปู่ทิม วัดพระขาว อยุธยา
    16.หลวงพ่อเฉลิม วัดพระญาติ อยุธยา
    17.หลวงพ่อสมชาย วัดปริวาส กรุงเทพฯ
    18.พระอาจารย์ต๊ะ วัดช้าง นครนายก

    ดวงไม่ดี มีคนเกลียดชัง คราสเคราะห์เข้าแทรกต้องบูชา “เหรียญสุริยฉาย ราหูพ่าย” เหรียญราหูตามตำราการสร้างโบราณของวัดสุทัศน์ ปี 2538!!!

    เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในประเทศไทยนั้นมีการเกิดสุริยคราสเต็มดวงครั้งที่ใหญ่ที่สุดคือเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2538 ดังนั้นในวันดังกล่าวพระเกจิอาจารย์ที่รู้จริงในวิชาการสร้าง การหนุนดวงคราสเคราะห์จากอิทธิพลของพระราหูจึงได้มีการสร้างวัตถุมงคล ปลกุเสกในวันดังกล่าวเพื่อให้เกิดความขลังให้ลูกศิษย์ ลูกหาได้คุ้มกันตัวซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเหรียญ “สุริยฉาย ราหูพ่าย” ของวัดสุทัศน์นั่นเอง

    เมื่อพูดถึงราหูหลายคนจะมุ่งเป้าไปยังวัดศรีษะทองโดยหารู้ไม่ว่าวัดสุทัศน์ใจกลางกรุงของเรานั้นก็มีตำราการสร้างการปลุกเสกพระราหูเช่นกันดังจะเห็นได้จากการที่หน้าบันพระอุโบสถของวัดนั้นมีรูปพระอาทิตย์และพระจันทร์อยู่โดยการปลุกเสกของทางวัดสุทัศน์นั้นจะแตกต่างจากวัดหรือตำราอื่นๆ ตรงที่จะมีการเชิญพระอาทิตย์หรือเทวดาพระอาทิตย์มาเป็นองค์อักขระเสกพร้อมกับราหูเพื่อใช้แสงแห่งพระสุริยะเทพขับเงามืดอันเป็นอวมงคลของพระราหูออกไปพร้อมกับดึงเอาคุณหรือส่วนดีของพระราหูเข้าประทับในเหรียญโดยต้องเสกตรงฤกษ์ที่พระราหูเริ่มกลืนกลินพระอาทิตย์และต้องจบตอนพระราหูคลายหมดพอดีจึงจะเข้มขลังซึ่งในวันดังกล่าวทางวัดสุทัศน์ได้ทำการปิดโบสถ์เสกตามฤกษ์ยามดังกล่าวโดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังนับสิบรูปจึงเป็นเหรียญดีที่คนดวงตก ดวงไม่ดี อยู่เฉยๆ ก็มีเรื่องควรหามาบูชา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260108_175519.jpg IMG_20260108_175552.jpg IMG_20260108_175614.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,953
    ค่าพลัง:
    +21,459
    สมเด็จโต (1).jpg

    เหรียญสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) วัดเกษไชโย อ่างทอง อนุสรณ์ ๑๙๐ปี วันชาตะ พ.ศ.๒๕๒๑ มีพิธีพุทธาภิเษกครั้งยิ่งใหญ่ วันที่ ๒๔-๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตาญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ(วาสนมหาเถระ) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ ทรงเป็นองค์ประธานจุดเทียนชัย และมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ฯ(เสงี่ยม) วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพฯ ดับเทียนชัย .. รายนามพระคณาจารย์เจริญพระพุทธมนต์บริกรรมภาวนาและสวดพุทธาภิเษก ดังนี้ ๑.หลวงปู่คำแสน วัดป่าดอนมูล เชียงใหม่ ๒.หลวงปู่สุด วัดกาหลง สมุทรสงคราม ๓.หลวงปู่เปรื่อง วัดสุวรรณภูมิ สุพรรณบุรี ๔.พระราชมงคลมุนี วัดชัยมงคล อ่างทอง ๕.พระมหาพุทธพิมพาภิบาล วัดไชโย อ่างทอง ๖.หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กทม. ๗.หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี ๘.หลวงพ่อน้อย วัดหนองโพธิ์ นครสวรรค์ ๙.พระครูประสานนวกิจ วัดพระนอนจักร์สีห์ สิงห์บุรี ๑๐.หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ ชัยนาท ๑๑.หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี ๑๒.หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม นครปฐม ๑๓.ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า ลำพูน ๑๔.พระครูศรีรัตนาภิวัฒน์ วัดวิเศษชัยชาญ อ่างทอง ๑๕.พระครูอดุลสุดกิจ วัดโคกพุทธา อ่างทอง ๑๖.พระครูใบฎีกาเจริญ วัดอ่างทองวรวิหาร อ่างทอง ๑๗.หลวงพ่อสำเนียง วัดเวฬุวนาราม นครปฐม ๑๘.หลวงพ่อยงยุทธ วัดเขาไม้แดง ชลบุรี ๑๙.หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร ชัยนาท ๒๐.หลวงพ่อคูณ วัดสระแก้ว นครราชสีมา ๒๑.พระอธิการสน วัดไทร อ่างทอง ๒๒.หลวงพ่อทอง วัดก้อนแก้ว ฉะเชิงเทรา ๒๓.หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จันทบุรี ๒๔.พระอาจารย์จำเนียร วัดละมุด อ่างทอง ๒๕.หลวงปู่วัน อุตตโม วัดถ้ำอภัยดำรงค์ธรรม สกลนคร ๒๖.หลวงปู่สิม พุทธจาโร วัดสันติสังฆารามพรรณานิคม สกลนคร ๒๗.หลวงปู่คำแหง จนฺทสาโร วัดป่าสุวรรณนิเทศทรงธรรม ร้อยเอ็ด ๒๘.หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ลพบุรี ๒๙.พระราชสุวรรณโมลี วัดต้นสน อ่างทอง ๓๐.พระราชสังวรญาณ(เจ้าคุณสนิท) วัดศีลขันธาราม อ่างทอง ๓๑.พระวิเศษชัยสิทธิ์ วัดอ่างทองวรวิหาร อ่างทอง ๓๒.หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี ๓๓.หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาณมิตร กทม. ๓๔.หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม สิงห์บุรี ๓๕.หลวงพ่อจรัล วัดอัมพวัน สิงห์บุรี ๓๖.พระครูสิริปัญญาธร วัดตูม อยุธยา ๓๗.หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง สมุทรสาคร ๓๘.พระครูวิบูลคุณาวัตร วัดน้อย อ่างทอง ๓๙.พระครูวิรัตนธรรมวัตร วัดรางฉนวน อ่างทอง ๔๐. พระอาจารย์ผ่อง จินดา วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส กทม. ๔๑.พระอาจารย์บัว วัดแสวงหา อ่างทอง ๔๒.หลวงพ่อชม วัดอินทราราม ชัยนาท ๔๓.หลวงพ่อบาง วัดหนองพลับ สระบุรี ๔๔.หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ นครปฐม ๔๕.หลวงปู่พล วัดหนองคณฑี สระบุรี ๔๖.หลวงพ่อพุทธิ วัดวงศ์พาสน์ อ่างทอง ๔๗.หลวงพ่อสวน วัดบางกระดาน ตราด ๔๙.พระอาจารย์สมภพ วัดสาลีโข นนทบุรี ๕๐.หลวงปู่แว่น วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร ๕๑.หลวงปู่ธูป วัดสุนทรธรรมทาน(วัดแค) กทม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท

    IMG_20260108_185515.jpg IMG_20260108_185544.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,953
    ค่าพลัง:
    +21,459
    198537-14ce5.jpg

    เหรียญพระแก้วหลังฉัตรหลวงปู่ดู่ร่วมอธิษฐานจิต

    พระดีพุทธคุณสูง เหรียญพระแก้วมรกต รุ่นบูรณะฉัตร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ ปี ๒๕๓๑ .... หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา
    ปลุกเสก...
    เหรียญพระแก้วมรกต รุ่นบุรณะฉัตร พ.ศ.2531 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ประกอบพิธีพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ โดยใช้มวลสาร ยอดฉัตร ณ วัดพระแก้วมา ผสมมวลสาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระมหากรุณาธิคุณเสด็จมาประกอบพิธีพุทธาภิเษกด้วยพระองค์เอง และมีพระเกจิอาจารย์เก่งๆในขณะนั้นร่วมปลุกเสกหลายองค์ อาทิ หลวงปู่ดู่(ปลุกเสกในครั้งนี้เเล้วท่านยังได้รับเชิญให้ปลุกเสกเหรียญกรมหลวงชุมพรฯ วัดราชบพิธฯ กรุงเทพฯ ปี 2531อีกด้วย ) หลวงพ่อแพ ฯลฯ เนื้อเหรียญการจัดสร้าง มีทั้งเนื้อทองคำ พร้อมกล่องกำมะหยี่ เครื่องหมาย สธ. หนัก 15.2 กรัม ตามจำนวนสั่งจอง เนื้อเงิน เเละเนื้อทองเหลือง

    พระดีพุทธคุณสูง เหรียญพระแก้วมรกต รุ่นบูรณะฉัตร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ ปี 2531 ....
    หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา
    ปลุกเสก...

