ขุนแผนเนื้อดินเกาะยอเสกวัดพระแก้วพิธีมหาจักรพรรดิ์

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,936
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1767529222218.jpg
    ในบรรดาพระสงฆ์เมืองปราจีนบุรีที่เป็นศิษย์สืบทอดพุทธาคมของท่านพระครูปราจีนมุนี หรือหลวงพ่อทอง วัดหลวงปรีชากุล เกจิคณาจารย์เรืองวิทยาคุณในยุคก่อนปีพ.ศ.2460 ซึ่งมีชื่อเสียงและตำแหน่งทางการปกรองคณะสงฆ์มีอยู่ด้วยกัน 3 รูป คือ

    ๑.พระครูสิทธิสารคุณ (หลวงพ่อจาด) วัดบางกระเบา เจ้าคณะอำเภอบ้านสร้าง เกจิดังยุคสงครามอินโดจีน,
    ๒. พระวิสุทธิธรรมาจารย์ (หลวงพ่อทรัพย์) วัดใหม่กรงทอง เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี ผู้ให้กำเนิดสำนักเรียนบาลีแห่งแรกของ จ.ปราจีนบุรี
    ๓.และสุดท้ายคือ พระครูสีลวิสุทธาจารย์ (หลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ) วัดสง่างาม เจ้าคณะตำบลบางบริบูรณ์

    ทั้ง 3 ท่านนี้เป็นสุดยอดเกจิดัง-ขลัง-ดี ที่มีวิชาอาคมเป็นเลิศ และเป็นผู้สร้างพระเครื่องที่มากด้วยพุทธคุณไม่แพ้กัน

    ประวัติหลวงพ่อทรัพย์วัดใหม่กรุงทอง หรือ พระวิสุทธิธรรมาจารย์(ทรัพย์ สีลวิสุทโธ)
    หลวงพ่อทรัพย์ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ 2430 ณ ที่บ้านหนองกระทุ่ม ตำบลศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมหาโพธิจังหวัดปราจีนบุรี โยมบิดาชื่อ แย้ม โยนมารดาชื่ออ้น เมื่อหลวงพ่อทรัพย์อายุครบ 20 ปี ก็ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดใหม่กรุงทอง ตรงกับปี2450 มี พระครูปราจีนมุนี(ทอง)วัดหลวงปรีชากุล เป็นพระอุปั่ชฌาย์พระครูบุญ อินทสุสณโณ วัดใหม่กรุงทอง กับ พระวินัยธรรมนาค วัดหลวงปรีชากุล อำเภอเมืองปราจีนบุรี เป็นคู่พระกรรมวาจาจารย์ และ หลวงพ่อทรัพย์ก็ได้มรณภาพ ณ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2514 เวลา15.15 คำนวณอายุได้84 ปี โดยปี พรรษาที่63 คลองวัดอยู่ได้ 22 ปี ได้รับพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2516 ครับ ประวัติแบบคร่าวๆหลวงพ่อทรัพย์ครับ ถ้าข้อมูลตรงไหนตกหล่นกราบขออภัยพี่ๆทุกท่านด้วยนะครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    เหรียญรุ่นสุดท้ายหลวงพ่อทรัพย์วัดใหม่กรงทองปราจีนบุรี

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260104_192252.jpg IMG_20260104_192326.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,936
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1767518465137.jpg FB_IMG_1767518452082.jpg

    เหรียญพระไตรยภพ บรมโพธิสัตว์เจ้า มารสยบ พ.ศ.๒๕๒๘ สร้างและปลุกเสกโดยอาจารย์บุญเพ็ญ แขวัฒนะ ฆราวาสผู้ทรงคุณอันวิเศษ เหรียญรุ่นนี้เน้นไปทางด้านปราบทุกข์เข็ญ ปราบศัตรูผู้คิดร้าย เป็นไปตามชื่อรุ่น “มารสยบ”

    อาจารย์บุญเพ็ญ แขวัฒนะ เกิดเมื่อ ๑๔ มิถุนายน ๒๔๗๗ ที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ครับ ท่านเป็นบุตรแฝดคนสุดท้องของคุณพ่อสิน-คุณแม่แดง แขวัฒนะ
    อาจารย์บุญเพ็ญ เริ่มรับราชการที่กรมตำรวจเมื่อ ๓ มกราคม ๒๕๐๔ ตำแหน่งสุดท้ายได้รับพระราชทานยศเป็น พ.ต.อ.(พิเศษ) ตำแหน่ง รอง ผบก.(กอ.รมน.) กพ. ทำหน้าที่นายตำรวจปฏิบัติราชการพิเศษ กอ.รมน. ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๑ ท่านได้เริ่มบุกเบิกสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ที่บ้านลาดหญ้า ฝั่งธนบุรี โดยท่านได้รักษาคนเจ็บไข้และทุกข์ร้อนสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง ยกเว้นวันพระ
    ในปี ๒๕๑๙ ท่านได้ปิดสำนัก และมาเปิดใหม่ที่ลาดพร้าวและที่บ้านถนนวิภาวดีรังสิต

    ลูกศิษย์รุ่นเก่า (ไม่ประสงค์ออกนาม) ได้เล่าให้ผมฟังว่า นอกจากอาจารย์บุญเพ็ญจะรักษาโรคให้หายได้อย่างอัศจรรย์ใจแล้ว ท่านยังสามารถติดต่อและทำพิธีเชิญเจ้ากรรมนายเวร ให้เข้ามารับการขอขมาและขออโหสิกรรมในอดีตกาลได้อีกด้วย แกว่ามีลูกศิษย์ของอาจารย์บุญเพ็ญหลายท่านที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยพิธีกรรมดังกล่าวข้างต้น แกว่าบางคนได้เป็นใหญ่เป็นโตในประเทศ เอ่ยชื่อไปรับรองต้องร้องเสียงหลง และแม้กระทั่ง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมท ก็ยังให้ความเคารพนับถือในตัวของท่าน

    อาจารย์บุญเพ็ญถึงแก่กรรมเมื่อ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๒ ณ โรงพยาบาลสมิติเวช สิริรวมอายุได้ ๕๕ ปี ตรงตามที่ท่านเคยบอกกับกลุ่มลูกศิษย์ของท่านเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่าท่านจะไปเมื่ออายุ ๕๕ ปี

    ในส่วนวัตถุมงคลของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรมนั้น ต้องบอกว่าทุกครั้งที่สร้างจะมีการกำหนดและมีการประกอบพิธีกรรมที่ลึกล้ำและยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ความรู้ที่ดูและเห็นด้วยตา อย่างการกำหนดฤกษ์ (ตามภาพประกอบ) หรือจะเป็นเรื่องเหนือโลก อย่างการเปิดตาที่สามเพื่อติดต่อหรืออัญเชิญ ล้วนมีส่วนส่งเสริมให้พุทธคุณของเหรียญแต่ละรุ่นโดดเด่นและแตกต่างกันอย่างชัดเจน ประมาณว่าเลือกแขวน เลือกใช้ได้ตามสถานการณ์เลยครับ

    ปัจจุบัน “เหรียญองค์ประธานแห่งไตรภพ ปี ๒๕๑๓” ซึ่งเป็นเหรียญรุ่นแรกของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ถูกจัดเป็นของหายากและได้รับความนิยมค่อนข้างสูงมากครับ

    เหรียญมารสยบ ถ้ำพระโพธิสัตว์
    หนึ่งในตำนานฆราวาส
    อาจารย์ พันตำรวจเอก( พิเศษ)
    บุญเพ็ญ แขวัฒนา
    สื่อญาณ พระพรหม ช่วยเหลือ คนมานักต่อนัก
    พระพรหม มา แล้ว เสด็จมา ยก หนุน ดวงชะตาไม่ให้ตกต่ำ ดวงดีแล้วจะ ร่ำรวย ดวงชะตาโดดเด่น เกิด ตบะเดชะ มหาอำนาจ บารมี พ้นปัญหาอุปสรรค มากีดกั้นขัดขวาง
    โบราณว่า “ คนลิขิต ไม่เท่าฟ้าลิขิต ” พลังฟ้าประทาน อยู่ในองค์ พระพรหม อมตมหาเทพ...องค์นี้ พระพรหม โบราณย้ำ นักหนาว่า ใครใช้ จะได้พรอันประเสริฐ ลิขิตดวงชะตา ลิขิตอำนาจ วาสนา พาไปเจอแต่สิ่งดีๆ
    พระพรหม...เอาไว้เสริมดวง เสริมหน้าที่ การงาน เอาไว้กันไว้แก้ดวงตก ไว้ยกดวงแตก ดวงไม่ดี ดวงชง ทำมาหากินไม่เจริญก้าวหน้า
    เหรียญพระพรหม นี้ ที่ อ.บุญเพ็ญ แขวัฒนา ทำพิธี อัญเชิญมา เพื่อสงเคราะห์ ดวงชะตา ยก หนุน ค้ำจุน ดวงชะตาให้ ดีเลิศประเสริฐศรี เมื่อดวงดีแล้ว ทำอะไรก็สำเร็จ จับอะไรก็สมหวัง มีแต่ เกิด สิริมงคล เพิ่มทรัพย์สมบัติ ยศ อำนาจ
    พระพรหม จะช่วย ตัดกรรมหนักที่มาลิดรอนให้ลดทอนอำนาจลงไปก่อน ให้ผู้บูชา ได้ทำบุญ ทำกุศลก่อน ได้เสวยผลแห่งบุญ ทานที่ทำไว้ก่อน เมื่อกรรมไม่มารอน ได้เสวยบุญทาน ที่ทำที่สร้าง ย่อมเป็นมานะให้ สร้างบุญดี กรรมดี ต่อไป กรรมเก่าที่จะมา ก็ไม่มีทางจะซ้ำ ไม่มีช่องจะโผล่ให้ผล
    แต่พระพรหม จะช่วยยก
    ดวงศิษย์ที่แตก ที่ตก ให้ขึ้นมาอยู่เหนือคนอื่นดุจยืนอยู่บนแผ่นดินที่ทับถม สูงกว่าเขา
    ท้าวมหาพรหมธาดาวิมเหศวร ท่าน
    อ.บุญเพ็ญ แขวัฒนา ชุด พระพรหม , สยบมาร สำเร็จ สมปรารถนา ท่าน อ.บุญเพ็ญ แขวัฒนา ฆราวาสสายเทพ สำเร็จวิชาพรหมศาสตร์ รักษาโรค รู้กรรม คลายทุกข์ อาจารย์ของ เหล่า ไฮโซ นักการเมือง คนดัง สมัยนั้น ขลังจริงไม่อิงนิยาย
    พันตำรวจเอก (พิเศษ) บุญเพ็ญ แขวัฒนะ
    ผู้เพ่งเสียงค่ำครวญ จากสรรพสัตว์
    สำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม
    (ตอนที่ ๑)
    อาจารย์บุญเพ็ญ แขวัฒนะ
    เป็นอาจารย์ฆราวาส
    ร่วมยุคสมัยเดียว กับ อาจารย์ชุม ไชยคีรี,
    อาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิ ฯลฯ
    สมัยที่อาจารย์ยังมีชีวิต ท่านได้รับคำยกย่องและความเชื่อถือในเรื่องของ
    คุณธรรมและ ความมหัศจรรย์ทางจิต
    ในส่วนคำสอน อาจารย์บุญเพ็ญได้เน้นปฏิบัติจนตกผลึกออกมาเป็นบทความทางศาสนาหลายต่อหลายเรื่อง อย่างเช่น การปฏิบัติอานาปานสติสมาธิ,คุณค่าชองสติ ฯลฯ
    ในด้านความมหัศจรรย์ของจิต ท่านสามารถรักษาโรค,รักษาคุณไสย ร่วมไปถึงการหยั่งรู้อดีต อนาคต ความเป็นไปต่างๆ ตลอดจนการเปิดตาทิพย์หรือตาที่สามให้กับสานุศิษย์ผู้นับถือใช้ติดต่อกับวิญญาณไปจนถึงพวกเทพพวกพรหมครับ
    เรื่องราวความสามารถเฉพาะตัวของ
    อาจารย์บุญเพ็ญ ข้างต้น ทำให้มีผู้คนมากมายต่างตรงเข้าไปปฏิบัติธรรม และขอความช่วยเหลือจากท่านครับ
    พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (ยศในสมัยนั้น) ได้เขียนบันทึกเรื่องราวของตัว ท่านกับ
    อาจารย์บุญเพ็ญ
    ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมว่า
    บทความของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ อันนี้ถือเป็นการบอกเล่าตัวตนของอาจารย์บุญเพ็ญ
    และบริบทในสมัยนั้นได้ดีมาก
    บทความนี้อาจจะยาว แต่เชื่อเถอะครับ ว่าประโยชน์มีกับท่านที่สนใจแน่นอน
    เรื่องมีอยู่ว่า
    ผม (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์) ได้รู้จักกับ
    อาจารย์บุญเพ็ญมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
    นับตั้งแต่วันที่รู้จักก็ได้มีความเคารพนับถือรักใคร่ในตัวอาจารย์บุญเพ็ญ ตลอดมา
    มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่เขาเคารพนับถืออาจารย์บุญเพ็ญ เอามากๆ เพราะเขาเห็นว่า
    "อาจารย์บุญเพ็ญเป็นผู้วิเศษสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ แสดงอิทธิ ปาฏิหาริย์ต่างๆ อีกได้มาก"
    คนที่นับถืออาจารย์บุญเพ็ญ เช่นนี้มิใช่เพียงคนสองคน แต่จะมีเป็นจำนวนร้อยหรือพันอย่างไร
    ผมก็คะเนไม่ถูก ทราบได้แต่ว่ามากเหลือเกิน
    คนที่นับถืออาจารย์บุญเพ็ญ
    ในแบบนี้ เวลาพบกับอาจารย์บุญเพ็ญ
    ก็มักจะลงหมอบกราบ และหมอบคลานเหมือน
    อยู่กับพระภิกษุผู้เป็นพระอาจารย์
    หรือต่อหน้าเจ้านายที่เขาเคารพนับถือ
    ผมเอง (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์) รู้จักอาจารย์บุญเพ็ญ
    ด้วยเหตุที่ธรรมดาสามัญ ไม่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ หรือมิได้ตั้งใจที่จะไปขอให้
    อาจารย์บุญเพ็ญแสดงอิทธิ ปาฏิหาริย์เพื่อรักษาโรคให้ผม หรือเพื่อเหตุอื่นใดก็ดีแต่อย่างใดทั้งสิ้น เป็นการพบปะระหว่างคนสองคนที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อกัน มีความหวังดีเจตนาดีต่อกันเป็นอย่างยิ่ง
    คึกฤทธิ์ ปราโมทย์
    ของมงคลคู่คนมีบุญ

    ....
    ....

    ศิษย์กวง
    26 ธันวาคม 2019 ·
    พันตำรวจเอก (พิเศษ) บุญเพ็ญ แขวัฒนะ
    สำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม
    (ตอนจบ-ผู้เพ่งเสียงคร่ำครวญมวลสรรพสัตว์)
    ต่อหน้าลูกศิษย์และคนที่นับถืออีกเป็นจำนวนมากมายหลายร้อยคนนั้น อาจารย์บุญเพ็ญจะแสดงตัวหรือแสดงกิริยาท่าทางอย่างไรผมไม่ทราบ เพราะไม่เคยเห็น
    เรื่องด้วยวันที่อาจารย์บุญเพ็ญกำหนดให้มีคนเข้าไปหาเพื่อแก้โรคหรือทุกข์ร้อนให้ได้นั้นเป็นวันที่ผมไม่เคยไปพบกับอาจารย์บุญเพ็ญสักครั้ง ผมไปพบแต่เมื่ออาจารย์บุญเพ็ญว่างการงานในทางนี้ได้อยู่อย่างสบายใจ จึงจะไปคุยกันด้วยความสบายใจทั้งสองฝ่าย
    สิ่งที่ผมรักและนับถืออาจารย์บุญเพ็ญมากก็คือความบริสุทธิ์ในวาจาและความคิดเห็น อาจารย์บุญเพ็ญเป็นคนง่ายไม่มีเรื่องลึกลับซับซ้อนอะไรทั้งสิ้น จะพูดจากับอาจารย์บุญเพ็ญไม่ต้องระแวงว่าอาจารย์บุญเพ็ญจะโกหกหรือมีความหมายอย่างอื่นใดเกินไปกว่าที่พูด และก็สบายใจอีกอย่างหนึ่งที่ตัวผมเองไม่ต้องแม้แต่คิดว่า จะต้องโกหกอาจารย์บุญเพ็ญด้วยเรื่องใดๆ เป็นอันว่าพบกันครั้งใดคุยกันครั้งใด ก็คุยกันด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่องในใจทั้งสองฝ่าย
    คนที่มีฤทธิ์อำนาจมาก มีคนนับถือมากมายอย่างอาจารย์บุญเพ็ญนั้น ท่าทางกิริยาก็จะต้องเปลี่ยนไปบ้างให้ผิดจากคนธรรมดาหรือไม่เหมือนธรรมดา แต่อาการเช่นนี้ไม่มีในตัวอาจารย์บุญเพ็ญเลย
    อาจารย์บุญเพ็ญเป็นคนที่มีการศึกษาแผนปัจจุบัน เพราะเคยไปร่ำเรียนอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียถึงสิบปี เวลาจะพูดอะไรกับผม อาจารย์บุญเพ็ญก็เป็นคนอย่างนั้นมิได้มีสิ่งอื่นเข้ามาแทรกแซงทำให้ผิดปกติไป ที่สำคัญก็คือเวลาผมไปคุยกับอาจารย์บุญเพ็ญนั้น ผมสามารถที่จะพูดจาได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องปิดบังเคลือบแฝงหรือเสแสร้งทำให้ตัวผมเองกลายเป็นคนอื่นไป
    ด้วยเหตุนี้ผม (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์) จึงมีแต่ความสบายใจทุกครั้งที่ได้พบกับอาจารย์บุญเพ็ญ
    พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช✍️
    อาจารย์บุญเพ็ญ เกิดเมื่อ ๑๔ มิถุนายน ๒๔๗๗ ที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ครับ ท่านเป็นบุตรแฝดคนสุดท้องของคุณพ่อสิน-คุณแม่แดง แขวัฒนะ
    อาจารย์บุญเพ็ญ เริ่มรับราชการที่กรมตำรวจเมื่อ ๓ มกราคม ๒๕๐๔ ตำแหน่งสุดท้ายได้รับพระราชทานยศเป็น พ.ต.อ.(พิเศษ) ตำแหน่ง รอง ผบก.(กอ.รมน.) กพ. ทำหน้าที่นายตำรวจปฏิบัติราชการพิเศษ กอ.รมน.
    ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๑ ท่านได้เริ่มบุกเบิกสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ที่บ้านลาดหญ้า ฝั่งธนบุรี โดยท่านได้รักษาคนเจ็บไข้และทุกข์ร้อนสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง ยกเว้นวันพระ
    ในปี ๒๕๑๙ ท่านได้ปิดสำนักและมาเปิดใหม่ที่ลาดพร้าวและที่บ้านถนนวิภาวดีรังสิต
    ลูกศิษย์รุ่นเก่า (ไม่ประสงค์ออกนาม) ได้เล่าให้ผมฟังว่า นอกจากอาจารย์บุญเพ็ญจะรักษาโรคให้หายได้อย่างอัศจรรย์ใจแล้ว ท่านยังสามารถติดต่อและทำพิธีเชิญเจ้ากรรมนายเวร ให้เข้ามารับการขอขมาและขออโหสิกรรมในอดีตกาลได้อีกด้วย
    แกว่ามีลูกศิษย์ของอาจารย์บุญเพ็ญหลายท่านที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยพิธีกรรมดังกล่าวข้างต้น แกว่าบางคนได้เป็นใหญ่เป็นโตในประเทศ เอ่ยชื่อไปรับรองต้องร้องเสียงหลง
    อาจารย์บุญเพ็ญถึงแก่กรรมเมื่อ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๒ ณ โรงพยา
    บาลสมิติเวช สิริรวมอายุได้ ๕๕ ปี ตรงตามที่ท่านเคยบอกกับกลุ่มลูกศิษย์ของท่านเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่าท่านจะไปเมื่ออายุ ๕๕ ปี
    ในส่วนวัตถุมงคลของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรมนั้น ต้องบอกว่าทุกครั้งที่สร้างจะมีการกำหนดและมีการประกอบพิธีกรรมที่ลึกล้ำและยอดเยี่ยม
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ความรู้ที่ดูและเห็นด้วยตา อย่างการกำหนดฤกษ์ (ตามภาพประกอบ) หรือจะเป็นเรื่องเหนือโลก อย่างการเปิดตาที่สามเพื่อติดต่อหรืออัญเชิญ ล้วนมีส่วนส่งเสริมให้พุทธคุณของเหรียญแต่ละรุ่นโดดเด่นและแตกต่างกันอย่างชัดเจน ประมาณว่าเลือกแขวน เลือกใช้ได้ตามสถานการณ์เลยครับ
    ปัจจุบัน “เหรียญองค์ประธานแห่งไตรภพ ปี ๒๕๑๓” (ตามภาพประกอบ) ซึ่งเป็นเหรียญรุ่นแรกของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ถูกจัดและได้รับความนิยมค่อนข้างสูง
    ผมถามคุณลุงคู่สนทนาว่า “คิดถึงท่านอาจารย์ไหม” แกว่าคิดถึง ทุกวันนี้ยามว่างไม่มีคนกวนใจแกก็จะนึกทบทวนธรรมะที่อาจารย์บุญเพ็ญได้เคยสอน
    แกว่านำมาไตร่ตรองแล้วใช้ประโยชน์ได้ทั้งในทางโลกและทางธรรมจริงๆ เช่น
    “การปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรมนั้น ต้องศึกษาในสัจธรรมอันถูกต้อง คือเชื่อในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและต้องนำมาปฏิบัติด้วย
    ถ้าไม่ยอมปฏิบัติ คิดนอกลู่นอกทาง เชื่อในทรงเจ้าเข้าผี การนับถือแบบนั้น เรียกว่านับถือแต่ปาก ใจไม่ได้นับถืออะไรเลย”

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 320 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ


    IMG_20260104_162340.jpg IMG_20260104_162400.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 มกราคม 2026 at 21:49
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,936
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1767530694014.jpg
    หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ สาแหรกธรรมหลวงปู่มั่น
    คอลัมน์ มงคลข่าวสด

    นับแต่หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี อดีตมหาเถระชื่อดังแห่งวัดหินหมากเป้ง หลักใจชาวหนองคาย ละสังขารแล้ว
    พระสุธรรมคณาจารย์ หรือหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัดอรัญญบรรพต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ก็เป็นหลักชัย สืบทอดมรดกธรรมแทนหลวงปู่เทสก์ จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวหนองคายมาจนถึงปัจจุบัน
    ด้วยท่านเป็นหนึ่งในศิษย์เอกผู้ใกล้ชิดหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เคยได้อยู่รับใช้ปฏิบัติและมีโอกาสศึกษาธรรมะ
    "หลวงปู่เหรียญ" เกิดในสกุล ใจขาน เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2455 ตรงกับวันพุธ ขึ้น 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด สถานที่เกิด ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงไหม่ จ.หนองคาย

    เป็นบุตรคนที่ 2 ในบรรดาพี่น้อง 7 คน ของนายผาและนางพิมพา ประกอบอาชีพกสิกรรม ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ชีวิตครอบครัว พี่น้องทุกคนเสียชีวิตตั้งแต่เด็ก ส่วนโยมมารดาถึงแก่กรรม เมื่อท่านมีอายุ 10 ขวบ

    ภายหลังบิดามีภรรยาใหม่ ท่านจึงไปอาศัยอยู่กับยาย ก่อนกลับมาอยู่กับบิดาอีกครั้ง เมื่ออายุ 13 ปี

    ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ เคยมีความคิดจะแต่งงานมีครอบครัวเหมือนปุถุชนทั่วไป แต่คิดปลงตกในชีวิตที่มีแต่ความวุ่นวาย มีทุกข์มีสุขวนเวียนไม่รู้จบสิ้น เห็นว่ามีหนทางเดียวเท่านั้นที่จะหลุดพ้นทุกข์ คือ การออกบวช

    เมื่อศรัทธาแห่งการออกบวชแรงกล้า จึงขอบิดาเข้าวัด บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ 15 วัน ก่อนเข้าอุปสมบท ที่วัดบ้านหงษ์ทอง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย เมื่อเดือนมกราคม 2475

    สังกัดมหานิกาย โดยมีพระครูวาปีดิฐวัตร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์พรหม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ก่อนกลับมาจำพรรษาอยู่วัดโพธิ์ชัย บ้านหม้อ ระยะหนึ่งไปจำพรรษาที่วัดศรีสุมัง อ.เมือง จ.หนองคาย เข้าศึกษาด้านพระปริยัติธรรม จนสอบได้นักธรรมตรี

    ระยะแรกหลวงปู่เหรียญ เริ่มศึกษาพระกรรมฐาน ได้รับเมตตาจากพระอาจารย์บุญจันทร์ เป็นผู้สอนภาวนาพุทโธ และพระอาจารย์กู่ ธัมมทินโน เป็นครูฝึกสอนการปฏิบัติธรรม

    ต่อมา พระอาจารย์กู่ได้พาท่านออกธุดงค์ไป จ.อุดรธานี และสวดญัตติเป็นธรรมยุต เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2476 ที่วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี

    โดยมีเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูประสาทคณานุกิจ เป็นพระกรรมวาจาจารย์

    จากนั้นออกธุดงค์ไปสถานที่ต่างๆ หลายจังหวัดภาคอีสาน ก่อนขึ้นไปทางเหนือและเข้าฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น มุ่งบำเพ็ญเพียรและเข้าจำพรรษาในหลายที่

    พรรษา 1-5 อยู่ใน จ.อุดรธานี และ จ.หนองคาย ช่วงพรรษาที่ 6-14 ขึ้นไป จำพรรษาอยู่ใน จ.เชียงใหม่ วัดสันต้นเปาและสำนักสงฆ์ใน อ.สันกำแพง พรรษาที่ 15-18 อยู่ที่ อ.เถิน จ.ลำปาง พรรษาที่ 19-22 ล่องลงใต้เข้าจำพรรษาที่สำนักสงฆ์ จ.พังงา ก่อนย้ายไปอยู่วัดอรัญญบรรพต ตั้งแต่ปีพ.ศ.2502 จนถึงปัจจุบัน

    ทั้งนี้ ในบางโอกาสท่านจะมาพำนักอยู่ที่สำนักสงฆ์ในวังสวนจิตรลดา กรุงเทพฯ

    กาลต่อมา หลวงปู่เหรียญได้เป็นเจ้าอาวาสวัดอรัญญบรรพต ซึ่งในอดีตวัดแห่งนี้ ยังขาดความพร้อมในหลายด้าน แต่บรรยากาศทั้งภายในและภายนอกวัดสงบเหมาะสมสำหรับการวิปัสสนากรรมฐาน โดยสมัยที่หลวงปู่มาอยู่ใหม่ๆ มีเพียงกุฏิเล็กมุงหญ้าคาพอหลบฝนได้เท่านั้น

    แต่กว่า 40 ปีที่หลวงปู่เหรียญได้ปกครองดูแลวัดอรัญญบรรพต พยายามคงสภาพของความเป็นวัดป่าไว้มากที่สุด โดยสร้างเสริมสิ่งก่อสร้างเท่าที่จำเป็นแก่การประกอบศาสนกิจ

    หลวงปู่เหรียญ เป็นพระกัมมัฏฐาน ถือธุดงควัตร ฉันสำรวมในบาตรมื้อเดียว ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งในพระธรรมวินัยยิ่ง รับกิจนิมนต์สอนปฏิบัติธรรมสมาธิและเทศนาธรรมแก่ศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ เดินทางไปมาจากหนองคายและกรุงเทพฯ เป็นประจำ

    แม้หลวงปู่จะมีฐานะทางการปกครองสงฆ์เป็นเจ้าคณะอำเภอศรีเชียงใหม่-สังคม ฝ่ายธรรมยุต และเป็นพระเถระอาวุโสแห่งเมืองหนองคาย แต่ท่านยังคงยึดแนวทางการครองตนตามแบบฉบับพระป่าในสายอีสานไว้อย่างเคร่งครัด