    ซองเดิม เหรียญสวย ไม่ผ่านการแขวนบูชา

    ให้บูชา 320 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260108_194102.jpg IMG_20260108_194121.jpg IMG_20260108_194142.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 มกราคม 2026 at 20:50
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,953
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1767882778067.jpg
    รูปถ่ายเลี่ยมหลังปั๊มหมึก ยุคต้น

    หลวงพ่อสังวาลย์เขมโกวัดทุ่งสามัคคีธรรม สุพรรณบุรีอธิษฐานจิตปลุกเสก

    • หลวงตามหาบัวเทศน์กล่าวถึงหลวงปู่สังวาลย์

    ในตอนหนึ่งท่านกล่าวว่า… “ หลวงพ่อสังวาลย์ เป็นผู้มีบุญญาภิสมภารอันกว้างขวางลึกซึ้งมาก ยากที่จะมีใคร ๆ เสมอเหมือนได้ เพราะท่านมีน้ำใจกว้างขวาง แสดงออกให้เห็นจากบริษัทบริวารศรัทธาทั้งหลายที่มาจากทุกทิศทุกทางคนเราต้องมาด้วยน้ำใจ น้ำใจเป็นของลึกซึ้งมากทีเดียว ถ้าลองน้ำใจได้ไหลลงไปที่ใดแล้ว เป็นได้ไหลตลอดไม่มีถอยนี่น้ำใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศีลไปด้วยธรรมของพี่น้องทั้งหลาย ซึ่งเกิดจากความเชื่อความเลื่อมใสในหลวงพ่อสังวาลย์

    แม้องค์ท่านเองจะทุพพลภาพ ไปไหนมาไหนนอนสั่งอยู่บนเตียงก็ตาม แต่วาสนาบารมีของท่าน ไม่ได้นอนอยู่บนเตียงเหมือนเรือนร่างของท่าน แต่เต็มไปด้วยความเมตตาต่อพี่น้องทั้งหลาย เช่นเวลานี้ท่านจะต้องคิดอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มงานมาจนกระทั่งบัดนี้ วันนี้เป็นวันที่ท่านคิดมากห่วงใยกับชาติบ้านเมือง กับศาสนา กับจิตใจของพี่น้องชาวไทยเราว่าคราวนี้เป็นคราวที่ท่านเป็นผู้นำผู้หนึ่ง แม้ร่างกายจะทุพพลภาพ แต่ส่วนจิตใจและวาจาของท่านที่จะแสดงต่อพี่น้องทั้งหลาย ด้วยน้ำใสใจเมตตาจริง ๆ ว่า วันนี้งานเราจะเป็นอย่างไรบ้างนาแล้วก็หลวงตามหาบัว ท่านก็มาที่นี่ด้วย เพื่อช่วยชาติบ้านเมือง อันเป็นเจตนาอย่างเดียวกัน แล้วงานของเราเพื่อรับชาติบ้านเมืองและรับจิตใจของเราขึ้นสู่ธรรมนี้ จะเป็นอย่างไรนะ จะบกพร่องอะไรหรือไม่ ท่านต้องเป็นกังวลมากมาย พี่น้องทั้งหลายทราบตามนี้ก็แล้วกันเพราะท่านเป็นผู้มีบุญญาภิสมภารอำนาจวาสนามากทีเดียวองค์หนึ่ง น่าชมเชยสรรเสริญเป็นอย่างมาก ที่ท่านอยู่นี่ท่านเป็นเหมือนแม่เหล็กเป็นเครื่องดึงดูดจิตใจของประชาชนให้ระลึกถึงท่านมากน้อยเพียงไร ย่อมเกิดเป็นกุศลมหากุศลขึ้นที่ใจของตน ไม่มีการเฉื่อยชา ไม่มีการจืดจางตลอดมา

    นี่เพราะอำนาจแห่งเมตตาธรรม วาสนาบารมีของท่านที่เคยเกี่ยวโยงกับพี่น้องทั้งหลายเคยเป็นลูกศิษย์ลูกหาเป็นบริษัทบริวารกันมา เมื่อพูดคำใดออกมาย่อมมีน้ำมีเนื้อมีรสมีชาติทุกสิ่งทุกอย่างต่อจิตใจของบริษัทบริวารทั้งหลายให้มีความอุตส่าห์พยายามในทางคุณงามความดีทั้งหลาย ท่านก็ได้ข้อคิดเต็มหัวใจวันนี้ พี่น้องทั้งหลายกรุณาตอบแทนท่านด้วยอำนาจแห่งการให้ทาน การรักษาศีลการเจริญเมตตาภาวนาเดินตามรอยครูนี้แหละ จะเป็นผู้แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดไป..” ; จากหนังสือ ชาติสุดท้าย หน้า ๗๗-๗๘

    ชีวประวัติและปฏิปทาหลวงปู่สังวาลย์_เขมโก
    วัดทุ่งสามัคคีธรรม อ.สามชุก สุพรรณบุรี

    นามเดิมท่านคือสังวาลย์ นามสกุล จันทร์เรือง เกิดเมื่อ จันทร์ เดือน ๔ ปีมะโรง ปี พ.ศ.๒๔๕๙ ที่บ้านหนองผักนาก สามชุก สุพรรณบุรี บรรพบุรุษท่านมีอาชีพทำนา แต่โยมบิดาท่านเป็นผู้ที่ได้นำภาพยนตร์มาฉายในอำเภอสามชุกเป็นคนแรก

    • #อุปสมบทครั้งแรก
    เมื่ออายุครบบวช แต่ด้วยความที่ท่านเป็นคนไม่รู้หนังสือ บทสวดมนต์บางบท ท่านต้องจำจากที่แม่ชีสวดกัน ท่านจึงสวดมนต์ได้แค่อิติปิโส ฯ พาหุง ฯ แม้แต่นะโมก็ต้องต่อเอา ด้วยเหตุนี้ท่านจึงต้องลาสิกขาบท ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากจะลาเลย

    • ชีวิตสมรส
    ท่านสมรสกับแม่บาง เมื่ออายุ ๒๖ ปี ในปี ๒๔๘๑ แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ท่านยึดอาชีพทำนาแต่ด้วยเหตุที่ท่านมีสุขภาพไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไรนัก บางครั้งขณะที่ทำงานเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา ท่านก็ต้องผลัดกันไถนาโดยอาศัยห้างนาเป็นที่พัก รอจนไข้ลดจึงได้ออกมาทำนาเป็นปรกติ บางทีก็ทำนาไม่ได้ ต้องให้ภรรยาท่านเป็นคนทำ ท่านจึงรับหน้าที่ เป็นผู้ช่วยหุงหาอาหารให้ภรรยาเท่านั้นเอง ท่านได้ทนทุกข์ทรมานกับโรคภัยถึง ๒ ปี โดยในระหว่างนั้นท่านได้รับคำแนะนำจากแม่ชีจินตนา ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ให้ทำกรรมฐานเผื่อว่าโรคจะหาย

    ความที่ท่านมีโรคภัยนี้เอง จึงได้เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านได้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร เห็นภัยที่เกิดจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ขึ้นมา ท่านเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งแม่บางไม่สบาย ท่านก็ได้ช่วยดูแลตามประสาสามี ธรรมดาของคนป่วยย่อมจะต้องมีความอิดโรยเป็นธรรมดาและช่วยตัวเองไม่ได้ ท่านจึงช่วยตักน้ำราดศีรษะให้แม่บาง พอน้ำราดลงบนเส้นผม ไอระเหยที่โดนเส้นผมนั้น ส่งกลิ่นชวนให้น่ารังเกียจ เนื่องจากไม่ได้ทำความสะอาดมาเป็นเวลานาน ทำให้ท่านเกิดสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่งว่า ร่างกายของคนเรานี้เป็นสิ่งที่ไม่น่ายินดี เป็นรังแห่งโรค เป็นที่เกิดแห่งทุกข์

    ครั้งหนึ่งท่านได้เดินผ่านกระจกเงาบานใหญ่ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ทั้งตัว แทนที่ท่านจะมองเห็นเป็นรูปร่างของตัวท่าน ท่านกลับเห็นเป็นอสุภนิมิต มีโครงกระดูกขึ้นแทน ด้วยตัวท่านเป็นผู้ฝึกทำกรรมฐานอยู่เสมอ จึงทำให้จิตใจที่ได้รับการฝึกฝนอยู่ย่อมเกิดปัญญาเกิดความรู้เห็นขึ้น มีญาณทัศนะปรากฏขึ้น ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ท่านเห็นภัยในสังขารยิ่งขึ้นและเกิดความเบื่อหน่ายที่จะครองเรือนอีกต่อไป การสละจาการครองเรือนจึงได้เกิดขึ้น