    ด้วยการฝึกฝนอบรมจากหลวงปู่มั่น ปฏิปทาการปฏิบัติธรรมของหลวงปู่เหรียญจึงงดงามหมดจด อุทิศตนให้แก่พระพุทธศาสนา

    ทุกวันที่ 8 มกราคม คณะศิษยานุศิษย์จะร่วมกันจัดงานบุญใหญ่ที่วัดอรัญญบรรพต เพื่อสรงน้ำรับพร เป็นการแสดงกตัญญุตาคุณแด่หลวงปู่เหรียญ เป็นประจำเสมอมา ซึ่งจัดให้มีงานทำบุญ 2-3 วัน ประมาณ 7-8-9 ม.ค.ของทุกปี โดยบางปีขยับเลื่อนวันให้ตรงกับเสาร์อาทิตย์ เพื่อสะดวกในการเดินทางไปร่วมงานของศิษย์

    ใบหน้าหลวงปู่จะมีรอยยิ้มให้เห็นอยู่เสมอ ไม่เคยแสดงอากัปกิริยาเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าในการสนองศรัทธาญาติโยม

    ประสบการณ์ทางธรรมที่หลวงปู่สั่งสมมา ล้วนถูกถ่ายทอดสู่บรรดาศิษย์ให้ประพฤติปฏิบัติตาม เพื่อหนทางแห่งมรรคผลนิพพาน ด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

    คำสอนและธรรมะของท่านเน้นให้พยายามควบคุมจิต อย่าให้หลงไปในอารมณ์ที่คิด นึก มาแต่ก่อน

    "ชีวิตนี้จะอยู่เฉพาะลมหายใจเข้า หายใจออก อยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น ให้กำหนดจำกัดลง อนาคตยังไม่ได้ไปถึง มันก็ยังไปไม่ถึง ไม่ต้องไปคำนึงหา การงานอะไรที่ทำล่วงมาแล้ว ผิดหรือถูกมันได้ล่วงมาแล้ว ไม่ต้องไปคำนึงหา"

    "เราต้องกำหนดรู้เฉพาะปัจจุบันเท่านั้น คือ การทำสมาธิ สำคัญอยู่ที่สติ ขอให้ได้จดจำเอาไว้ให้ดี สติแปลว่าความระลึกได้ คือระลึกเข้าไปในจิต อย่าให้มันระลึกเฉไปทางอื่น จิตที่ตั้งมั่นอยู่ไม่ได้เพราะมันขาดสติ หากสติไม่ได้เข้าไปควบคุมอยู่ใกล้ชิด สตินั้น จะระลึกออกไปทางอื่น ห่างออกไปจากจิต"

    ขอให้สติมันเข้มแข็งเสียอย่างเดียว หายใจเข้ากำหนดรู้ หายใจออกกำหนดรู้ อยู่ในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าสอนให้กำหนดลมหายใจเข้าออก เพ่งกำหนดรู้แต่ลมหายใจเข้าออก ความคิดฟุ้งซ่านต่างๆ มันจะค่อยเบาไปๆ หมดไปโดยลำดับ

    เพราะจิตไม่ส่งเสริม จิตมาคอยจ้องอยู่เฉพาะลมหายใจ แต่จิตไม่ส่งเสริมความคิดเสียแล้ว ทีนี้จะคิดดีคิดชั่วอย่างไร ในขณะปล่อยทิ้งไม่ใช่เวลาคิด เวลาสงบ เวลาเพ่ง เวลากำหนดรู้ ไม่ใช่เวลาคิด ให้มีสติเตือนจิตอย่างนี้เสมอไป จิตเมื่อถูกสติเตือนเข้าบ่อยๆ มันรู้ตัว รู้ตัวแล้วมันคลาย มันปล่อยวางอารมณ์ไม่ส่งเสริม ไม่คิดไม่ปรุงไปอีก

    "เรื่องสมาธินี่ สำคัญมากทีเดียว เรื่องปัญหานั้นมันเกิดจากสมาธิ ดังนั้น เมื่อเราไม่สามารถจะทำสมาธิให้บังเกิดได้ ปัญญามันก็เกิดไม่ได้ ปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาที่เกิดจากสมาธิ ปัญญาที่เกิดจากสมาธินี้เป็นปัญญาที่รู้แจ้งในธาตุสี่ ขันธ์ห้า ในนามในรูปไม่ปรารถนารู้อย่างอื่น"

    กล่าวกันในหมู่ศิษย์ว่า หลวงปู่มักปรารภถึงความปรารถนาสูงสุด คือ อยากให้ประชาชนมีความสามัคคี คณะสงฆ์ไม่ว่าจะสังกัดใด ลัทธิมหายาน-เถรวาท หรือมหานิกาย-ธรรมยุต ขอให้มีความสามัคคีเข้าไว้ ร่วมมือร่วมใจกันเผยแผ่งานพระพุทธศาสนา สร้างสันติสุขให้บังเกิดแก่โลก

    วันที่ 5 มิถุนายน 2548 ถือเป็นวาระแห่งความสูญเสียของชาวพุทธศาสนิกหนองคายและชาวไทยทั่วประเทศ
    เมื่อหลวงปู่เหรียญได้ละสังขารลงด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุ 93 ปี 73 พรรษา
    สร้างความอาลัยให้กับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาเป็นอย่างยิ่ง

    ...................................................................

    หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2548 ปีที่ 15 ฉบับที่ 5309

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จรุ่นแรกหลวงปู่เหรียญ ตามข้อมูล บอกว่าปี๒๕๒๒

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260104_195401.jpg IMG_20260104_195428.jpg
     
  4. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,416
    ค่าพลัง:
    +7,573
    ขอจองครับ
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,936
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1767537858069.jpg FB_IMG_1767537865174.jpg
    พระสมเด็จหลังพระพุทธบาทสี่รอยเนื้อสีชานหมาก วัดพระพุทธบาทสี่รอย อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ หลวงปู่สิม วัดถ้ำผาปล่อง เมตตาอธิษฐานจิต

    พระเดชพระคุณหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พระอริยเจ้าผู้ทุ่มเทชีวิตจิตใจในเพศพรหมจรรย์ บากบั่นดำเนินตามรอยพระบูรพาจารย์ อุปนิสัยละมุนละไม มีเมตตาเป็นสาธารณะ ใจเด็ด มุ่งหวังเพียงความพ้นทุกข์ ได้รับคำชมจากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ว่า "เป็นดอกบัวที่ยังตูมอยู่ เบ่งบานเมื่อใดจะหอมกวาหมู่"

    ท่านเที่ยวธุดงค์ไปตามป่าเขาและยอดดอยทั่วทุกภาค ขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ท่านจะเที่ยวเข้ามาวนเวียนฟังธรรมภาคปฏิบัติอยู่เสมอ เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นท่องเที่ยวธุดงค์ไปทางภาคเหนือ ท่านก็จะติดตามไปอาศัยอยู่ในรัศมีธรรมของท่านพระอาจารย์มั่นเสมอมา

    ท่านชอบอยู่ตามท้องถ้ำและภูเขาสูงตราบจนวัยชรา เก่งมนการพิจารณาอสุภะกรรมฐาน ท่านสามารถอรรถาธิบายในกายคตาสติกรรมฐานพิจารณากระดูก ๓๐๐ ท่อนได้อย่างพิสดาร ท่านถือเคร่งใน "โสสานิกังคธุดงค์" คือ ธุดงค์ข้อ ๑๑ ว่าด้วย การเข้าไปเยี่ยมและอยู่ในป่าช้า พิจารณาซากศพเป็นวัตร ท่านเป็นผู้มีใจหนักแน่นมั่นคงไม่หวั่นไหว ในโลกธรรมทั้งหลาย

    ท่านเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒ ตรงกับวันศุกร์ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีระกา เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. ที่บ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เป็นบุตรของนายสาน และนางสิงห์คำ วงศ์เข็มมา

    ในคืนที่ท่านมาปฏิสนธิ มารดานิมิตเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่งเหาะมาจากท้องฟ้ามีรัศมีในกายเปล่งประกายแลดูเย็นตาเย็นใจ เหาะลงสู่กระต๊อบกลางทุ่งนา ด้วยนิมิตดังกล่าวนายสานผู้เป็นบิดาจึงได้ตั้งชื่อลูกชายว่า "สิม" (หมายถึงโบสถ์)

    เมื่อท่านอายุ ๑๗ ปี ได้ขอบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณรฝ่ายมหานิกาย ณ วัดศรีรัตนาราม บ้านบัว ในวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ โดยมีพระอาจารย์สีทอง เป็นพระปัพพาจารย์

    ต่อมาท่านได้มีโอกาสฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม และพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ณ วัดศรีสงคราม ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ได้ปีติในธรรม บังเกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจขอถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

    ได้บรรพชาใหม่เป็นสามเณรฝ่ายธรรมยุต ที่โบสถ์น้ำวัดศรีสงคราม โดยท่านพระอาจารย์มั่น เป็นประธาน และเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระปัพพาจารย์

    ท่านอุปสมบทเมื่อวันอังคารที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะเส็ง ณ วัดศรีจันทราวาส ตำลบพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยมี พระครูพิศาล อรัญเขต (จันทร์ เขมิโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดดวงจันทร์ เป็นพระอนุสาวจารย์

    หลังจากท่านอุปสมบท ได้เดินธุดงห์ติดตามพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม ไปจำพรรษาที่วัดป่าเหล่างา (วัดป่าวิเวกธรรม) จังหวัดขอนแก่น และท่านพระอาจารย์สิงห์ได้สอนอุบายในการพิจารณาอสุภกรรมฐานจากซากศพ โดยพาไปขุดซากศพที่ป่าช้าขึ้นมาพิจารณา ท่านได้อสุภะกรรมฐานจากซากศพว่า "นี่แหละร่างกาย สักแต่ว่ารูป ไม่ว่ารูปหญิงรูปชาย คืออันเดียวกัน ไม่มีใครสวยใครงามกว่ากัน อสุภํมรณํ ทั้งนั้น ไม่นานล่ะ เดี๋ยวมันก็ทยอยตาย ไปทีละคนสองคน หมดไปสิ้นไป ไม่มีเหลือ ตายจนกระทั่งหมดโลก"

    ปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ ท่านได้เดินทางธุดงค์มาพบถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ถ้ำนี้ทะลุถึงกันได้ มีลักษณะเป็นปล่อง อากาศถ่ายเทสะดวก เหมาะสำหรับบำเพ็ญเพียรภาวนาเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาท่านก็อยู่จำพรรษา และพัฒนาจนกลายเป็นสถานที่อบรมภาวนาปฏิบัติธรรม สำหรับพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้หวังความหลุดพ้น มาจนถึงจวบจนสิ้นอายุสังขารของท่าน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 450 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260104_214541.jpg IMG_20260104_214558.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,936
    ค่าพลัง:
    +21,459
    เหรียญ จปร และ ภปร ที่ระลึก ๑๐๐ ปี
    พระที่นั่งเวหาศจำรูญ ปี ๒๕๓๒ บล็อคกษาปณ์
    เหรียญผ่านพิธีพุทธาภิเษก เนื้อบรอนซ์
    เหรียญนี้ตามคำบอกเล่าได้ผ่านการทำพิธีพุทธาภิเษก
    โดยมีสมเด็จพระญาณสังวรเข้าร่วมพิธีด้วย
    เหรียญทรงน้ำเต้า ยอดเจาะรูติดห่วง ขนาดกว้าง 2.5 เซนติเมตร สูง 3 เซนติเมตร ความสูงถึงห่วง 3.5 เซ็นติเมตร ด้านหน้าเหรียญด้านบนเป็นสัญลักษณ์ราชวงศ์จักรี ส่วนด้านล่างเป็นพระปรมาภิไธย จปร และภปร ด้านหลังเหรียญเป็นรูปพระเกี้ยวอยู่บนยันต์แปดทิศ
    เหรียญออกแบบพิเศษตามความเชื่อของชาวจีนเนื่องจากพระที่นั่งเวหาศจำรูญเป็นพระที่นั่งที่เป็นสถาปัตยกรรมจีน โดยน้ำเต้าเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ การดึงดูดทรัพย์สินเงินทองให้ไหลมาเทมา ส่งเสริมให้การงานการค้าเจริญรุ่งเรือง ปราศจากอุปสรรคเคราะห์ภัย มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว น้ำเต้าดูคล้ายกับเลข 8 ซึ่งเป็นเลขมงคล หมายถึงเงินไหลมาเทมาไม่จบไม่สิ้น
    ยันต์แปดทิศ หรือ โป๊ยข่วย เป็นผังสัญลักษณ์แห่งฟ้าและดินในลัทธิเต๋า มีต้นกำเนิดในคัมภีร์โบราณ "อี้จิง" ซึ่งมีอายุกว่า 5,000 ปี ถือเป็นสิ่งมงคลที่สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ จากร้ายให้กลายเป็นดี
    พระที่นั่งเวหาศจำรูญนี้มีนามเป็นภาษาจีนว่า “เทียน หมิง เต้ย” แปลว่า พระที่นั่งฟ้าสว่าง สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ.2432 ใช้เวลาในการสร้างประมาณ 10 ปี และเป็นพระที่นั่งองค์สุดท้ายที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 เมื่อพระที่นั่งสร้างเสร็จ รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ จัดให้มีพระราชพิธีเฉลิมขึ้นพระที่นั่งตามแบบจีนเมื่อวันที่ 27 – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2432 จุดประสงค์ในการสร้างถวายคือเพื่อใช้เป็นพระที่นั่งสำหรับประทับในฤดูหนาว มีท้องพระโรงสำหรับว่าราชการ นอกจากนั้นพระที่นั่งนี้เคยใช้เป็นที่รับรองเจ้านายต่างประเทศหลายคราวในสมัยรัชกาลที่ ๕

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญ บล็อกกองกษาปณ์

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260104_220556.jpg IMG_20260104_220621.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,936
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1767609837441.jpg

    *...พอเก็บปลาที่ยังไม่ตายได้หมดแล้วจึงนำไปปล่อยลงในน้ำลึก ในขณะที่ปล่อยปลานั้นจึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า… “ด้วยอำนาจกุศลผลบุญที่ได้ช่วยปลาในครั้งนี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้บวชในพระพุทธศาสนาและให้ได้ดำรงอยู่จนตลอดชีวิต และให้มีผู้ช่วยชีวิตของข้าพเจ้าไว้ในเวลาป่วยไข้ อย่าพึ่งให้ล่วงไปในกาลที่ยังไม่สมควร.....*

    พระสมเด็จรุ่น ๓ ปี ๒๕๓๖
    หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล
    วัดป่าสันติกาวาส อุดรธานี

    ๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ๏
    วันนี้วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๘ เป็นวันครบรอบ ๑๐๙ ปี ชาตกาล หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล "พระอริยเจ้าผู้มีจริยวัตรงดงามดั่งดอกบัว" หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล แห่งวัดป่าสันติกาวาส อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล , หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่สีโห เขมโก เป็นต้น หลวงปู่บุญจันทร์ท่านเป็นพระนักธุดงค์ ออกธุดงค์ไปสถานที่ต่าง ๆ เพื่อใฝ่หาธรรมจากพ่อแม่ครูอาจารย์ ท่านเป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ครูอาจารย์หลาย ๆ รูป เช่นหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่คุ้นเคยกันมาก ที่กล่าวว่าหลวงปู่บุญจันทร์ ท่านงดงามดั่งดอกบัวนั้น คือ ดอกบัวเมื่อพ้นน้ำแล้วย่อมชูเชิดงดงาม ไม่กลับติดโคลนตม หรือเป็นอาหารเต่า อาหารปลาอีก คือเมื่อองค์ท่านก้าวพ้นโลกแล้ว ย่อมไม่ตกไปสู่วัฏฏะการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป เมื่อดอกบัวรับแสงแห่งธรรมย่อมเบ่งบานออก เฉิดฉายให้มนุษย์และเทวดา ได้รับกุศลผลบุญจากการได้เห็นได้ทัศนา ได้ศึกษาอรรถธรรมจากองค์ท่าน หลวงปู่บุญจันทร์ จึงนับเป็นพระอริยสงฆ์สาวก เป็นพระสุปฏิปันโน ผู้สมควรแก่การกราบไหว้สักการบูชา และน้อมรำลึกนึกถึงอย่างยิ่ง

    • ชีวประวัติและปฏิปทา

    หลวงปู่บุญจันทร์ ท่านถือกำเนิด เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๔๕๙ แรม ๔ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะโรง ณ บ้านคำพระ (กุดโอ) ต.คำไฮ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด ท่านเป็นผู้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทในการทำความดีมาตั้งแต่เด็ก มีนิสัยชอบสงบ และพูดจริงทำจริง พูดน้อยแต่ทำมาก และมีนิสัยชอบภาวนา มีเมตตามาแต่เป็นเด็ก เมื่อคราวอยู่บ้านบึงเป่งนั้น ขณะนั้นอายุได้ ๑๓ ปี วันหนึ่งพี่เขยให้ไปไถนา การไถนารู้สึกลำบากมากเพราะยังเล็กอยู่ เมื่อเวลาไถนาไป จิตเกิดความเมตตาสงสารควายที่กำลังลากไถอยู่เป็นอันมาก

    ในขณะนั้นจิตประหวัดไปถึงพระพุทธเจ้า ทันใดนั้นก็ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นที่ใจ เหมือนกับเป็นรูปโฉมของพระพุทธองค์จริงๆ จิตเกิดปีติเป็นกำลัง และมีจิตเลื่อมใสอยากจะบวชในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก และมีปีติอิ่มเอิบอยู่อย่างนั้น

    อยู่มาวันหนึ่ง พี่เขยบอกให้ไปเอาปลาที่กำลังจะตายอยู่ที่มุมนามาทำอาหาร ปลาถูกแดดเผาน้ำแห้งลง วิ่งกระเสือกกระสนอยู่ ตัวที่ตายแล้วก็มี พอเห็นอย่างนั้นก็เกิดความสงสารเป็นกำลัง จึงหาใบไม้มาเย็บเป็นกระทงเอาน้ำใส่ แล้วเก็บเอาปลาที่ไม่ตายใส่ในกระทง ในขณะที่เก็บปลาอยู่นั้นรู้สึกร้อนมากเพราะแดดจัด แต่ก็ไม่ได้เอาผ้าคลุมศีรษะเพื่อกันแดด เพราะคิดว่าปลาก็ร้อนเหมือนกันกับเรา จึงทนเอา

    พอเก็บปลาที่ยังไม่ตายได้หมดแล้วจึงนำไปปล่อยลงในน้ำลึก ในขณะที่ปล่อยปลานั้นจึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า… “ด้วยอำนาจกุศลผลบุญที่ได้ช่วยปลาในครั้งนี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้บวชในพระพุทธศาสนาและให้ได้ดำรงอยู่จนตลอดชีวิต และให้มีผู้ช่วยชีวิตของข้าพเจ้าไว้ในเวลาป่วยไข้ อย่าพึ่งให้ล่วงไปในกาลที่ยังไม่สมควร”

    เมื่อปล่อยปลาเสร็จแล้วจึงกลับไปเก็บเอาปลาที่ตายแล้วไปเถียงนา (กระท่อมนา) พอพี่เขยเห็นก็ถามว่า “เห็นปลามีเยอะแยะทำไมได้มานิดเดียว”

    หลวงปู่ตอบว่า “ก็มีแค่นี้แหละ” ในระยะนั้นเป็นฤดูเดือน ๘ กำลังปักดำนา
    ครั้นอยู่ต่อมาถึงเดือนพฤศจิกายน (เดือน ๑๒) พ.ศ.๒๔๗๒ จึงได้บวชเป็นสามเณร ฝ่ายมหานิกาย ที่วัดบ้านท่าเดื่อ ตำบลตูม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โดยมีพระอาจารย์อุ้ย เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อบวชแล้วก็พำนักอยู่ในสำนักวัดบ้านท่าเดื่อ โดยมีพระอาจารย์ทอก เป็นพระพี่เลี้ยง เมื่อบวชแล้วก็ได้ตั้งใจท่องบ่นสาธยายทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น และปฏิสังขาโย ซึ่งเป็นบทพิจารณาปัจจัยสี่ คือ ผ้านุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค

    เมื่อเดินธุดงค์รอนแรมมาถึงเมืองสกลนคร ในขณะนั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้พำนักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส เมืองสกลนคร เมื่อเดินทางถึงวัดป่าสุทธาวาส ได้ปฏิบัติตามหน้าที่ของอาคันตุกวัตร คือผู้เข้าไปสู่อาวาสต้องแสดงความเคารพ ไม่แสดงความแข็งกระด้าง ลดผ้าห่มเฉวียงบ่า วางบริขารไว้ในที่อันสมควร ดูว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นหัวหน้าในอาวาส ไม่ได้รับแขก เป็นโอกาสอันสมควร หลวงพ่อสิ้วจึงได้พาเข้ากราบนมัสการท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ขอพักค้างคืนอยู่กับท่าน ท่านพระอาจารย์เสาร์ไม่ขัดข้อง อนุญาตให้พักได้ คือในขณะนั้นต่างนิกายกันกับท่าน
    หลวงปู่เล่าว่า เมื่อได้ทัศนาและกราบนมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์ในครั้งแรก ได้เกิดความเลื่อมใสในปฏิปทาจริยาวัตรของท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นอย่างยิ่ง จึงได้คิดในใจว่า “เมื่ออายุของเราครบบวชพระได้ เราจะบวชในสังกัดธรรมยุติกนิกาย แล้วจะติดตามไปปฏิบัติอยู่กับท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์”

    พักอยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดป่าสุทธาวาสนี้ ๒ คืน เมื่อฉันบิณฑบาตและจัดแจงบริขารลงในบาตร เตรียมการเดินทางเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อสิ้วจึงได้พาเข้ากราบนมัสการลาท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ในขณะนั้นท่านได้เตือนให้ธรรมะว่า “ให้ตั้งใจให้ดี ตั้งสติให้ดีนะ” สามเณรบุญจันทร์ กัมปันโน พอได้ยินท่านพระอาจารย์เสาร์ให้โอวาทอย่างนั้น เกิดปีติเยือกเย็นซาบซ่านไปทั่วร่างกาย มีความเบากายเบาจิต คำที่ท่านเตือนให้โอวาทนั้นฝังอยู่ในจิตไม่ได้เลือนลาง

    เมื่อกราบลาท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์แล้ว หลวงพ่อสิ้วได้พาเดินธุดงค์จากสกลนครข้ามเขาภูพานลงไปทางบ้านชาตินาโก ภูแล้นช้าง อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เดินรอนแรมผ่านอำเภอบัวขาว (กุฉินารายณ์) ทะลุถึงอำเภอแวง (อำเภอโพนทอง) จังหวัดร้อยเอ็ด ผ่านอำเภอเสลภูมิ เดินไปภาวนาไป ค่ำที่ไหนนอนที่นั่น ในที่สุดการเดินทางก็ได้ทะลุถึงอำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด พักที่วัดโนนช้างเผือก (วัดประชาธรรมรักษ์ ในปัจจุบัน)

    • ชีวิตใต้ผ้ากาสาวพัสตร์

    หลวงปู่ ท่านอุปสมบท เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๙ ณ วัดเหนือ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด โดยมี พระโพธิญาณมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระมหาบุญถึง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “กมโล” แปลว่า “ผู้งามดั่งดอกบัว” เมื่ออุปสมบทแล้วได้กลับมาอยู่วัดป่าศรีไพรวัลย์ ถือนิสัยกับ ท่านพระอาจารย์สีโห เขมโก ได้ตั้งใจปฏิบัติกิจวัตร อาจาริยวัตร ข้อวัตรปฏิบัติด้วยความเคารพไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

    • พระอาจารย์ใหญ่เสาร์แสดงธรรมให้ฟัง

    หลวงปู่เล่าว่า ในขณะนั้นท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ก็แก่ชรามากแล้ว ท่านไม่ค่อยแสดงธรรมอะไรมาก “ท่านสั่งให้พิจารณาความตายให้มากๆ ไม่ว่าคนว่าสัตว์เกิดมาแล้วก็ต้องตาย เพราะเกิดกับตายเป็นของคู่กัน จึงเป็นสิ่งที่ถูกกับจริตนิสัยของเรา เพราะปกติในคราวเป็นเด็กก็เคยพิจารณาความตายเป็นนิสัยมาอยู่แล้ว”

    • พบพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ

    ในขณะนั้น ท่านพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ ได้มาพักที่วัดป่าศรีไพรวัลย์ ท่านได้เป็นประธานสงฆ์ รองลงมาได้แก่ ท่านพระอาจารย์อินทร์, พระอาจารย์นิล และท่านพระอาจารย์เพ็ง ในระยะนั้นเมื่อหลวงปู่กลับจากการคัดเลือกทหารมาพักที่วัดป่าศรีไพรวัลย์ จึงได้ขอนิสัยจากท่านพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ

    หลวงปู่เล่าว่า ในระยะนั้นได้เร่งทำความพากเพียร ไม่ประมาท เวลากลางวันเข้าไปนั่งภาวนาในดงไม้ลำดวน ยุงก้นปล่องก็ชุม นุ่งผ้าอาบน้ำใส่แต่อังสะ นั่งภาวนาอธิษฐานจิต ยุงกัดไม่ไล่ ปล่อยให้ยุงกิน ทานเลือดให้ยุง ในเบื้องต้นยุงกัดก็รู้สึกเจ็บ เอาขันติความอดทนตั้งเข้าไว้ ใช้ปัญญาพิจารณา กายก็ต่างหาก ยุงก็ต่างหาก ไม่ใช่ของเรา ความเจ็บความแสบร้อนก็ไม่ใช่ของเรา เจ็บปวดขนาดนี้ไม่เป็นไร ตกนรกยิ่งทรมานกว่านี้

    เมื่อพิจารณาตั้งสติอยู่ไม่ให้คลาดเคลื่อน ในที่สุดจิตก็รวมลงเป็นสมาธิ วางความเจ็บความปวดทั้งหมด เหลือแต่ความสุขหาสิ่งเปรียบไม่ได้ เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิ ปรากฏว่ายุงที่กินเลือดแล้ว เลือดไหลออกจากก้นยุง หยดย้อยลงรอบที่นั่งของท่าน ทำอยู่อย่างนั้นหลายวัน

    ในวันหนึ่งขณะที่จิตสงบลง เกิดนิมิตปรากฏเห็นกลดผุดขึ้นมา แล้วมีพระเถระองค์หนึ่งหัวล้านแดงนั่งอยู่ พอดีในขณะนั้นพังพอนวิ่งไล่กันมาเสียงดังจิ๊กแจ๊ก ใกล้ๆ ที่นั่งภาวนา จิตจึงถอนออกจากสมาธิ พอตอนเย็นทำอาจาริยวัตรสรงน้ำท่านพระอาจารย์อ่อนเสร็จแล้ว จึงขอโอกาสกราบเรียนเรื่องภาวนาถวายท่าน กราบเรียนท่านไปตามตรง ลืมนึกถึงว่าท่านเป็นคนหัวล้าน เมื่อท่านได้ฟังก็ยิ้มๆ และท่านได้แนะอุบายให้ว่า… “อย่าปล่อยให้ยุงกัดเพราะยุงมีเชื้อมาลาเรีย จะทำให้เราลำบากทีหลัง ให้ใช้มุ้งกลดกางเสียก่อนจึงนั่งภาวนา”

    เมื่อได้รับคำเตือนจากท่านครูบาอาจารย์อย่างนั้น หลวงปู่ได้เร่งภาวนาในอิริยาบถทั้งสี่ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ด้วยความไม่ประมาท