    ท่านได้บอกกับแม่บาง ให้รู้ถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ที่ท่านจะไปสู่ธรรมวินัยของพระบรมศาสดา เพื่อที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ให้จงได้ ในการจะออกบวชในครั้งนี้ท่านก็ได้ให้พ่อห่วง ผู้เป็นบิดา ให้บอกกับลูกหนี้ทั้งหมดที่เป็นหนี้เป็นสินกับบิดาของท่าน ให้มาประชุมพร้อมกัน และท่านได้ขอร้องพ่อห่วงให้ยกเลิกสัญญาที่ลูกหนี้ทั้งหลายได้กระทำกับบิดาของท่าน ด้วยการฉีกเอกสารทิ้งทั้งหมด นับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นในการให้ทาน อันเป็นที่น่าปีติยินดีอย่างยิ่ง

    หลังจากนั้นท่านได้ทำมหาทานอีกครั้ง ด้วยการบอกภรรยาว่า จะขอออกบวชอีกครั้ง ให้แม่บางหาสามีใหม่ได้

    การบวชครั้งที่_๒

    เมื่อท่านอายุได้ ๓๕ ปี ณ วัดนางบวชอำเภอเดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี เมื่อเวลา ๑๔.๔๕ น. ของวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๔๙๔ โดยมี พระครูแขก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสมุห์ทองย้อย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการไสว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางพุทธศาสนาว่า “เขมโก” อันมีความหมายว่า “ผู้มีธรรมอันเกษม”

    เมื่อท่านอุปสมบทแล้ว ก็ได้เข้าไปปฏิบัติธรรม ณ ป่าช้าวัดบ้านทึง สามชุก ท่านได้อาศัยอยู่ในป่าช้าโดยมีหลวงพ่อมหาทอง โสภโณ ซึ่งเป็นเสมือนครูบาอาจารย์ เป็นผู้ปฏิบัติ ผู้อาวุโส อยู่ด้วย ท่านเป็นผู้มีความรู้ทางด้านปริยัติได้ดีท่านหนึ่ง และท่านได้เป็นผู้แปลข้อศีลที่ว่า การไม่ยินดีรับเงินและทองเพื่อเป็นของตน หรือให้ผู้อื่นเก็บไว้เพื่อตน นับแต่นั้นมาหลวงพ่อสังวาลย์ก็ไม่มีปัจจัยแม้แต่สตางค์แดงเดียว และที่พระอาจารย์มหาทองท่านได้สอนหลวงพ่ออีกคือ

    สมาธิ ภิกฺขเว ภาเวย สมาธิโต ยถาภูตํ ปชานาติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายพึงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิดเพราะจิตที่เป็นสมาธินั้น ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง

    เพียงประโยคนี้เท่านั้น ที่ท่านถือเป็นแนวทางปฏิบัติ มุ่งมั่นกระทำความเพียร อยู่ในป่าช้าตลอดเวลา ๕ ปี ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัตินี้เองทำให้ท่านรู้เห็นตามความเป็นจริง โดยท่านได้ยึดหลักธุดงควัตรตลอดเวลา เมื่อท่านยังปฏิบัติธรรม บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าช้าวัดบ้านทึง แทบทุกวันตอนที่ท่านบิณฑบาตสุดสาย จะมีโยมผู้หญิงรุ่นโยมแม่ (เป็นคนจับปลาย่านนั้น) พายเรือให้ข้ามฟาก

    วันหนึ่ง...
    หลวงพ่อสังวาลย์...." โยมเลิกดีกว่าหากุ้ง หาปลา ลูก ๆ ก็โตหมดแล้ว "
    โยม..." เลิกก็ดีเหมือนกัน อิฉันก็เบื่อเต็มที " แกรับและสารภาพ
    หลวงพ่อสังวาลย์...." อาตมาขอบิณฑบาต พวกแห พวกยอทั้งหมด "
    โยม..." ได้จ้ะ อิฉันจะขนไปให้ท่านเช็ดเท้า "

    ท่านเล่าว่าโยมผู้นี้หาปลามาตั้งแต่เด็ก ไม่มีอาชีพอื่น แกบุกไปทั่ว ไม่ว่า ท่าโบสถ์ โพธิ์พยา ปากไห่ ฯ โยมมารับศีล ๕ แล้วท่านก็บอกว่า
    หลวงพ่อสังวาลย์...." บ้านโยมมีไม้ไผ่เยอะ สานพัด สานกระบุงขายจะรวย "
    โยม..." ค่ะ อิฉันจะลองทำดู "

    คุณโยมตั้งตัวได้ในที่สุด เพราะพัด - กระบุง - ตะกร้า ที่ช่วยกันสาน ลูกๆ แม่ๆ ไม่พอส่งขาย...ท่านว่า..ก่อนจะพูดให้โยมเลิกนั้น มันมีสิ่งที่ปรากฏขึ้นในกรรมฐานท่านมาก่อน เมื่อนักล่าประจำลุ่มน้ำมาถือศีลได้ จึงเลื่องลือไปไกล

    มีพระอาวุโส ท่านหนึ่งมาหาแล้วกล่าวว่า...
    พระอาวุโส... " ท่านสังวาลย์เก่งจริง เอาคนหาปลารักษาศีลได้ "
    หลวงพ่อ..." โยมเขาขาดคนชี้นำเท่านั้น...เขาขาดครู "
    พระอาวุโส..." ท่านนี่มีความรู้เหลือหลาย "
    หลวงพ่อ..." รู้เขานั้นไม่ใช่ดีเสมอไป รู้เรานั่นแหละเป็นอุดมมงคล

    ตลอดเวลา ๕ ปี ที่หลวงปู่สังวาลย์ปฏิบัติภาวนาอยู่ในป่าช้านั้น ท่านได้ถือข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ อย่างเคร่งครัด โดยอยู่ป่าช้าเป็นวัตร บิณฑบาตเป็นวัตร ฉันมื้อเดียวเป็นวัตร ฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร และใช้ผ้า ๓ ผืนเป็นวัตร

    ท่านว่า เมื่อทำสมาธิยิ่งยวดมากเข้า ความรู้ต่างๆ อันเกิดจากแสงสว่างมีมากขึ้น ความรู้เห็นนี้มันเกิดขึ้นเอง ไม่ใช่อยากหรือไม่อยากให้มันเกิด พอมันเกิดก็น้อมเข้าไปดูภายใน เข้าทางจมูกก็ได้ เข้าทางปากก็ได้ เข้าทางตา เข้าทางทวารทั้ง ๙ ได้หมด กายภายนอกและกายภายในที่ปิดบังอยู่นั้นเปิดหมดเลย

    “อสุภกรรมฐานปรากฏตลอดเวลา ทำจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ๗ วัน ๗ คืนก็มี อาหารบางวันก็ฉันบ้าง บางวันก็อดเอา กายเบาใจเบาเสียแล้ว ความสุขความปีติมีมารักษาใจ ความหิวจึงไม่กำเริบ จึงบิณฑบาตเพียงเฉพาะอาจารย์”

    หลังจากที่ท่านได้ออกจากป่าช้า ก็มิได้ละเลยหรือทอดธุระในภาคปฏิบัติเลยแม้แต่น้อย โดยท่านจะนึกถึงคำของอาจารย์ที่ว่า นักปฏิบัติจะทิ้งการปฏิบัติไม่ได้ จนกว่าจะหมดลมท่านเองก็เป็นเช่นนั้น จากนั้นท่านจึงธุดงค์ไปภาคใต้ ถือธุดงควัตร อย่างเคร่งครัด และธุดงค์ขึ้นไป อ.หันคา จ.ชัยนาท จนเจอรอยพระพุทธบาท บนยอดเขาที่บ้านเชี่ยน หรือ ที่วัดเขาสารพัดดีศรเจริญธรรม จ.ชัยนาท ในปัจจุบัน เมื่อท่านมาอยู่วัดทุ่งสามัคคีธรรม และไปสร้างวัดป่าน้ำตกเขมโก ที่ ด่านช้าง สุพรรณบุรี ท่านก็จะสั่งสอนและเจริญสมาธิภาวนาอยู่เสมอมิได้ขาดเลย

    • #การเผยแผ่และสอนธรรมะ

    ในระยะเริ่มแรกท่านมีอุปสรรคมากเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ บางคนถึงกับเข้ามาทำร้ายและขัดขวางการเผยแพร่ธรรมทุกรูปแบบ แต่ในที่สุดท่านก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ และเผยแพร่ธรรมให้ทุกคนรู้จักประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างกว้างขวาง มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจในการปฏิบัติธรรม เข้าห้องกรรมฐานปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐาน ๔ ที่หลวงพ่อแนะนำสั่งสอนได้เป็นอย่างดี หลวงปู่จึงมีศิษยานุศิษย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย

    ด้านการสอน ท่านเน้นการอบรมสั่งสอนบรรดาศิษย์ในเรื่องกรรมฐานเบื้องต้นของการปฏิบัติ โดยพยายามให้ผู้ปฏิบัติเจริญสมถกรรมฐานเสียก่อน โดยใช้ภาวนาว่าพุทโธ ให้บริกรรมภาวนาคู่กับอานาปานสติกรรมฐาน

    “กรรมฐานมีการกำหนดความรู้กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก พยายามทำสติ พยายามเจริญสติอยู่กับกองลมเข้า กองลมออก ไม่ปล่อยอารมณ์ไปในภายนอก เมื่อจิตสามารถสงบระงับดับนิวรณ์ได้แล้ว จึงสอนให้เจริญวิปัสสนากรรมฐานสืบต่อไป”

    คำสอนของหลวงปู่สังวาลย์ที่เมตตาเทศน์สอนศิษย์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคำสอนสั้นๆ เพียงไม่กี่ประโยค แต่กินความหมายลึกซึ้งยิ่งนัก วันหนึ่งท่านเทศน์สอนพระเณรว่า

    “เราต้องสำรวมกายวาจาใจ กายสำรวมง่าย เดินอย่างมีสติไว้ ตาเพ่งไปแค่แอกเกวียน ส่วนใจสิยาก อะไรๆ ใจนั้นสำคัญนะมองให้เห็นความสกปรกไม่งาม แค่หน้าไม่ได้ล้าง เท้าไม่ได้ขัดถูสัก ๒-๓ วัน เป็นไง พิจารณาว่าไม่งามเหม็นสาบสาง เมื่อไม่ได้ฉาบทาปรุงแต่ง ฟันไม่ได้แปรงแค่วันสองวัน พูดทีมันเหม็นไม่รู้จักเท่าไร

    กำหนด "รู้หนอคิดหนอ" ไว้ ถ้าปล่อยไม่ทำสติมันจะเพลินในอารมณ์ กายสงบวาจาสงบแล้ว เหลืออีกอย่างเดียว ทำใจให้สงบให้ได้ การบวชของเราจะมีอานิสงส์มาก เราบวชแล้วไม่สำรวมใจ แม้มองตีนผู้หญิง กามคุณปรุงแต่งว่ามันสวยมันดี เป็นพระเขากราบไหว้ ถ้าคิดรักชีรักสตรีเพศแม่ไม่ดีหรอก เจ้าของเขารู้อายเขาตายเชียวนะ”

    เคยมีโยมคนหนึ่งถามท่านขึ้นว่า “หลวงพ่อ...คนที่ตายแล้วจะไปอยู่ไหน”

    ท่านก็ยิ้มแล้วตอบว่า “ถ้าตายในขณะจิตโกรธ โลภ หลง จิตอยู่ในสภาวะนี้จิตจะเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้าขณะจิตที่เป็นกุศล คิดถึงคุณงามความดีที่ได้ทำก็จะได้ไปสวรรค์ ไม่ไปอบายภูมิ ถ้าตายในขณะจิตสงบนิ่งเฉยๆ ก็จะไปเป็นพรหม หรือสำเร็จพระอรหันต์ไปเลย”

    “ถ้าเรามีธรรมะในดวงใจ แสงสว่างก็จะเกิดขึ้นมา ถ้าเราไม่มีธรรมะ มีแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง ดวงจิตก็จะมืด มองไม่เห็นแสงสว่าง ถ้าจิตเราผ่องใส สะอาด จะมองเห็นแสงสว่างได้ง่าย การทำดวงจิตอย่างนี้ให้เกิดขึ้นไม่ใช่ของง่ายๆ

    อาตมาก็ไม่ได้เรียนหนังสือ แต่อาตมาก็ปฏิบัติได้ ทำจิตให้สงบได้ ปฏิบัติให้จิตสงบก็จะรู้ใจตนเองได้”

    • #ช่วงบั้นปลายชีวิต

    หลวงปู่สังวาลย์ได้อาพาธจนเส้นประสาทในร่างกายใช้การไม่ได้ ทำให้ท่านต้องนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ และได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี โดยมีพระอาจารย์สนอง กตปุญโญ ศิษย์ผู้ใกล้ชิดเป็นผู้อุปัฏฐากดูแล

    หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก มรณภาพลงเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๗ สิริรวมอายุได้ ๘๘ ปี พรรษา ๕๕
    ด้วยวัตรปฏิบัติอันงดงามตลอดเวลาที่หลวงปู่ดำรงขันธ์ ชื่อของท่านจึงเป็นที่กล่าวขานในบรรดาศิษย์ ซึ่งต่างขนานนามยกให้ท่านเป็นพระดีศรีสุพรรณรูปหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่ง

    "นักปฏิบัติ จะหยุดปฏิบัติไม่ได้ จนกว่าจะหมดลม" โอวาทธรรมคำสอนหลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ



    IMG_20260108_213401.jpg IMG_20260108_213425.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,953
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระสมเด็จฝังตะกรุดสามกษัตริย์ หลวงพ่อถม ฑีฆายุโก วัดเนินมหาเชษฐ์ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี

    หลวงพ่อถม ฑีฆายุโก วัดเนินมหาเชษฐ์ เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ อ.สามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี พระเกจิผู้เรืองเวทย์อันโด่งดังของจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งหลวงพ่อมุ่ยเองท่านเป็นศิษย์หลวงปูศุข ปากคลองมะขามเฒ่า ดังนั้นวัตถุมงคลของท่านเชื่อได้เลยว่าดีทุกอย่าง ดีทุกรุ่น

    วัตถุมงคลที่ท่านปลุกเสกมีหลากหลาย เช่น แหวนนิ้ว รูปหล่อเหมือนห้อยคอและขนาดบูชา พระสมเด็จเนื้องผงผสมว่าฝังตะกรุดสามกษัตริย์และไม่ฝังตะกรุด ท่านปลุกเสกอย่างตั้งใจและปลุกเสกเพียงลำพัง ไม่เคยนำไปเข้าพุทธาภิเษกที่ใดท่านทำของท่านเอง เสกเอง บินเดี่ยว
    เห็นได้ว่าอาจารย์ท่านนี้ เก่งเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ซึ่งได้เรียนวิชามาจาก หลวงน้าคือหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่โดยตรง