    • ผจญภัยดอกไม้พญามาร

    อีกครั้งหนึ่งได้เที่ยววิเวกภาวนาไปตามป่าช้าหมู่บ้านต่างๆ ในเขตจังหวัดมหาสารคาม ในวันนั้นเดินทางทั้งวัน บ่าสะพายบาตร แบกกลด มือถือกาน้ำ เดินไปภาวนาไป สติเป็นเพื่อนสองของใจ พอเวลาใกล้ค่ำได้เดินทางถึงวัดป่าที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เมื่อไปถึงได้เข้ากราบนมัสการครูบาอาจารย์ที่เป็นประธานสงฆ์ ชื่อหลวงพ่อแดง ท่านได้จัดให้พักที่กุฏิหลังหนึ่งซึ่งห่างจากศาลาพอประมาณ พอดีในวันนั้นเป็นวันพระ ๘ ค่ำ เมื่อสรงน้ำเสร็จแล้วได้ลงประชุมกันที่ศาลาโรงธรรม ทั้งพระทั้งโยมที่มาจำศีลฟังธรรม มีทั้งหนุ่มสาวและคนแก่

    เมื่อทำวัตรสวดมนต์จบแล้ว หลวงพ่อแดงท่านก็แสดงธรรมอบรมญาติโยมไปเรื่อย ๆ หลวงปู่เล่าว่า… “ตัวเราเองก็นั่งภาวนากำหนดจิตหลับตาฟังธรรมไปด้วย พอระยะหนึ่งเราลืมตาขึ้น มีหญิงสาวคนหนึ่งแกนั่งอยู่ตรงหน้า พอเห็นเราลืมตาขึ้น แกก็แสดงมารยาของกิเลสสารพัดอย่าง เมื่อเห็นอย่างนั้นเราก็รีบหลับตาภาวนาฟังธรรมต่อไป โดยไม่สนใจอะไรกับแก เมื่อฟังธรรมที่หลวงพ่อแดงท่านพูดไปเรื่อยๆ จนถึงเวลา ๖ ทุ่ม รู้สึกเหนื่อยเพราะเดินทางทั้งวัน จึงลุกขึ้นกราบพระประธานแล้วกราบหลวงพ่อแดง ขอโอกาสท่านไปพักผ่อน ท่านให้โอกาสเพราะเห็นว่าเดินทางทั้งวันเหน็ดเหนื่อย เราลงบันไดศาลาด้านสำหรับพระ ไม่ได้สนใจมองหญิงสาวคนนั้น

    พอเราเดินไปถึงหลังกุฏิแล้วแวะเข้าไปถ่ายปัสสาวะอยู่ ไม่ทราบว่าหญิงสาวคนนั้นแกลงจากศาลามาแต่เมื่อไร ไปยืนอยู่ทางบันไดหน้ากุฏิ พร้อมกับพูดขึ้นว่า 'ทำไมจึงนอนตายแต่วันแท้'

    พอได้ยินเสียงอย่างนั้นเราก็รีบกลับขึ้นศาลา หลวงพ่อแดงท่านถามเราว่า 'เอ้า ว่าจะไปพัก ไม่พักหรือ'

    เราไม่ได้ตอบท่านอะไร นั่งหลับตาภาวนาฟังธรรมไปจนสว่าง

    พอสว่างแล้วพวกญาติโยมก็กลับบ้านกัน พอเช้าถึงเวลาไปบิณฑบาต เราก็เป็นหัวหน้าแถวไปบิณฑบาตสายนั้น ไม่รู้ว่าบ้านหญิงสาวคนนั้นอยู่ทางนั้นด้วย พอเดินไปถึงบ้านแก แกได้กระติบข้าวเดินลงมาจากบ้านจะมาใส่บาตร เดินเข้ามาจะชนเรา เราต้องถอยหลังออก พอบิณฑบาตกลับไปถึงวัด ฉันเช้าเสร็จ รีบจัดแจงบริขารแล้วกราบลาหลวงพ่อแดงเดินทางต่อไปที่อื่น ขืนอยู่ไปไม่พ้นภัยพญามาร”

    หลวงปู่เล่าว่า เรื่องกิเลสนี้มันแหลมคมจริงๆ หาความละอายไม่มีเลย ถ้าเราไม่สำรวมระวัง ไม่ตั้งท่าตั้งทาง ไม่มีสติปัญญารอบคอบแล้ว สู้มันไม่ได้

    พบท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต
    พอเดินทางถึงวัดป่าบ้านหนองผือเป็นเวลาใกล้ค่ำ ได้พบท่านพระอาจารย์มหาบัวที่วัดป่าบ้านหนองผืออีก จึงได้กราบเรียนถามท่านถึงเวลาที่จะเข้ากราบนมัสการฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น

    หลวงปู่เล่าว่า พระอาคันตุกะที่ไปถึงใหม่จะต้องรอคอยก่อน ท่านพระอาจารย์มหาบัวจะเป็นผู้เข้าไปกราบเรียนท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นก่อน ว่าท่านให้พักในวัดป่าบ้านหนองผือด้วยหรืออย่างไร หรือท่านจะให้พักกุฏิหลังไหน เมื่อท่านสั่งอย่างไรก็ทำตามอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าจะทำตามอำเภอใจของตนเอง
    พอท่านพระอาจารย์มหาบัวเข้าไปกราบเรียนท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ท่านก็บอกเสนาสนะให้ และบอกให้สรงน้ำเสร็จแล้วจึงขึ้นไปกราบนมัสการฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นบนกุฏิท่าน

    เมื่อหลวงปู่สรงน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงนุ่งห่มครองจีวรให้เรียบร้อย สำรวมใจให้อยู่ในความสงบ ไม่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์อย่างอื่น มีสติอยู่กับใจตัวเอง
    หลวงปู่เล่าว่า การสำรวมนั้นได้สำรวมระมัดระวังมาโดยตลอด พอคิดว่าจะไปกราบนมัสการท่านอาจารย์ใหญ่มั่นยิ่งเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ พอขึ้นไปบนกุฏิท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ต้องระมัดระวังไม่ให้มีเสียงอะไรรบกวนท่าน ในขณะนั้นได้มีพระเถระและพระภิกษุรูปอื่นขึ้นไปนั่งฟังธรรมอยู่ก่อนแล้ว ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นกำลังแสดงธรรมอยู่ พอหลวงปู่ขึ้นไปแล้วก็กราบเบาๆ เสร็จแล้วก็นั่งกำหนดจิตฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นต่อไป

    พอท่านแสดงธรรมไป ๆ ท่านจึงถามขึ้นว่า “ไหนพระมาจากอำเภอหนองหาน”

    พอหลวงปู่ได้ยินท่านถามอย่างนั้นก็คิดในใจว่าคงจะมีหลายองค์ จึงไม่ได้ตอบท่าน ท่านก็แสดงธรรมต่อไปแล้ว ท่านก็ถามอีกเป็นครั้งที่สองว่า “ไหนพระมาจากอำเภอหนองหาน”

    หลวงปู่ได้ยินท่านถามครั้งที่ ๒ ก็ยังนึกว่าคงจะเป็นองค์อื่นก็ยังไม่ตอบอะไร ท่านก็แสดงธรรมต่อไปอีก แล้วท่านก็ถามอีกเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ไหนพระที่มาจากอำเภอหนองหาน”

    หลวงปู่นึกในใจว่าคงจะเป็นเรา จึงประนมมือขึ้นแล้วตอบว่า “ขอโอกาสเกล้ากระผม”

    ท่านขึ้นเสียงดัง “มันหาน (หาญ) แต่ชื่อ จะพิจารณาอะไร ผมปฏิบัติมานี้ ๔๐ ปีแล้ว ผมไม่หนีจากกายกับใจ พิจารณากายแล้วก็พิจารณาใจจนหายสงสัย” แล้วท่านก็แสดงธรรมต่อไป พอหลวงปู่ได้รับโอวาทคำตอบจากท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ทั้งที่ยังไม่ได้ถามท่านอย่างนั้น จึงหมดความสงสัยภายในใจลงในขณะนั้น

    เมื่อท่านแสดงธรรมต่อไปพอสมควรแล้วท่านจึงยุติการแสดงธรรมในวันนั้น ลูกศิษย์ลูกหาต่างพากันได้รับความเอิบอิ่มในธรรมที่ท่านเมตตาแสดงอย่างถึงอกถึงใจ เมื่อท่านหยุดในการแสดงธรรมแล้ว ลูกศิษย์ลูกหาต่างพากันกราบท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น แล้วกลับที่พักของตน

    • หนังห่อขี้

    ในวันต่อมาเป็นวันวิสาขบูชา พวกญาติโยมชาวบ้านหนองผือ และบ้านใกล้เคียงในแถวบ้านนั้นพากันมาร่วมทำบุญในวันวิสาขบูชา ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นนำพาพระภิกษุสามเณรรับบิณฑบาตในวัด พวกญาติโยมพากันใส่บาตรด้วยความเคารพ

    ในขณะที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นเป็นหัวหน้านำรับบิณฑบาตอยู่นั้น พระเณรทั้งแก่ทั้งหนุ่มรับบิณฑบาตตามหลังท่าน ไม่ทราบว่าองค์ไหนไปคิดชอบหญิงสาวที่เขากำลังใส่บาตรอยู่นั้น อยู่ๆ ท่านก็หันหน้ามองกลับมาข้างหลัง พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ประสาหนังห่อขี้” แล้วท่านเดินรับบิณฑบาตต่อไป

    หลวงปู่อยู่กับท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นไม่กี่วัน ก็เดินทางกลับมาบ้านจำปา

    หลวงปู่บุญจันทร์ ท่านสอนว่า… “การทำคุณงามความดี ถ้าเราไม่ทำเอา จะไปให้ใครทำให้เรา คนอื่นทำก็เป็นของเขา เราทำเอาจึงเป็นของเรา จะมามัวเมาเอาอะไรในสมบัติโลก มันเป็นสมบัติบ้า สมบัติโลกมันก็หนักเท่าโลก สมบัติแผ่นดินมันก็หนักเท่าแผ่นดิน ไม่มีใครหอบหิ้วเอาไปได้ดอก เอาไปได้แต่คุณงามความดี คือบุญกุศลที่ตนทำไว้แล้วเท่านั้น จงรีบเร่งทำความดี ดีกว่าทำความชั่ว รักกันดีกว่าชังกัน ฝึกฝนอบรมตน เอาตนให้ได้”

    “...ดอกโกมุทปทุมชาติ ผุดขึ้นจากโคลนตม เจริญขึ้นเหนือน้ำ แย้มกลีบบานส่งกลิ่นหอมทั่วสารทิศ ไม่มีประมาณ ถึงกาลเวลาดอกปทุมชาติร่วงโรยไป คงเหลือไว้แต่กลิ่นหอมฟุ้งขจรในโลกา หลวงปู่ได้อุบัติขึ้นในตระกูลชาวนา ได้ปฏิบัติองค์ตรงตามทางอริยมรรคด้วยความไม่ประมาท ถึงซึ่งความเบิกบานในธรรม ให้ความเมตตาแก่ศิษย์ทั่วทุกทิศ บัดนี้ได้ละสังขารจากไป คงเหลือไว้แต่ เกียรติคุณความดี เป็นเครื่องหมายในโลกา…”

    • หลวงปู่มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน มาเยี่ยมอาการอาพาธ

    วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๘ หลวงปู่ฉันภัตตาหารเช้าได้นิดหน่อย เสร็จแล้วท่านให้นำท่านลงจากวิหารกลางน้ำ ไปพักใต้ร่มไม้ทางด้านทิศใต้ของวัด เวลาประมาณบ่าย ๑ โมง หลวงปู่นอนพักอยู่บนเตียงแคร่ไม้ไผ่ ผู้เขียน(พระอาจารย์สมหมาย อัตตมโน) กำลังนั่งถวายพัดให้หลวงปู่อยู่ ได้มองเห็นหลวงปู่มหาบัวเดินมาจากทางศาลา จึงกราบเรียนให้หลวงปู่ทราบ หลวงปู่ลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียง ผู้เขียนให้พระเณรช่วยยกเตียงไม้ไผ่มาตั้งจัดที่นั่งถวายหลวงปู่มหาบัว

    เมื่อท่านมาถึงก็รับจีวรจากท่านไปผึ่งที่สายระเดียงตากผ้า ท่านนั่งบนเตียงที่จัดถวายหลวงปู่พร้อมด้วยพระอุปัฏฐาก กราบด้วยความเคารพอ่อนน้อม เสร็จแล้วหลวงปู่มหาบัวจึงบอกหลวงปู่ว่า “เอ้านอนตามสบาย คนป่วย” แต่หลวงปู่ไม่ยอมนอน

    หลวงปู่มหาบัวหยิบกล่องตลับหมากออกจากย่ามเล็กๆ ของท่าน แล้วฉันหมากไปพลางพูดคุยกับหลวงปู่อย่างเป็นกันเอง “ได้ทราบว่าไม่สบาย เลยตั้งใจมาเยี่ยม ไม่ใช่มาทรมานคนป่วยนะ เป็นอย่างไรบ้าง”

    หลวงปู่ยกมือขึ้นประนมแล้วกราบเรียนว่า… “ขอโอกาสพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หมอบอกว่าเป็นโรคไตรั่ว โรคนี้เป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่หมอนิมนต์ให้เกล้ากระผมไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่เกล้ากระผมไม่ไป”

    หลวงปู่มหาบัวจึงพูดขึ้นว่า… “ถ้ามันครึ่งต่อครึ่งก็ไม่ไปละ โรงพยาบาลก็ที่คนตายนั่นแหละ เตียงไหนคนไม่ตายใส่ไม่มีแหละ ถ้าเราไปหาหมอ หมอเขาก็ทำตามหน้าที่ของเขา เราก็เหมือนกับท่อนไม้ท่อนซุงนั่นแหละ ไม่รู้ว่าเขาจะพลิกไปพลิกมาอย่างไร ทำไปอย่างไรบ้าง ตามเรื่องของเขา หมอเขาไม่มีธรรมอะไรหละ มันอยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ปล่อยเท่านั้นหละ”

    เมื่อหลวงปู่มหาบัวท่านฉันหมากจืดคำหนึ่งแล้ว ท่านจึงพูดกับหลวงปู่อีกว่า… “เอาละนะ จะกลับล่ะ ไม่มีอะไรจะเตือนกันหรอกนะ กัมมัฏฐานใหญ่เหมือนกัน”

    หลวงปู่พร้อมด้วยพระอุปัฏฐากกราบหลวงปู่มหาบัวด้วยความเคารพแล้ว หลวงปู่มหาบัวจึงหันไปพูดกับญาติโยมที่เข้ามากราบท่านในขณะนั้นว่า… “ตั้งใจมาเยี่ยมอาจารย์บุญจันทร์ แต่ก่อนในคราวออกปฏิบัติ ท่านก็ออกปฏิบัติ เราก็ออกปฏิบัติ ได้เจอกัน ทุกข์ยากลำบากด้วยกัน เอาละกลับล่ะ เยี่ยมคนป่วยไม่รบกวนนานหรอก”

    • มรณภาพ

    หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ท่านมรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๘ เวลา ๑๐.๕๒ น. แรม ๖ ค่ำ เดือน ๗ ปีกุน ณ วิหารกลางน้ำ วัดป่าสันติกาวาส จ.อุดรธานี หลวงปู่บุญจันทร์ ท่านเคยกล่าวกับลูกศิษย์ไว้ว่า “หลายชาติที่ผ่านมา เคยเป็นเก้งเป็นกวาง หมูป่าและควายป่ามาอาศัยน้ำที่หนองน้ำนี้ ตายอยู่ที่นี่หลายภพหลายชาติแล้ว ในชาตินี้ก็จะตายอยู่ที่นี่อีกแหละ” สิริอายุ ๗๘ ปี ๙ เดือน ๓ วัน พรรษา ๕๙

    “..ถ้าทำสติให้กล้ามากขึ้นไป มันก็ปรากฏขึ้นมาให้เราเห็นด้วยทางใจ ใจของเราก็รู้ รู้ธรรมอยู่ที่นี่ มรรคผลอยู่ที่นี่ ไม่ได้อยู่ที่อื่น ก็อยู่ที่ใจของเรานั่นเอง ไม่ได้อยู่นอกเหนือจากใจของเราไป เราก็จะรู้จะเห็นอยู่ที่นี่ สมาธิอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ใจนี่เอง..” โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จรุ่น ๓ หลวงปู่บุญจันทร์

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260105_174928.jpg IMG_20260105_174946.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,936
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1767613990981.jpg

    "หลวงพ่อสุด วัดกาหลง" เคยชม "หลวงพ่อรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์" ว่า...