    ก็อปปี้มาแบบไม่ตัดตอนครับ...(เพื่อความรวดเร็ว

    สวัสดีครับ หลายวันที่ผ่านมาลองอ่านข้อความที่กล่าวถึงวัดอู่ทองปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เกี่ยวกับเรื่องการศึกษาวิชาอาคม ศิษย์ที่สืบทอดวิชาโดยตรงทั้งสองท่านรวมถึงท่านอาจารย์มหาโพธิ์ วัดคลองมอญแล้วน่าปลื้มใจที่แม้เวลาที่หลวงปู่ศุขยังดำรงเบญจขันธ์อยู่จะห่างจากเราเกือบร้อยปีแล้วก็ตามยังมีผู้ที่กล่าวถึงและระลึกนับถือท่านจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้จะกล่าวถึงลูกศิษย์ที่ไปเรียนวิชากับท่านโดยตรงและมีศิษย์ที่สืบทอดวิชาสายนี้เหมือนกันถือว่าเป็นการเล่าสู่กันฟังเมื่อคิดได้อย่างนี้ก็สุขใจ วันหน้าหากมีเรื่องดี ๆ ที่น่าสนใจก็จะนำมาเล่าให้ฟังกันอีก ขอเริ่มเลยนะครับ
    หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ อ.สามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ได้เรียนวิชากับหลวงปู่ศุข วัดอู่ทองปากคลองมะขามเฒ่าโดยตรงซึ่งมีหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา ฝากฝังไปพิจารณาแล้วจังหวัดสุพรรณฯ กับชัยนาทดูตามแผนที่อยู่ไม่ไกลกันนัก ประกอบกับวิชาอาคมของหลวงปู่ศุขสมัยนั้นกระเดื่องดังไม่ธรรมดาย่อมต้องมีผู้ไปขอเป็นศิษย์เพื่อขอเรียนวิชาจากท่านมากพอควรเลยทีเดียวและการที่หลวงพ่อมุ่ยไปฝากตัวเป็นศิษย์มีผู้ยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องจริงและรู้กันทั้งนั้นรวมทั้งในประวัติของท่านที่มีผู้เขียนถึงภายหลังก็มีผู้ยืนยันเรื่องนี้อยู่มากมีการกล่าวกันว่าท่านไปเรียนวิชากับหลวงปู่ศุขโดยไปกับหลวงพ่ออิ่มอาจารย์ท่านโดยพูดกันว่าหลวงพ่อมุ่ยได้วิชามาเล่มครึ่งส่วนหลวงพ่ออิ่มได้มาครึ่งเล่มเนื่องจากหลวงพ่ออิ่มอาวุโสความจำสู้พระหนุ่มไม่ได้จากเรื่องราวดังกล่านี้ยืนยันว่าท่านเรียนวิชามาจริง รวมทั้งมีผู้กล่าวกันว่าหลวงพ่อมุ่ยปลุกเสกพระและเครื่องรางของขลังต่างๆ เคลื่อนไหวได้กระโดดได้นี้จริงมีผู้รับรองและเห็นด้วยตาตนเองและมีชีวิตอยู่เล่าเรื่องให้ฟังมากพอประมาณทั้งอำเภอสามชุก ลูกศิษย์ท่านที่เก่งและน่านับถือสร้างวัตถุมงคลได้เข้มขลังพระบางอย่างเช่นสมเด็จเนื้อผสมว่านฝังตะกรุดสามกษัตริย์ก็มีสร้างคล้ายกับของอาจารย์ของท่านแต่รูปแบบและพิมพ์ทรงแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน รวมทั้งปลุกเสกพระและวัตถุมงคลได้ขึ้นและสามารถคัดออกมาได้ว่าวัตถุมงคลดังกล่าวเขียนยันต์ครบถ้วนหรือไม่ขณะท่านปลุกเสกท่านจะหยิบออกทันทีท่านว่าอันนี้ปลุกไม่ขึ้น คำว่า "ขึ้น"ของท่านขอยกตัวอย่างรูปหล่อเหมือนรุ่นแรกที่เรียกว่ากระโดดบาตร เป็นตัวอย่างได้อย่างดี ท่านที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้คือหลวงพ่อถม ฑีฆายุโก วัดเนินมหาเชษฐ์ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี วัตถุมงคลของท่านเชื่อได้ว่าดีทุกอย่างเหรียญรุ่นแรกเนื้อทองแดงรมดำ ออกวัดทับกระดาษเขาวัง ซึ่งเป็นวัดแรกที่ท่านจำพรรษามีประสบการณ์มากมายจนต้องสร้างเสริมเป็นเนื้อทองแดงกะไหล่ทองอีกครั้ง วัตถุมงคลที่ท่านปลุกเสกเฃ่น แหวนนิ้ว รูปหล่อเหมือนห้อยคอและขนาดบูชา พระสมเด็จเนื้องผงผสมว่าฝังตะกรุดสามกษัตริย์และไม่ฝังตะกรุด ท่านปลุกเสกอย่างตั้งใจและปลุกเสกเพียงลำพัง ไม่เคยนำไปเข้าพุทธาภิเษกที่ใดท่านทำของท่านเองเหรียญบางรุ่นท่านปลุกเสกทั้งเสาร์ห้าและห้าเสาร์หลายครั้งบางรุ่นบางอย่างยังมีให้บูชาที่วัดส่วนตัวของท่านนั้นได้มรณะภาพไปหลายปีแล้ว แต่ของที่มีอยู่ในตู้ที่วัดยืนยันว่าท่านปลุกเสกเองทั้งนั้นอีกทั้งค่าบูชาก็ไม่แพงมากเหมาะสมกับภาวะเศษรฐกิจในปัจจุบัน เท่าที่พบเห็นว่ายังมีอยู่คือพระสมเด็จฝังตะกรุด 2 พิมพ์ทำต่างปีกัน พระรูปเหมือนบูชา เหรียญบางรุ่น เชิญติดต่อที่วัดได้โดยตรงแต่ต้องเดินทางไปที่วัดเองนะครับ ที่นำมาแนะนำนี้เห็นว่าท่านเก่งมากเรียกวิชามาจากหลวงน้าคือหลวงพ่อมุ่ยโดยตรงและไม่เคยเรียนกับใครอีกจะนับว่าท่านเป็นศิษย์สายวัดอู่ทองปากคลองมะขามเฒ่าก็ไม่ผิดนักถือว่าเป็นการเปลี่ยนแนวจากที่เรารู้เราเห็นโดยมองอีกมุมหนึ่งเข้าไปแทนที่จะมองจากจากสืบวิชาโดยตรงลองอ้อมดูบ้างครับถือว่าเป็นการเพิ่มความรู้ด้านนี้ด้วยครับ ระยะหลังมานี้จากบทความที่ลงไปครั้งแรกมีผู้รู้จักสอบถามมาว่าอยากได้พระที่ดีห้อยคอสักองค์จะเลือกอย่างไรประเด็นนี้ผมคงตอบและไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแต่ผมตอบได้อย่างหนึ่งว่าพระเก่งมีเยอะครับและวัตถุมงคลที่แนะนำให้ติดตัวคือหาพระสักองค์ตะกรุดดี ๆ สักดอก ผมว่าพอแล้วในการบูชาติดตัว ส่วนท่านจะสะสมพระเพิ่มเติมก็เป็นสิทธิ์ของท่านครับแล้วแต่ทุนทรัพย์ที่มี ขอยกตัวอย่างนะครับเช่น หลวงพ่อปลอด วัดหัวป่า อ.ระโนด จ.สงขลา,หลวงพ่อเรือง วัดหัววัง อ.ระโนด ,หลวงพ่อคง วัดคลองน้อย อ.ปากพนัง องค์นี้ตาท่านบอดทั้งสองข้างแต่เหรียญท่านประสบการณ์มากจริงและแพงจริงครับ,หลวงพ่อออด วัดบ้านช้าง ลูกศิษย์ท่านห้อยพระสมเด็จองค์เดียวถูกยิงด้วยปืน 11 มม. 3 นัดไม่ออกส่วนที่นั่งมาในรถตายหมดลงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาแล้วเมื่อปี 2536 เหรียญรุ่นแรกท่านขึ้นหลักหมื่นมานานแล้ว,หลวงตาม่อม วัดโพธิ์งาม ลพบุรี ตะกรุดและพระปิดตาประสบการณ์มาก,ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงสังเขปถึงพระเกจิอาจารย์ในแต่ละท้องที่ ก่อนจบขอฝากข้อคิดไว้นิดหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่ผมมักจะพูดบ่อย ๆ ว่าพระดีไม่จำเป็นต้องแพงที่สำคัญพระนั้นมีคุณภาพหรือไม่ถ้าท่านนำมาบูชาเพื่อหวังพึ่งพุทธคุณก็ไม่ต้องคิดมาก หากจะห้อยไว้โชว์ก็เป็นอีกเรื่องครับ ท้ายสุดนี้ขอขอบคุณ คุณสิทธิ พี่ต่อ พี่อู๊ด ๆ มากครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จฝังตะกรุด 3 กษัตริย์ หลวงปู่ถมวัดเนินมหาเชษฐ์ กล่องเดิม เนื้อพระ ราน จากความเก่า

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    (ปิดรายการ)

    IMG_20260109_120142.jpg IMG_20260109_120203.jpg IMG_20260109_120222.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 มกราคม 2026 at 13:05
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,953
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1767937786397.jpg FB_IMG_1767937335678.jpg

    หลวงปู่เต้าวางศิลาฤกษ์ไหว้ครูและปลุกเสกเหรียญรุ่นสุดท้าย พร้อมพระบูชาหลวงพ่อแดง 5นิ้ว 9นิ้ว เหรียญหลวงพ่อแดง ด้านล่างเป็นตัวหนังสือภาษาไทย เขียนว่า รุ่นสร้างมณฑป 2535 หลวงพ่อแดง วัดเกาะวังไทร ด้านหลังเป็นรูปหลวงปู่เต้านั้งสมาธิเต็มองค์ มีปืนสั้นไขวักันสองกระบอก เป็นสัญลักษณ์เหมือนหลวงพ่อ แช่มวัดตาก้อง มีตัวหนังสือไทยเขียนว่า วัดเกาะวังไทร อ.เมือง จ.นครปฐม พระครูเกษมนวกิจ หลวงพ่อเต้า เหรียญรุ่นดังกล่าวหลวงปู่เต้าอธิษฐานจิตปลุกเสกเดียวแบบทิ้งทวน ท่านตั้งใจปลุกเสกมาก แม้ว่าในขณะนั้นร่างกายไม่แข็งแรงด้วยความเจ็บป่วย แต่ในขณะที่ท่านนั้งปลุกเสกวัตถุมงคลท่านจะนั้งนิ่งสงบสมาธิจิตแน่วแน่มั่นคง ตั้งใจอธิฐานจิตปลุกเสก ปรากฏว่าไฟฟ้าในกุฎิดับไปเชยๆ โดยไม่มีสาเหตุขณะที่กุฏิออื่นๆสว่างสไหวเป็นปกติ ผู้เขียน อาจารยุทธ เดินทางไปถึงวัดเกาะวังไทรประมาณหนึ่งทุ่มเศษ ปรากฏว่าพอเข้าไปกราบท่านเท่านั้นไฟฟ้าก็สว่างขึ้นมาดป็นปกติ สร้างความมหัศจรรย์เป็นอย่า่งยิ่ง พระหลวงพี่ทั้งสามที่รับใช้ท่านอยู่พูดขึ้นมาว่าหลวงปู่คงจะรอศิษย์ ก่อนหน้านั้นได้ช่วยกันตรวจแก้ไข้ระบบไฟฟ้าที่ขัดข้องภายในกุฏิของหลวงปู่เต้าก็ไม่เห็นว่ามีสิ่งใดผิดปกติจึงเชื่อว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ของหลวงปู่เต้า ที่ทำให้ไฟดับ หลังจากนั้นท่านก็เรียกให้ทุกคนไปนั้งล้อมวงถือด้ายสายสิญน์ในมือใครบริกรรมภาวนาอะไรได้ก็ให้ภาวนาไปด้วยเสมือนหนึ่งได้ร่วมพิธีอธิฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังร่วมกับหลวงปู่เต้า ยอดเกจิอาจารย์ผู้มีพลัง จิตตานุภาพลึกล้ำพิสดารและมีวิทยาคมเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ ** ขอขอบคุณข้อมูลจากอาจารย์ยุทธ โตอดิเทพย์**

    นักเขียนคอลัมนิสต์ใช้นามว่า*ชินเขียว* ในนิตยาสารวงการพระเครื่องระดับแนวหน้าฉบับหนึ่งกล่าวถึงหลวงปู่เต้า วัดเกาะวังไทรว่า **หลวงพ่อเต้า วัดเกาะวังไทร ท่านเป็นพระที่เรื่องอาคมแต่ขาดการประชาสัมพันธ์ เพาะหลวงพ่อท่านไม่ต้องการที่จะให้มีการนำประวัติของท่านไปลงให้เป็นที่เอิกเกริก ผมเคยมีเวลาแวะไปนมัสการท่านครั้งหนึ่ง สมณสารูปของท่านน่านับถือมาก** ทรรศนะดังกล่าวทำให้ อาจารยุทธ คำนึงถึงคำพูดของท่าน เจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิตย์ หรือ ท่านธมมวิตกโก พระอริยสงฆ์แห่งวัดเทพศิรินทร์กล่าวไว้ว่า *ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ของไม่จริง* ปฏิปทาของหลวงปู่เต้าสอดคล้องกับคำพูดดังกล่าวทุกประการ หลวงปู่เต้าเป็นพระ สมถะ สันโดษ พูดน้อย ถ่อมตน สังวรอยู่ในศีล จะพูดในสิ่งที่ควรพูดเท่านั้นไม่มีการพูดคุยฟุ้งเพ้อเจ้อโอ้อวด แม้ท่านพูดน้อยแต่ก็มีอารมณ์ดีมีเมตตาอยู่เสมอเป็นพระที่มีความสำรวมเห็นแล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธรา เพาะเป็นบุคลิกของพระสงฆ์ที่เป็นพระเกจิอาจารย์จริงๆเวลาที่ท่านได้รับได้รับนิมนต์ไปนั้งปรกปลุกเสกวัตถุมงคล หลวงปู่เต้าจะไปก่อนพิธี นั่งพักผ่อนอยู่ในที่รับรองพระเกจิอาจารย์ ท่านจะไม่ยอมไปนั้งแถวหน้าๆเพาะเคารพในความอาวุโสของพระเกจิอาจารย์รูปอื่นๆ หรือเมื่อนิมนต์ให้ท่านเป็นประธานจุดเทียนชัย ดับเทียนชัยหรือประธานในพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลถ้าท่านทราบว่ามีพระเกจิอาจารย์ที่มีพรรษาสูงกว่า หรือเป็นพระเกจิอาจารย์ที่อาวุโสกว่าท่านจะปฏิเสธ พร้อมทั้งบอกเจ้าพิธีให้นิมนต์พระเกจิอาจารย์อาวุโสดังกล่าว ** ขอขอบคุณข้อมูลจากอาจารย์ยุทธ โตอดิเทพย์**

    พระอาจารย์ที่หลวงปู่เต้าได้ร่ำเรียนวิชา
    หลวงปู่เต้าได้ร่ำเรียนสรรพวิทยาด้านพุทธาคม กับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง
    เพียงองค์เดียวเท่านั้น เพราะท่านคิดว่า หลวงพ่อแช่มเพียงองค์เดียวก็เกินพอแล้ว
    ประวัติโดยสังเขปขอลหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง
    ท่านเกิดเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๐๐ มีถิ่นกำเนิดเป็นชาวตำบลตาก้อง อยู่นเขตอำเภอเมืองนครปฐม จัึงหวัดนครปฐม ชีวิตในนวัยหนุ่มชอบท่องเที่ยวไปอย่างคึกคะนอง กระทั่งอายุครบบวช จึงบรรพชาอุปสมบมที่วัดพเนียงแตก มีพระครูอุตตรการบดี ( ทา ) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก เป็นสุดยอดของพระเกจิอาจารย์เรืองเวทวิทยาคมในยุคนั้น หลวงพ่อแช่มจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆ มากมายโดยเฉพาะการเจริญกัมมัฏฐานตามแบบโบราณจารย์ หลังจากได้รับการถ่ายทอดมหาพุทธคมต่างๆแล้ว ท่านจึงงได้ไปจำพรรษาที่วัดตาก้อง และได้ออกเดินธุดงควัตร ไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ พระแท่นดงรัง พระพุทธบาทสระบุรี กระทั่งไปนมัสการพระเจดีย์ชะเวดาก้อง ได้ศึกษาวิชาความรู้ เพิ่มเติมจากครูอาจารย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ทั้งชาวไทย พม่า กะเหรียง มอญ เขมรเมื่ออายุพรรษามากขึ้นกายสังขารไม่เอื้ออำนวยแล้ว ท่านจึงอธิษฐานจำัพารรษาอยู่ที่กุฎิไม้ หลังคามุงจาก ข้างอุโบสถวัดตาก้องเป็นพระลูกวัดธรรมดา ทีไม่ธรรมดา เพราะมีลูกศิษย์ลูกหาเลื่อมใสศรัทาไปมาหาสู่ท่านเป็นประจำ ศิษย์เอกของท่านที่ภยหลังได้เป็นพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดัง ได้แก่ หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม หลวงพ่อแดง วัดเขาบนไดอิฐ หลวงพ่อแล วัดพระทรง หลวงพ่อเต้า วัดเกาะวังไทร

    ขอสังเกตุได้ประการนึงว่าคาถาอาคมของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง มีที่มาชัดเจนไม่ผิดเพี้ยนอย่างเช่น ท่านมักจะเขียนตัวหนังสือขอมเป็นอักขระยันต์ว่า อุแว มีผู้อธิบายว่าคำว่า อุ แว พระคาถา 2ตัวนี้ เป็นพระคาถา ทางเมตตามหานิยม อุ เป็นตัวแรกของพระคาถาที่ว่า อุเมตตาจะมหาราชา สัพพะเสน่หาจะปูชิโต ส่วนคำว่า แว นั้นมาจากคำว่า เว ทั้งนี้มีศิษย์หลวงพ่อแช่ม อายุร้อยกว่าปี ได้เรียนวิชากับหลวงพ่อแช่ม และเคยถามหลวงพ่อแช่มว่า ทำไมหลวงพ่อชอบคำว่า แว ทำไมไม่เขียนคำว่า เว หลวงพ่อแช่มตอบว่า เว กับ แว เป็นตัวเดียวกัน เป็นการเรียนวิชามูลกัจจายน์ ซึ่งมาจากพระคาถาพระเจ้าสิบชาติและพระคาถาในคัมภีร์มูลกัจจายน์รัตนมาลา เรื่องนั้นนี้แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยะของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้องที่มีความรอบรู้จริงในเรื่องของคาถาอาคม หรืออย่างหัวใจต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในวัตถุมงคลของท่านก็มีที่มา เช่นเหรียญหลวงพ่อแช่ม พิมพ์พัดพุดตานที่เรียกว่า 16แฉก ยันต์หลังเหรียญรุ่น1 ด้านหน้า คำว่า นะ บนฝ่ามือ และ อะ บิเวณหน้าอกของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง มีความหมายดังนี้ นะ บนฝ่ามือ เป็นยันต์ตัวแรกของ พระคาถามหาอุด คือ นะอุดตะรัง อุตตะรังมิจจะ นะอย่า อย่านะ วิหารังปิด อุทธัง อัทโธ ส่วนตัว อะ บริเวณหน้าอก เป็นยันต์ตัวแรกของพระคาถาปืนแตก คือ อะนิทัสสะนะอัปปฎิ (ลั่นไกมิได้) อะนิทัสสะนะอัปปฎิฆา (ลูกมิออกจากลำก้อง) อะนิทัสสะนะอัปปฏิฆายะ (ลำกล้องแตก) พระคาถาดังกล่าวนี้หลวงปู่เต้าจะนำมาใส่ไว้ที่เหรียญรูปเหมือนของท่านหลายรุ่นด้วยกัน ด้วยความเชื่อมั่นในฤทธิ์อำนาจของพระคาถาและอีกขระเลขยันต์ศักดิ์สิทธิ์ตามแบบฉบับของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้องผู้เป็นบูรพาจารย์ ** ขอขอบคุณข้อมูลจากอาจารย์ยุทธ โตอดิเทพย์**

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่นสุดท้ายปลุกเสกทิ้งทวนหลวงพ่อแดง หลวงพ่อเต้าวัดเกาะวังไทร

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260109_124721.jpg IMG_20260109_124743.jpg
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,953
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1716562926271.jpg

    ค่ายนรก.......