    "ท่านรักษ์เก่งญาณ
    มีญาณแก่กล้าอย่างยิ่ง
    ญาณของท่านรักษ์
    แก่กล้ายิ่งกว่าฉันเสียอีก"

    "แม้แต่ หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี ยังยอมยกย่อง เรื่องด้าน เมตตาโชคลาภ หนุนดวงต้องท่านรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์"

    พระผงอิทธิเจ เมตตา มหานิยม เสน่หา พิศวาท หลงไหล นะอกแตก หลังยันต์ครูโองการพระเจ้าห้าพระองค์
    นะโมใหญ่พลิกฟ้า ท่านคือ ยอดพระเกจิอาจารย์ ลุ่มน้ำแม่กลอง พระครูสุธรรมธาดา หลวงพ่อรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์อธิษฐานจิตปลุกเสก ณ.วัดลาดใหญ่สมุทรสงคราม ปี 2534
    พุทธคุณ ด้านมหานิยม เมตตาเสน่ห์ ไม่มีใครสู้หลวงพ่อรักษ์ได้ แม้แต่ หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี ยังยอมยกย่อง เรื่องด้าน เมตตาโชคลาภ หนุนดวง ต้อง
    ท่านรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์
    ศิษย์ท่านพ่อบัณฑูรย์ สิงห์ พระดีมีประสบการณ์ ถ้าอยากมีคนรักคนเมตตาช่วยเหลือ ต้องพึ่งบารมี หลวงพ่อช่วยได้จริง

    พระผงรูปเหมือน หลวงปู่รักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์ จ.สมุทรสงคราม ประสบการณ์สุดยอดของเมืองแม่กลอง

    พระผงรูปเหมือน หลวงพ่อรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์

    หลวงพ่อรักษ์ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติเคร่งระเบียบวินัย แต่อารมณ์ดี มีความเมตตาสูง วัตถุมงคลของท่านขึ้นชื่อมาก คือ ขี้ผึ้งทาปาก และธงธรรมะ ถ้าจะไม่เอาเรื่องเหลือเชื่อ เล่าสูกันฟังได้ใจความว่า หลวงพ่อรักษ์ท่านอธิบายว่า ที่แจกสีผึ้งหมายถึง "พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากจะมีสี" ท่านบอกว่า "ให้พูดน้อย แต่ให้มีน้ำหนัก หรือใจความนั่นเอง"

    สำหรับธงธรรมะ หลวงพ่อรักษ์หมายถึงว่า บ้านไหนเอาธงวัดน้อยแสงจันทร์ไปปักที่หน้าบ้านจะบ่งบอกให้ทราบกันทั่วๆ ว่า บ้านนี้ถือศีล ปฏิบัติธรรม เหมือนกับที่ ป.ป.ส.แจกธงสีขาวให้ชุมชนปลอดยาเสพติด แจกธงขาวให้บ้านใสสะอาด ไม่มีอบายมุขซ่อนเร้นอยู่ ส่วนเรื่องพระเครื่อง หลวงพ่อรักษ์บอกว่า พระเครื่องจะศักดิ์สิทธิ์ อยู่ที่คนห้อยหรือบูชา ถ้ามึงห้อยพระแล้วมึงไปทำผิดธรรมะ พระที่ไหนจะคุ้มครองมึง นอกจากพระเก๊เท่านั้น ถ้าห้อยพระไว้ที่คอ มีมารมาผจญอยู่ข้างหน้าให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่มึงห้อยอยู่ มึงจะได้คิดได้ ไม่ทำบาป ไม่สร้างกรรมต่อไป

    แต่บารมีของหลวงพ่อรักษ์ท่านไม่ธรรมดา อ่านแล้วพิจารณาแล้วกันนะว่าจริงหรือไม่จริง จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ตำบลลาดใหญ่ที่ตั้งของวัดน้อยแสงจันทร์มีพื้นที่เป็น 2 ส่วน ส่วนบนและส่วนล่าง มีถนนเอกชัยคั่นกลาง ส่วนล่างติดคลองแม่กลอง ชาวบ้านมีอาชีพทำน้ำตาลมะพร้าว ส่วนล่างทำนาเกลือและวังกุ้ง ชาวนาเกลือเอาธงหลวงพ่อรักษ์ไปปักที่คันนา แล้วบนว่า อย่าให้ฝนตก เพราะถ้าฝนตกนาเกลือจะเสียหายทั้งแปลง ส่วนคนตอนล่างทำสวนมะพร้าว อยากให้ฝนตก ก็ปักธงหลวงพ่อรักษ์แล้วบนว่า ขอให้ฝนตก พืชพันธุ์ธัญญาหารจะได้สมบูรณ์

    ผลปรากฏว่า ฝนตกไม่ทั่วฟ้า ซีกนาเกลือฝนไม่ตก แต่ซีกสวนตาลฝนตกชุกทุกวัน เล่าสู่กันฟัง มิได้กล่าวเรื่องอุตริมนุษยธรรม หรือกล่าวเรื่องเหลือเชื่อ เพียงแต่รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม แต่หลวงพ่อรักษ์ท่านก็กล่าวเปรยทักไว้ว่า มึงเอาของกูไปใช้ หากทำผิดศีลธรรม ผิดลูกผิดเมียเขา หรือขาดความรับผิดชอบ กรรมจะตามมึงจนตาย

    หลวงพ่อรักษ์ท่านเป็นพระที่มีเมตตาสูงมาก มีครอบครัวคนจีนครอบครัวหนึ่งมีลูกหลายคน ไม่มีที่อยู่อาศัย พาลูกร่อนเร่เรื่อยไป วันหนึ่งครอบครัวดังกล่าวมาขออาศัยใบบุญหลวงพ่อรักษ์ หลวงพ่อรักษ์อนุญาตให้ปลูกกระท่อมอยู่ที่ป่าช้าท้ายวัด ป่าช้าคือที่เก็บศพ สมัยก่อนนี้ ครอบครัวนั้นทำมาหากินโดยการพายเรือไปรับปลาทู หอยแมลงภู่ ที่สะพานปลาปากอ่าวแม่กลอง มาพายเรือขายตามริมแม่น้ำลำคลอง ลูกทุกคนในครอบครัวนี้แทบไม่ได้เรียนหนังสือ โตขึ้นมาก็ทำมาค้าขาย จากขายปลาทูเปลี่ยนมาขายไม้ฟืน ไม้พะอง ให้คนขึ้นตาล ซึ่งเมื่อเตี่ยและแม่ตาย ลูกชายก็ดำเนินการแทน

    จากขายไม้ฟืน ไม้พะอง มาขายไม้เบญจพันธุ์ ขายไม้เบญจพันธุ์จนร่ำรวยเปิดเป็นโรงเลื่อยไม้ได้ จาก 1 สาขา เป็นเกือบ 10 สาขา ทุกสาขาให้น้องให้พี่ให้ลูกให้หลานขยายกิจการไปเลื่อยๆ แต่ครอบครัวนี้หันกลับมาทำบุญกับวัดน้อยแสงจันทร์เป็นประจำ สร้างศาลาการเปรียญ สร้างสาธารณูปการให้กับวัดน้อยแสงจันทร์ และโรงเรียนวัดน้อยแสงจันทร์ นี่คือการเป็นผู้ให้ ก่อนที่จะเป็นผู้รับ คติธรรมของหลวงพ่อรักษ์ วัดน้อยแสงจันทร์

    อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/tpd/2651496

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260105_185422.jpg IMG_20260105_185504.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 มกราคม 2026 at 23:46
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,936
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระพุทธชินราช วัดยางสุทธารามกล่องเดิมปี ๒๕๑๗
    จัดพิธีมหาพุทธาภิเษกใหญ่ ณ. วัดยางสุทธาราม กทม. พ.ศ.๒๕๑๗ เชิญเกจิดังๆแห่งยุคมาร่วมปลุกเสก อาทิเช่น...
    - ลป.โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กทม.
    - ลพ.เส่ง วัดกัลยาณมิตร กทม.
    - ลพ.ทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง จ.สมุทรสาคร
    - ลพ.บุญเรือน วัดยางสุทธาราม กทม.
    - ลต.มุต วัดยางสุทธาราม กทม.
    - ลป.คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ จ.ลพบุรี
    - ลพ.แช่ม วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม
    - ลพ.เทียม วัดกษัตราธิราช จ.อยุธยา
    - ลพ.นอ วัดกลางท่าเรือ จ.อยุธยา
    - ลพ.คง วัดวังสรรพรส จ.จันทบุรี เป็นต้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260106_164652.jpg IMG_20260106_164715.jpg IMG_20260106_164741.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,936
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1371257-1ea5f.jpg 1767693635166.jpg

    ขุนแผนสายวัดพระญาติ ขุนแผนหลวงพ่อเฉลิม วัดพระญาติการาม ปี ๒๕๔๙ หลังยันต์มหาจักรพรรดิ์ ได้มวลสารเก่าของหลวงพ่ออั๋นและผงมหาจักรพรรดิ์ ท่านปลุกเสกตั้งแต่ปี2549-2554 ยาวนานถึง6ปี ซึ่งเป็นพระที่หน้าใช้มากอีกรุ่นหนึ่ง

    หลวงพ่อท่านได้เสกวิชานะปัดตลอดลงไปด้วย พระขุนแผนตำรับวัดพระญาติ หลังยันต์มหาจักรพรรดิตราธิราช หลวงพ่อเฉลิม เขมทัสสี วัดพระญาติการาม จ.อยุธยา อธิษฐานจิตปลุกเสกจัดสร้างดำเนินรอยตามครูบาอาจารย์ ถือเป็นของดี หลวงพ่อเฉลิม สืบสายวิชาหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม เสกกระทั่งเกิดปรากฏการณ์ยันต์มหาจักรพรรดิทะลุเข้าไปในเนื้อพระ

    **หลวงพ่อเฉลิมท่านว่า...”พระขุนแผนหลังยันต์มหาจักรพรรดิ์นี้ สามารถใช้แทนตะกรุดมหาจักรพรรดิ์ได้เลย” หลวงพ่อท่านได้เสกวิชานะปัดตลอดลงไปด้วย**

    ***นะปัดตลอด ***ป้องกัน ตัดอุปสรรค เวทมนต์คาถา คุณไสย ข้อขัดข้อง สิ่งอัปมงคลทั้งหลาย ไม่ให้มาสู่ตัวผู้บูชา

    .

    พระขุนแผนต้นแบบของวัดพระญาติคือวัดใหญ่ชัยมงคลและวัดพระญาติเป็นวัดแรก ในประเทศไทยที่สร้างพระล้อพิมพ์วัดใหญ่ ในปี๒๔๙๖วัดใหญ่เป็นวัดร้างหลวงพ่ออั้นเป็นเจ้าคณะปกครองดูแลได้รวมพระสงฆ์และคณะศิษย์วัดพระญาติไปช่วยกันถากถางพบพระขุนแผนจำนวนหนึ่งและพระเครื่องอื่นๆหักๆบ้างดีบ้าง ในคณะที่ไปพบในเวลานั้นมีคนสำคัญคือหลวงพ่อสมเด็จวัดชนะและหลวงพ่อเฉลิมซึ่งต่อมาท่านทั้งสองได้ทำขุนแผนวัดพระญาติถวายหลวงพ่ออั้นโดยถอดพิมพ์ขุนแผนวัดใหญ่และลงมือแกะพิมพ์กันเองผสมดินเองกดพิมพ์เองเผาเองที่เตารอบๆโบสถ์วัดพระญาติและการเคลือบก็ทำเองทุกขั้นตอนโดยหลวงพ่อเฉลิมเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงและตรวจสอบคุณภาพลงมือเอง สำหรับขุนแผนดินเผานี้ที่ออกให้บูชา รองพื้นองค์ด้วยน้ำมันยางเหมือนกันเผาเองเหมือนกันที่วัดไม่ส่งโรงงาน ทำกันด้วยใจ ศรัทธา บูชาครูบาอาจารย์

    .

    **“ยันต์มหาจักรพรรดิตราธิราช”**อธิฐานทำน้ำมนต์ กินบ้าง ลูบหน้าบ้าง เอารดศรีษะบ้าง บำบัดโรคภัยทั้งหลาย ทั้งจะมีอายุยืนนาน บังเกิดลาภยศตามแต่จะถึงปรารถนา อธิษฐานเอาเถิดได้สำเร็จความปรารถนาทุกประการแล ทั้งโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ก็จะบรรเทาสูญหายถอนแก้กระทำย่ำยีถูกเสน่ห์ยาแฝดหายสิ้น ทุกประการ ใช้ประพรม บ้านเรือนปัดเป่าตัวเสนียดจัญไรต่าง ๆ หายสิ้น กันฟ้ากันไฟก็ได้

    .

    **หลวงปู่เฉลิมท่านเคยปรารภกับคณะศิษย์ว่า**. “ขุนแผนไม่ได้เจ้าชู้นะโว๊ย. รวยอย่างเดียว”. และสาเหตุที่ด้านหลังท่านให้บรรจุยันต์มหาจักรพรรดิ. . เนื่องจาก. ท่านชำนาญในยันต์นี้ซึ่งเมื่อปี 2485 ในคราที่ท่านอาจารย์เฮงและหลวงปู่สี วัดสะแกสร้างตะกรุดมหาจักรพรรดิตามพิธีโบราณโดยต้องนิมนต์พระ 108 รูป สาธยายพระปริต พระคาถาอิติปิโสรัตนมาลา อักขระที่ลงจาร 1 ตัวอักขระต่อพระคาถารัตรมาลา 1 บท. ซึ่ง. หลวงปู่เฉลิม. และพระเดชพระคุณหลวงพ่อสมเด็จพระมหาธีราจารย์ นิยม ฐานิสฺสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม. ได้เคยร่วมพิธีนี้ ณ ตอนนั้น. ซึ่งหลวงพ่อเฉลิมท่าน ได้เคยกล่าวกับคณะศิษย์ว่า. ท่านมั่นใจ. ยันต์มหาจักรพรรดิ. และยันต์เกราะเพ็ชร มาก. ถ้าทำพระเครื่อง. หรือวัตถุมงคลใดๆ ที่พอจะประทับยันต์นี้ได้. ท่านบอกว่า จะได้ไม่ต้องห้อยตะกรุดเพิ่ม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ขุนแผนหลังยันต์มหาจักรพรรดิ์ผสมเกศา

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260106_165618.jpg IMG_20260106_165640.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 มกราคม 2026 at 22:12
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,936
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1767694382544.jpg
    พระสมเด็จแหวกม่าน เปิดโลก สร้างปี ๒๕๓๙ พิมพ์เล็ก
    หลวงปู่สุภา กันตสีโล ศิษย์พุทธาคมของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

    (หลวงปู่ได้บอกไว้าใครมีพระรุ่นนี้จะมีสติปัญญาดีเพราะได้ดวงตาของหลวงปู่ไป)

    ครูบากฤษดาเคยยกย่องหลวงปู่สุภา กันตสีโล
    "เป็นอันดับหนึ่งในภาคใต้"พลังจิตหลวงปู่สุภา..รุนแรงมาก..
    ดัชนีอรหันต์...จิ้มหัวทะลุถึงเมืองบาดาล!!!!
    หลวงปู่ท่านเป็นพระอริยะเจ้าระดับสูง....
    เหมือนพระสมัยโบราณ!!!!

    ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าแหวกม่าน หมายถึงแหวกสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายออกไป เพื่อให้ชีวิตไปเจอกับสิ่งที่ดีๆ หลวงปู่สุภาท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นรูปสุดท้าย

    พระรุ่นนี้สร้างเมื่อหลวงปู่อายุ ๑๐๑ ปี ซึ่งในปีนั้นดวงตาหลวงปู่มีปัญหา แพทย์ให้ท่านสละดวงตาหนึ่งข้าง ดังนั้นท่านจึงให้นำดวงตานั้นมาเป็นส่วนผสมสำคัญและตั้งชื่อพระรุ่นนี้ว่า " แหวกม่านเปิดโลก "

    ท่านอธิฐานจิต.. การใส่ส่วนหนึ่งของลูกตาให้เป็นมวลาสารที่จะได้ช่วยแหวกอุปสรรคต่างๆ เหมือนมีท่านคอยติดตามพิทักษ์ดูแลคุ้มครองรักษาผู้ที่ศรัทธาท่าน

    การสร้างพระสมเด็จแหวกม่านเป็นตำราโบราณ หมายถึง การแหวกทุกข์ยาก แหวกโศกเศร้ารันทด แหวกโรคภัย แหวกภัยหมดทุกข์หมดโศก ระงับเภทภัย แหวกทะลุอุปสวรรคทั้งปวง พลิกจากร้ายกลับเป็นดี ดีทวีคูณ

    บางคนอดอยากไร้โชควาสนาหนุนนำ.. โบราณนิยมสร้างพระสมเด็จแหวกม่าน.. แหวกอุปสรรรค.. มวลสารเป็นสิ่งสำคัญมากในการสร้างพระรูปแบบนี้.

    การสร้างต้องมีวิชาความรู้สรรพกำลังในศีลในธรรมรู้จริง
    รู้คาถาเสกก่อนหลังในการประจุพลังองค์พระ.. เป็นวิชาเฉพาะทาง การเสกขอถอนส่งอุปสวรรคแก้ไขบรรเทาเรื่องร้ายต่าง ๆ ปลุกเสกไม่ใช่ทำกันได้ง่ายๆ.. ต้องเชี่ยวชาญทรงอภิญญา.. มีพลังจิตที่กล้าแข็งรวดเร็ว.. เพื่อให้สัมฤทธิ์ผล

    ประวัติหลวงปู่สุภา กันตสีโล (พระมงคลวิสุทธิ์) วัดสิริสีลสุภาราม ม.6 ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต ท่านเป็นคน อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร เกิดเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2438 ถึงปีนี้ท่านก็มีอายุย่างเข้าปีที่ 119 แล้ว หลวงปู่บวชเณรตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เป็นศิษย์ของพระอาจารย์สีทัตต์ วัดท่าอุเทน จ.นครพนม และปี 2463 ฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท จากนั้นได้ไปศึกษาทางด้านกสิณและฌานสมาบัติอยู่กับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หลังจากนั้นหลวงปู่สุภาได้ออกธุดงค์ไปในทุกภาคของประเทศ รวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมาก ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

    หลวงปู่สุภาเข้ามาธุดงค์ที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อประมาณปี 2500 ซึ่งหลวงปู่สุภาได้เล่าให้ฟังการตัดสินใจธุดงค์มาที่จังหวัดภูเก็ต ว่า ก่อนจะมาภูเก็ตหลวงปู่ได้นิมิตเห็นเทวดาองค์หนึ่งบอกให้ท่านมาช่วยโปรดคนกลุ่มน้อยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ ท่านจึงได้ตัดสินใจมาที่ภูเก็ต โดยครั้งแรกท่านมาปักกรดอยู่บนเขารัง ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งครั้งแรกท่านตั้งใจที่จะสร้างวัดที่บริเวณเขารังแต่ทางเจ้าของที่ดินไม่ขายที่ดินให้ ท่านจึงตกลงใจถอนกลดธุดงค์เพื่อเดินทางต่อไป แต่ในคืนก่อนที่หลวงปู่สุภาจะถอนกลดนั้น หลวงปู่สุภาก็ได้นิมิต ว่ามีพระภิกษุชราภาพรูปหนึ่งมาปรากฏร่างที่ข้างกลดธุดงค์ท่านจึงออกไปพบ พระภิกษุชรารูปนั้นก็ได้บอกหลวงปู่สุภาว่า “อย่าได้เสียใจเลย ยังมีสถานที่ที่เขาต้องการให้ท่านไปสร้างวัด ชาวบ้านเขารอกันเป็นเวลานาน แต่ไม่มีใครไปสร้างให้ ขอข้ามทะเลไปยังเกาะสิเหร่ ต.รัษฎา อ.เมือง ที่นั่นคือที่ที่ท่านจะสมปรารถนา” หลังจากนั้น หลวงปู่สุภาลงเรือที่ทางญาติโยมจัดให้ เพื่อเดินทางไปเกาะสิเหร่ ต.รัษฎา อ.เมือง แล้วหลวงปู่สุภาก็ปักกลด แสวงหาวิเวกบนเกาะสิเหร่ หลวงปู่สุภา จึงสร้างเป็นวัดขึ้นเป็นวัดแรกของเกาะ เรียกว่า “วัดเกาะสิเหร่” อย่างไรก็ตามเมื่อหลวงปู่สุภาสร้างวัดบนเกาะสิเหร่ เสร็จท่านก็แบกกลดขึ้นไปทางเหนือและพื้นที่อื่นๆ อีกครั้ง เพื่อแสวงหาความวิเวก หลังจากนั้นหลวงปู่ก็ได้เดินทางกลับมาที่ภูเก็ตอีกครั้งโดยครั้งนี้หลวงปู่ ได้กลับมาที่เขารัง ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง ซึ่งหลวงปู่ปักกลดที่บริเวณ ด้านหลังของโรงพยาบาลวชิระติดกับที่เก็บศพ ซึ่งเล่าลือว่าผีดุ หลังจากปักกลดมีศิษย์ที่เคยรู้จักมาพบเข้าจึงเล่าลือกันปากต่อปาก จนมีลูกศิษย์ลูกหามานมัสการจำนวนมาก และทุกคนเห็นพ้องว่าท่านอายุมากแล้ว จึงนิมนต์ให้หลวงปู่อยู่กับที่ โดยได้ขอซื้อที่ดินจากเจ้าของที่จะขายให้ 1 ไร่เศษ จึงสร้างสำนักสงฆ์ขึ้น และหลวงปู่สุภาเล็งเห็นว่า หากต้องการสร้างความสงบให้แก่เขารังและแก่จังหวัดภูเก็ต ต้องสร้างพระพุทธรูปปางประทานพรไว้บนยอดเขารัง โดยออกแบบให้มีส่วนฐานขององค์พระขึ้นไปจากหลังคาสำนักสงฆ์ จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2544 หลวงปู่สุภาได้สร้างวัดใหม่อีกแห่งหนึ่ง ถนนเจ้าฟ้าตะวันตก ม.6 ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต บนเนื้อที่ 38 ไร่ โดยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ว่า “วัดสิริสีลสุภาราม” วัดแห่งนี้เป็นวัดลำดับที่ 39 ที่หลวงปู่สุภาได้สร้างขึ้น และถือเป็นวัดสุดท้ายที่หลวงปู่สร้างขึ้นก่อนที่หลวงปู่จะละสังขารซึ่งท่าน ได้อยู่ที่วัดนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อเดือน เม.ย. 55 ท่านก็ได้ย้ายไปอยู่ที่วัดคอนสวรรค์ จ.สกลนคร ซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิดของท่าน ซึ่งนอกจากหลวงปู่สุภาจะสร้างวัดแล้ว ท่านยังได้สร้างตึกสงฆ์ที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตอีกด้วย และในช่วงวันเกิดของหลวงปู่ทุกๆ ปี จะมีการมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียน ในจังหวัดภูเก็ตด้วย ซึ่งแต่ละปีในช่วงวันเกิดจะมีประชาชน-ลูกศิษย์จากทั่วสารทิศมาร่วมจำนวนมาก สำหรับเครื่องรางของขลังของหลวงปู่สุภา นิยมมาก ก็มี “พระเสด็จกลับ” ซึ่งเป็นวัตถุมงคลที่ทำขึ้นเป็นครั้งแรกที่วัดเกาะสิเหร่ นอกจากนั้นยังมี แมงมุมเรียกทรัพย์ จระเข้เฝ้าทรัพย์ สำหรับวิชาแมงมุมมหาลาภ เป็นตำราที่หลวงปู่สุภาได้เรียนมาจากหลวงปู่สุข นอกจากนั้นยังมีวัตถุมงคลอื่นๆ อีกจำนวนมาก ส่วนคำสอนที่หลวงปู่บอกลูกศิษย์เป็นประจำ คือ “กินน้อย นอนน้อย รักสันโดษ”

    หลวงปู่สุภา กันตสีโล (พระมงคลวิสุทธิ์) มรณภาพอย่างสงบ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา สิริอายุ 119 ปี ตั้งศพวัดคอนสวรรค์ จ.สกลนคร ขณะที่บรรยากาศที่วัดสิริสีลสุภาราม จ.ภูเก็ต เงียบเหงา แต่ยังมีประชาชน เดินทางเช่าบูชาของขลังที่หลวงปู่ปลุกเสก...

    จากกรณี หลวงปู่สุภา กันตสีโล หรือ พระมงคลวิสุทธิ์ ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ เมื่อเวลา 05.20 น. วันนี้ (2 ก.ย.2556) ที่วัดคอนสวรรค์ อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร ด้วยสิริอายุ 119 พรรษา ซึ่งสร้างความเสียใจให้กับลูกศิษย์ ทั้งชาวจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ เนื่องจากหลวงปู่สุภา เป็นพระเกจิที่ผู้คนให้ความศรัทธาและให้ความนับถือเป็นอย่างมาก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จแหวกม่านเปิดโลก(พิมพ์เล็ก) ปี๒๕๓๙

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260106_171023.jpg IMG_20260106_171043.jpg IMG_20260106_171106.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 มกราคม 2026 at 19:14
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,936
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1400943-1047c.jpg get_auc3_img (37).jpeg

    เนื้อดินเกาะยอไม่เคลือบ

    พระพิมพ์ขุนแผน รุ่นเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ครบ 80 พรรษา พิธีมหาจักรพรรดิตราธิราช
    ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม 24 เมษายน 2546
    ส่วนผสมมีดินจากเกาะยอ, ดินจากหน้าพระอุโบสถ วัดชนะสงคราม, วัดใหญ่ชัยมงคล, วัดพระญาติ โดยขุดห่างจากหน้าพระอุโบสถ 9 ศอก และดินหน้าสถานที่สำคัญในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีก 9 แห่ง
    ขอผงวิเศษจากพระเกจิอาจารย์ต่างๆหรือพระเครื่องของสมัยโบราณเก่าที่ชำรุดเช่น พระสมเด็จ, พระทุ่งเศรษฐี, พระผงสุพรรณ, พระขุนแผน, นางพญา, พระรอดและพระสมเด็จ สว.90 พรรษาที่ชำรุด พระขุนแผนกรุโรงเหล้า, พระเครื่องดินเผาโคนสมอ, พระวัดตะไกรหน้าครุฑ, พระกริ่งคลองตะเคียน เป็นต้น ผสมเป็นเชื้อความศักดิ์สิทธิ์ ผงตะไบจากชนวนพระกริ่ง ได้ผสมผงตะไบจากชนวนพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์รุ่น "สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว" ด้วย เพื่อให้เกิดพลังความศักดิ์สิทธิ์ มีขนาด 1.5 X 2.7 ซม.