    ถ้าใครที่เคยไปกราบหลวงปู่สนธิ์และให้ท่านจารหัวหรือจารวัตถุมงคลท่านมักจะบอกหลังจารเสร็จว่า ต่อให้ระเบิด ปืนกล เอ็มสิบหกก็มาเลยไม่มีทางทำอะไรได้

    ถ้าใครที่ได้เคยไปกราปหลวงปู่สนธิ์ บอกได้เลยว่าจะเกิดความศรัทธาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอและจะรักในตัวของท่าน

    หลวงปู่สนธิ์เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อยู่อย่างเรียบง่ายสมถะ เมตตาลูกศิษย์ทุกคน ไม่โอ้อวดในวิชาอาคม ชอบสอนให้ปล่อยวางอย่าไปยึดติดอะไรมากมาย เพราะท่านเป็นแบบนี้จึงมีลูกศิษย์เลื่อมใสศรัทธาท่านทั่วประเทศ...
    ใครที่เคยไปกราปท่านจะรู้ดีว่าท่านเก่งมากแค่ไหน และทุกวันนี้ท่านก็ยังคงคุ้มครองปกปักรักษาลูกศิษย์อยู่เสมอ
    ศรัทธาอยู่ในหัวใจ

    ประวัติพระครูประภัสร์วุฒิคุณ หลวงปู่สนธิ์ ประภัสร์สะโร
    พระครูประภัสร์วุฒิคุณ ฉายา ประภัสสะโร สังกัด วัดทุ่งพระ ต.ท่าเกษม อ.เมือง จ.สระแก้ว
    ชื่อเดิมนายคำสนธิ์ ภูมิชิน เกิดวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2471 สถานที่เกิด บ้านเนินบก ต.นนทรีย์ อ.กบินทร์บุรี
    จ.ปราจีนบุรี เป็นบุตรของ คุณพ่อยัง คุณแม่แสน ภูมิชิน มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน มีรายนามดังนี้
    1.หลวงปู่สนธิ์ ประภัสร์สะโร เป็นบุตรคนแรก ,2.นายส่าน ภูมิชิน ,3.นางสำราญ ภูมิชิน ,4.นางอาน อ่อนประดา
    5.นายเสน่ห์ ภูมิชิน ,6.นายไฉน ภูมิชิน ,7.นายถนอม ภูมิชิน
    อุปสมบทเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2491 ณ วัดนูประสาทวราวาส(หนองป่าตอง) ต.นนทรีย์ อ.กบินทร์บุรี
    จ.ปราจีนบุรี โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมสันทัศกาจารย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระปลัดโสภา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระเจ้าอธิการสุรินทร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    วิทยฐานะทางการศึกษา
    - วุฒิสามัญ ชั้น ป.4
    - วุฒินักธรรม นธ.เอก
    ตำแหน่งการปกครอง
    - พ.ศ.2495 เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองป่าตอง
    - พ.ศ.2511 เป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งพระ
    - พ.ศ.2526 เป็นรองเจ้าคณะตำบลท่าเกษม
    - พ.ศ.2528 เป็นพระอุปัชฌาย์
    - พ.ศ.2539 เป็นเจ้าคณะตำบลท่าเกษม
    - พ.ศ.2551 เป็นเจ้าคณะตำบลกิตติมศักดิ์ตำบลท่าเกษม ตลอดมา
    สมณะศักดิ์
    - พ.ศ.2518 เป็นเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรี
    - พ.ศ.2524 เป็นเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท
    - พ.ศ.2534 เป็นเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นเอก

    เมื่อครั้งวันแรกหลวงปู่สนธิ์ว่าจะบวชแค่ 3 วัน แต่แล้วครั้งนั้นมีหลวงพ่อจาดวัดบางกระเบาท่านได้ทำนายเอาไว้ว่า หลวงปู่สนธิ์ จะครองสมณะคาจีวรจนถึงวาระสุดท้ายของฃีวิต สมัยเมื่อครั้งยังเป็นพระหนุ่มๆช่วงนั้นท่านได้ทำการออกธุดงตามแถบชายแดนแถบป่าใหญ่ของประเทศเพื่อนบ้านซึ่งสมัยนั้นถ้าไม่เก่งจริงคงไม่มีใครกล้าเข้าป่าแน่นอนเพราะอันตรายทั้งเรื่องใข้ป่า เรื่องสัตว์ดุร้ายและเรื่องสู้รบของเพื่อนบ้านมีเสียงปืนเสียงระเบิดดังสนั่นไม่เว้นแต่ละวัน ท่านได้ธุดงเป็นเวลานานหลายปีจนแก่กล้าวิชาอาคม ถ้าใครที่เคยไปกราบหลวงปู่สนธิ์และให้ท่านจารหัวหรือจารวัตถุมงคลท่านมักจะบอกหลังจารเสร็จว่า ต่อให้ระเบิด ปืนกน เอ็มสิบหกก็มาเลยไม่มีทางทำอะไรได้ หลวงปู่สนธิ์ท่านมีความเมตตาสูงไม่ยึดติด ใครไปหาท่านก็เมตตาช่วยทุกคนแม้กระทั่งเด็กเล็กยันถึงคนแก่เฒ่า ท่านไม่เคยเรียกร้องเงินแม้แต่สตางค์เดียว สมัยก่อนจะมีคนไปให้ท่านช่วยรักษาโรคภัยใข้เจ็บอยู่บ่อยๆและมีคนบอกว่าท่านเป็นหมอเทวดาท่านเก่งเรื่องรักษาการต่อกระดูก ต่อชะตา เมตตามหานิยม การค้าขายและยังเก่งในเรื่องวิชาอาคมสายเหนียว มหาอุต ท่านได้ทำการเขียนตารายันต์ต่างๆขึ้นมาด้วยมือท่านเองรวมเล่มครบทุกสายก็ว่าได้ หลวงปู่สนธิ์ท่านยังได้ร่ำเรียนวิชาจากหลวงพ่อทองวัดสระแก้วจนสำเร็จแก่กล้าวิชา เมื่อครั้นมีคนไปกราปไหว้หลวงพ่อทอง หลวงพ่อทองท่านจะพูดว่าถ้าท่านไม่อยู่ก็ให้ไปหาหลวงปู่สนธิ์ เพราะหลวงปู่สนธิ์มีดีครบทุกอย่างแล้ว หลวงปู่สนธิ์ท่านเป็นพระที่ไม่อยากออกสื่อไม่ชอบวุ่นวายไม่อยากดัง ไม่ค่อยให้ใครถ่ายรูป และไม่ค่อยให้ใครมาถูกเนื้อต้องตัวท่าน เราเลยไม่ค่อยจะได้เห็นรูปภาพท่านสมัยหนุ่มๆจนถึงสมัยอายุช่วง 84 ปี จึงไม่ค่อยมีใครรู้จักท่านนอกจากคนพื้นที่เท่านั้นที่รู้ว่าท่านเก่ง และหลังจากอายุปี 84 เป็นต้นมาท่านจึงเริ่มค่อยแผร่บารมีท่านยอมให้ถ่ายรูปยอมออกรับกิจนิมนต์พุทธาภิเษก และยอมให้จัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของศิษยานุศิษย์ วัตถุมงคลของท่านได้เกิดประสบการณ์ขึ้นหลายอย่างช่วยผ่อนหนักเป็นเบาช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย คนที่มีไว้ใช้แล้วเกิดประสบการณ์กับตัวเองจึงบอกปากต่อปากทำให้คนอยากได้คุ้มครองตัวเองจึงมีการเก็บสะสมในวงกว้างขึ้น หลังจากนั้นบารมีท่านก็แผร่กระจายอย่างรวดเร็วมีลูกศิษย์เพิ่มมากขึ้นและท่านก็มีชื่อเสียงดังไกลทั่วประเทศ นับได้ว่าท่านเป็นสุดยอดเกจิของเมืองไทยอีกรูป ลูกศฺษย์มักจะพูดว่าท่านคือ “เพชรน้ำเอกแห่งทิศบูรพา” หลวงปู่สนธิ์ท่านได้สร้างความดีเอาไว้เยอะมากมาย เมตตาแก่ลูกศิษย์ทุกคน จึงทำให้ลูกศิษย์ศรัทธาเลื่อมใสตลอดมาและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และท่านก็มาถึงวาระสุดท้าย หลวงปู่สนธิ์ ท่านได้ละสังขารลงอย่างสงบได้วัยชรา ท่านมรณะภาพเช้าวันที่ 12 พค.2560 ด้วยท่านั่งโน้มตัวไปด้านหน้าโดยมีกระโถนรองรับตรงหน้าอกศรีษะเกือบจรดพื้น ท่านมรณะภาพด้วยวัย 89 ปี 69 พรรษา ซึ่งเป็นไปตามคำทำนายของหลวงพ่อจาดทุกประการ.....หลวงปู่สนธิ์ท่านได้ทิ้งคุณงามความดีไว้ให้ศิษยานุศิษย์จดจำตลอดไป
    “เพชรน้ำเอกแห่งทิศบูรพา”
    หลวงปู่สนธิ์ ประภัสร์สะโร

    ประวัติ คำว่า ค่ายนรก ในสมัยที่หลวงพ่อมาอยู่วัดทุ่งพระ ราวๆปี พ.ศ. 2500 ในตอนนั้นวัดทุ่งพระยังเป็นที่พักสงฆ์ และยังเป็นป่า เป็นดง ที่สำคัญบ้านทุ่งพระและวัดจะเป็นแหล่งชุมนุมของบรรดา เสือ ปล้น ฆ่า ทั้งหลาย เมื่อก่อคดีแล้วก็จะหลบมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน และวัด เพื่อหลบเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เวลาวัดจัดงาน ก็จะมีการยิงกันตาย ฆ่ากันตายเป็นประจำ หลวงพ่อท่านพูดกับตัวเองว่า เรามาอยู่นี่ มันวัด หรือ นรก กันแน่ จะว่าเป็นวัดก็มีแต่โจรมาชุมนุมกัน ท่านต้องต่อสู้กับบรรดาคนเหล่านี้ อยู่หลายปี กว่าจะเป็นวัดโดยสมบูรณ์ นับแต่นั้นมา ท่านเลยให้ฉายาวัดของท่าน ว่า ค่ายนรก สาธุ #เครดิต พระอธิการวัชรินทร์ กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดทุ่งพระ

    ขอบคุณท่านเจ้าของหมดความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    รูปหล่อรุ่น ๓ หลวงปู่สนธิ์

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20240525_003733.jpg IMG_20240525_003757.jpg IMG_20240525_003825.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,953
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1767947742313.jpg

    หลวงปู่คร่ำ ยโสธโร หรือพระมงคลศีลาจารย์ ...ชาวบ้านทั่วไปเรียกนามท่านว่า “ท่านพ่อคร่ำ” ท่านมีอายุ 100 ปีบริบูรณ์ พรรษา 80 นับเป็นพระเถระที่มีพรรษาสูงสุดของเมืองไทย
    ธรรมะคำสอนสำคัญก็คือ “ทำให้ดู อยู่ให้เห็น”
    “ท่านพ่อคร่ำ”...วัดวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ถือว่าเป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับความนิยม...เป็นที่ศรัทธาของมหาชนทั่วฟ้าเมืองไทย โดยเฉพาะชาวทะเลตะวันออก

    หลวงปู่มีนามเดิมว่า “คร่ำ” นามสกุล “อรัญวงศ์” เกิดเมื่อวันพุธ แรม 10 ค่ำ เดือน 11 ปีระกา ตรงกับวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2440 ที่บ้านวังหว้า ตำบลวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โยมบิดาชื่อนายครวญ อรัญวงศ์ โยมมารดาชื่อ นางต้อย อรัญวงศ์ เป็นบุตรคนโต มีน้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน เป็นชาย 2 หญิง 1 เมื่อครั้งเยาว์วัย อายุได้ 11 ขวบ...บิดานำไปฝากวัดวังหว้าเพื่อรับการศึกษาตามประเพณีนิยมสมัยนั้น กล่าวคือเรียนอักษรสมัยในแบบ ปฐม ก กา และศึกษาหนังสือขอมจนมีความสามารถอ่านเขียนได้เป็นอย่างดี

    อายุครบ 20 ปี ได้อุปสมบท ในวันจันทร์ แรม 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 11 มิถุนายน 2460 ได้รับฉายาว่า “ยโสธโร” แปลว่า ...ผู้ทรงไว้ซึ่งยศ โดยมีพระครูสังฆการบูรพทิศ (ปั้น อินทสโร) เป็นพระอุปัชฌาย์

    “หลวงปู่คร่ำ”...ได้มรณภาพในวันจันทร์ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 1 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 1 ธันวาคม 2540 เวลา 14.20 น. ด้วยอาการสงบ ณ โรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา รวมอายุได้ 100 ปี 41 วัน

    วิชาร่ำเรียนสั่งสม จนได้ชื่อว่าเป็นพระนักปฏิบัติ อีกทั้งยังตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัยจนสอบได้ประโยคนักธรรมโท บวกกับความเพียรพยายามค้นคว้าตำรับตำราวิชาการต่างๆ แล้วก็ได้เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อเล่าเรียนพระกรรมฐานและวิทยาคุณกับหลวงพ่อโต วัดเขาบ่อทอง หรือวัดเขาชากโดน

    หนึ่งในพระอาจารย์ดังในด้านสมถะ วิปัสสนากรรมญาณ มีจิตตานุภาพ วิทยาคมเข้มขลัง เป็นที่เล่าลือกันมากในยุคสมัยนั้น ครั้นเล่าเรียนสำเร็จตาม ความมุ่งหมายใจปรารถนาได้กราบลาอาจารย์ออกจาริกธุดงค์เพื่อทดสอบกำลังใจ ฝึกฝนจิตให้ก้าวหน้า ใช้เวลาอยู่นานพอสมควรก็กลับวัดวังหว้า
    คำสอน “หลวงปู่คร่ำ”...ตราตรึงอยู่ในใจผู้ฝักใฝ่ในธรรม ยึดมั่นถือมั่นในหลักคุณธรรมแห่งความดีงาม ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ท่านได้ปฏิบัติตนเป็นผู้สำรวมในศีลอย่างยิ่งยวด เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเหล่าบรรดาศิษย์หลากหลายสาขาอาชีพ...หลากหลายฐานะ ได้ยึดถือปฏิบัติเป็นตัวอย่าง

    “มนต์ หลวงปู่เฮี้ยน” หนึ่งในเรื่องเล่าลือเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ ย้อนไปราว 24 ปีที่แล้ว ยุคสมัยที่รัฐบาลจะตั้งกระทรวงแรงงานฯขึ้นมาใหม่ จำเป็นต้องมีเจ้ากระทรวง บรรดา ส.ส. ผู้ทรงเกียรติก็ต่างตั้งความหวังที่จะได้เป็นเจ้ากระทรวงใหม่นี้กันสักครั้ง ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศรายชื่อไม่กี่วัน นายเสริมศักดิ์ การุณ ส.ส.ระยอง กับ นายไพฑูรย์ แก้วทอง ส.ส.พิจิตร ก็ได้พากันไปกราบหลวงปู่คร่ำ ให้....หลวงปู่ฯเจิมหน้าผาก รดน้ำมนต์ เป่ากระหม่อม หลังจากนั้น...ไม่กี่วัน หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ไทยรัฐก็พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งเลยว่า “มนต์หลวงปู่เฮี้ยน...” ปรากฏว่า ส.ส.ทั้งสองท่านได้เป็นรัฐมนตรี

    อีกเรื่อง...ครั้งหนึ่งในการแต่งตั้งอธิบดีกรมตำรวจ มรสุมชีวิต พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ รุมเร้า ก็ได้ไปรดน้ำมนต์ เป่ากระหม่อมเช่นกัน ปรากฏว่า...เมื่อผลการแต่งตั้งออกมาได้ตำแหน่งมาจริงๆอย่างไม่น่าเชื่อ “มนต์หลวงปู่เฮี้ยน...” ก็ยิ่งเฮี้ยนเข้าไปใหญ่ ตอกย้ำบารมี ความศรัทธายิ่งนัก

    ใครๆต่างก็รู้กันว่าหลวงปู่คร่ำ...เป็นพระที่มีจิตใจเมตตาแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคกระดูกเรื้อรัง ท่านจะใช้น้ำมันมนต์รักษา...คนที่ขา แขน กระดูกส่วนอื่นหัก ต่อให้หายมาแล้วมากมาย

    หลวงปู่คร่ำเป็นพระสงฆ์ร่วมยุคพระอาจารย์ทิม ธัมมธโร วัดช้างให้, หลวงปู่ศรีจันทร์ วัดเลยหลง จ.เลย, หลวงปู่ม่น วัดเนินตามาก อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี, หลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรีเจริญสุข, หลวงพ่อ แพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี, หลวงพ่อเกษม เขมโก จ.ลำปาง, หลวงปู่จู วัดเขียนเขต จ.ปทุมธานี

    เกจิเชี่ยวชาญวิทยาคม วัตถุมงคลที่โด่งดัง ได้รับความนิยม อาทิ ผ้ายันต์พัดโบก ผ้ายันต์แม่ทัพ น้ำมันนเรศวรออกศึก น้ำมันจอมพล ตะกรุด เหรียญ พระเครื่องรุ่นต่างๆ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนผสมเกศาหลวงปู่คร่ำ ปี ๒๕๓๖ ชุด ๒ องค์ เกศาหลวงปู่ มีให้ เห็น ในเนื้อ องค์พระ ชัดเจน

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260109_151635.jpg IMG_20260109_151705.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...