    พระอาจารย์ติ๋ว เจ้าพิธีฝ่ายสงฆ์
    อาจารย์ถนอมเจ้าพิธีฝ่ายฆราวาส

    พิธีดีงานใหญ่ถูกต้องตามหลักโบราณการเป็นพระเครื่องที่น่าสะสมบูชาและแขวนขึ้นคอยิ่งนัก

    ปลุกเสกพิธีมหาจักรพรรดิตราธิราช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๔๖ โดยมีสมเด็จพระเทพฯ เสด็จเป็นประธานในพิธี และ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังกว่า ๑๐๐ รูป ร่วมทำการปลุกเสก อาทิเช่น
    หลวงปู่ทิม วัดพระขาว
    หลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง
    หลวงพ่อตัด วัดชายนา
    หลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน
    หลวงพ่อเอียด วัดไผ่ล้อม
    หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน
    หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว
    หลวงพ่อมหาโพธิ์ วัดคลองมอญ เป็นต้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูง

    ขุนแผนเนื้อดินเกาะยอพิธีมหาจักรพรรดิ์ณอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระแก้ว ปี ๒๕๔๖ พิมพ์เล็ก

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260106_173242.jpg IMG_20260106_173306.jpg IMG_20260106_173323.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,936
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1767700935868.jpg 1767700948666.jpg
    "หลวงพ่อซ่วน ปัญญาธโร"
    เจ้าตำรับ"ปลัดขิก"วัดท่าลาดใต้
    เทพเจ้าไสยเวทย์แห่งพนมสารคาม

    "พระอาจารย์ซ่วน หรือ"หลวงพ่อซ่วน ปัญญาธโร" อดีตเจ้าอาวาส วัดพระพุทธทักษิณดิตถมงคล หรือ"วัดท่าลาดใต้" ต.ท่าถ่าน อ.พนมสาร คาม จ.ฉะเชิงเทรา ลูกศิษย์ของหลวงพ่อโด่ วัดนามะตูม ได้รับขนานนามว่าเป็น "เทพเจ้าไสยเวทย์แห่งเมืองพนมสารคาม"

    ท่านเกิดเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2476 อุปสมบทเมื่อปีพ.ศ.2506 ณ วัดนามะตูม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี โเยมีพระครูพินิจสมาจารย์ (หลวงพ่อโด่) เจ้าอาวาสวัดนามะตูม เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระครูใบฏีกาทองคำ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พระอธิการป่าน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า "ปัญญาธโร" โดยท่านเคยรักษาการเจ้าอาวาสวัดนามะตูม ช่วงปีพ.ศ.2515-2517

    ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังทางด้านเมตตามหานิยมและเป็นพระหมอดูที่มีชื่อเสียงมาก ซึ่งมักจะมีคนจากต่างถิ่นมาขอให้ท่านดูดวงให้ ขณะเดียวกัน ท่านก็จะให้สะเดาะเคราะห์ด้วยการสร้างพระและรูปเทพองค์ต่างๆ

    ที่สำคัญ ท่านเป็นหนึ่งในเกจิอาจารย์ผู้สร้าง "ปลัดขิก" อันเข้มขลังมากด้วยประสบการณ์ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องรางของขลังที่เลื่องชื่อในวงการพระเครื่อง

    ปลัดขิกของท่านเป็นที่ฮือฮาก็เมื่อตอน "กบ ปภัสรา" อดีตมิสไทยแลนด์เวิลด์ เสียบปลัดขิกตัวจิ๋วไว้บนมวยผมตอนขึ้นเวทีประกวดจนได้รับตำแหน่ง โดยมีบทสัมภาษณ์ "ป้าชุลี" พี่เลี้ยงนางงามระดับตำนานเขียนไว้ว่า

    ปีนั้นฮือฮามากด้วยฉายา “นางงามปลัดขิก” “ตอนประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ ป้าให้ปลัดขิกอาจารย์ซ่วน วัดท่าลาดใต้ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเครื่องรางของขลังให้"กบ"ติดตัวไว้ เพื่อสร้างความมั่นใจ เอาไว้ป้องกันตัว แล้วปีนั้น"กบ"สวยมาตลอดตั้งแต่รอบคัดเลือกแล้ว บนเวทีคืนตัดสินเขาโดดเด่นกว่าใคร เดินไป ยิ้มไป ไม่ประหม่าเลย คนปรบมือให้เขาเยอะมาก ทำให้ป้ามั่นใจว่ายังไงต้องติด 3 คนสุดท้ายแน่ๆ แล้วเขาก็ได้เป็นมิสไทยแลนด์เวิลด์”

    ในด้านปลัดขิกที่ท่านจำหน่ายจ่ายแจกออกไปนั้น ขึ้นชื่อนักในเรื่องเมตตามหานิยม และโชคลาภ ว่ากันว่าของแท้ที่ท่านปลุกเสกลงอาคมไว้นั้น เมื่อปล่อยลงน้ำแล้วท่องคาถาที่ท่านให้ไว้ก็จะว่ายน้ำได้เอง! และท่านยังเป็นพระหมอดูสะเดาะเคราะห์ที่มีชื่อมากอีกท่านหนึ่ง ทำให้บุคคลสำคัญจากทั่วทุกวงการ ต่างแห่แหนไปหาท่าน

    หลวงพ่อซ่วนท่านเป็นพระที่มุ่งปฏิบัติสมาธิภาวนา “กสิญสิบ” สื่อสารกับดวงวิญญาณ -ภูตผี จนทำให้ไม่มีเวลาปฏิบัติกิจของสงฆ์ ประกอบกับในปี พ.ศ.2522 มหาเถรสมาคม(มส.)ได้พิจารณาพฤติกรรมของท่าน และห้ามจำหน่ายจ่ายแจกปลัดขิก ท่านจึงได้ออกจากวัดท่าลาดใต้ไปพำนักที่ชลบุรีช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วกลับมาสร้างสำนักสงฆ์ ใน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา บนเนื้อที่เกือบ 2 ไร่ ในความดูแลของวัดท่าลาดใต้ ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้เป็นมรดกตกทอดจากบิดา

    จากนั้นมาพระอาจารย์ซ่วนก็มุ่งมั่นปั้นรูปปั้นต่างๆขึ้น เช่น กุมารทอง, นางกวัก, ตุ๊กตาเด็ก รวมถึงตัวละครในวรรณคดี เช่น นางสิบสอง, พระรถเมรี วรรณคดีที่เชื่อมโยงกับจังหวัดฉะเชิงเทราในอดีต ทั้ง อ.พนัสนิคม, อ.พนม สารคาม และอ.สนามชัยเขต

    รูปปั้นนับร้อยที่ท่านปั้นขึ้นมีการลงอักขระอาคมไว้ทั้งหมด บางตัวมีส่วนผสมของชิ้นส่วนคนตาย โดยเฉพาะผิวหนังของร่างคนตายที่สักยันต์ แต่เผาไม่ไหม้ถูกนำมาเป็นมวลสารในการปั้น และทุกตัวมีช่องสำหรับนำอัฐิคนตายบรรจุไว้ด้านใน หากญาติผู้เสียชีวิตแจ้งความประสงค์อยากให้วิญญาณสถิตอยู่ในรูปปั้นเหล่านี้ ท่านก็ประกอบพิธีบรรจุอัฐิให้

    กระทั่งปี 2536 หลวงพ่อซ่วนมรณภาพลง ตั้งแต่นั้น สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ก็ไร้พระสงฆ์เข้ามาจำวัด หลายครั้งที่ทางวัดให้พระสงฆ์เข้ามาฟื้นฟูสถานที่ แต่ไม่เคยมีพระรูปไหนอยู่ได้ อ้างพบเห็นสิ่งที่ชวนพิศวง ทั้งงูยักษ์เลื้อยผ่าน ได้ยินเสียงดังแปลกๆ คล้ายเสียงคนพูดคุยกัน จนสุดท้ายจำเป็นต้องปล่อยให้ทิ้งร้าง

    ในปัจจุบัน มีสื่อประชาสัมพันธ์ อุทยานหุ่นปั้นสำนักสงฆ์ร้างอาจารย์ซ่วน จ.ฉะเชิงเทรา กันอย่างแพร่หลาย หลายคนที่ชอบเรื่องเร้นลับ ต่างก็อยากที่จะมาเที่ยวชม

    หลวงพ่อซ่วนได้รับปริญญาด็อกเตอร์กิตติมศักดิ์สาขามนุษย์สัมพันธ์จาก University of America เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2533 วาระสุดท้ายท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2536 สิริอายุ 60 ปี แม้ชื่อเสียงและพฤติกรรมของท่านกำลังถูกลืมเลือน แต่"ปลัดขิก" ของท่านเป็นเครื่องรางของขลังที่ยังคงเป็นตำนานให้คนกล่าวถึงอยู่เสมอ

    ประวัติพระอาจารย์ซ่วน(ส่วน) ปัญญาธโร
    “เทพเจ้าไสยเวทย์แห่งเมืองพนมสารคาม”
    อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าลาดใต้
    ผู้สร้างสำนักสงฆ์อุทยานหุ่นปั้นอาจารย์ซ่วน
    ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

    ท่านเกิดวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 ที่ตำบลท่าถ่าน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
    บิดาท่านชื่อ สุวรรณ พี่ชายชื่อ เสื่อม เดิมทีท่านชื่อ “ส่วน” แต่ด้วยลูกศิษย์ในยุคแรกๆเรียกชื่อท่านเพี้ยนต่อๆกันมาว่า “ซ่วน” จึงทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าท่านชื่อซ่วน ซึ่งท่านก็ไม่ได้ตำหนิคนที่เรียกชื่อท่านผิดแต่อย่างใดเพราะท่านไม่ได้เก็บมาเป็นเครื่องยึดติด แต่เป็นเรื่องสมมุติเท่านั้น

    อุปสมบท ณ วัดนามะตูม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ในปี พ.ศ. 2502 โดยมีพระครูพินิจสมาจารย์ (หลวงพ่อโด่ วัดนามะตูม) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระใบฎีกาทองคำ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการป่าน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ปัญญาธโร” แปลว่า “ผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญา” เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านได้ตั้งใจศึกษาร่ำเรียนวิชาต่างๆจากพระอุปัชฌาย์(หลวงพ่อโด่) วิชาที่ท่านร่ำเรียนมีทั้งพระเวทย์ต่างๆ มนต์คาถา คัมภีร์มหาเวทย์ มหาพุทธาคม อาถรรพ์เวทย์ ไสยเวทย์ ไสยศาสตร์โชคลาภ เป็นต้น เมื่อท่านร่ำเรียนวิชาจนสำเร็จแล้ว ท่านจึงได้กราบลาพระอุปัชฌาย์ของท่านเพื่อที่จะได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้ยังสถานที่อื่นเพิ่มเติม ซึ่งท่านได้เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพระเกจิอาจารย์อีกหลายรูป เช่น หลวงปูทิม วัดระหารไร่ จ.ระยอง พระอาจารย์จันทร์ วัดถ้ำเขาปูน จ.กาญจนบุรี และยังมีพระเกจิอีกหลายรูปที่ท่านฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อร่ำเรียนวิชาอาคมและข้อวัตรปฏิบัติ ในปี พ.ศ. 2508 ท่านได้เดินทางมายังเขาชมภู่ ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เพื่อปฎิบัติธรรมพระกรรมฐานและฝึกสมาธิเพื่อให้พลังจิตเข้มแข็งขึ้น ด้วยความศรัทธาของชาวบ้านที่ท่านได้เมตตาช่วยเหลือทั้งปราบผี รดน้ำมนต์ ปัดเป่าต่างๆ และสอนหลักธรรมเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้ที่มากราบไหว้พบแต่ความโชคดีเจริญก้าวหน้า ด้วยแรงศรัทธาจึงทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นสำนักสงฆ์เขาชมภู่ จ.ชลบุรี จากนั้นในปี พ.ศ. 2512 ท่านจึงได้เดินทางมายังวัดท่าลาดใต้(บ้านเกิด) ด้วยแรงศรัทธาของชาวบ้านและลูกศิษย์ใกล้ไกล ท่านสามารถบูรณะสร้างและซ่อมแซมศาสนถาวรวัตถุต่างๆภายในวัดและสถานที่สาธารณะประโยชน์ในเขตอำเภอพนมสารคามจนสำเร็จและเจริญรุ่งเรือง ซึ่งในขณะนั้นท่านก็ยังคงดูแลสำนักสงฆ์เขาชมภู่ กระทั่งท่านได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ”เจ้าอาวาสวัดท่าลาดใต้” ซึ่งท่านก็รับตำแหน่งหน้าที่นี้เพียงระยะนึงเท่านั้น เหตุเพราะท่านเป็นพระชอบสันโดษ ไม่ชอบความวุ่นวาย ชอบเก็บตัวปฎิบัติธรรมเงียบๆ ในภายหลังท่านจึงลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสและได้มาปฎิบัติธรรมเพียงรูปเดียวในป่าบนที่ดินของตระกูลท่านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดท่าลาดใต้ จนกลายเป็น “สำนักสงฆ์พระอาจารย์ซ่วน อุทยานหุ่นปั้น” ที่เรารู้จักกันดีในยุคปัจจุบัน ท่านปฎิบัติธรรมและเมตตาช่วยเหลือญาติโยมลูกศิษย์ที่มากราบไหว้ทั้งข้าราชการผู้ใหญ่ นักธุระกิจ คุณครู ตำรวจ พ่อค้า และประชาชนทั่วสารทิศ
    พระอาจารย์ซ่วน(ส่วน) ปัญญาธโร ท่านได้มรณะภาพด้วยอาการสงบ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 สิริอายุรวม 64 ปี 34 พรรษา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    เหรียญเจ้าแม่กวนอิมประทานพรหลวงพ่อซ่วนวัดท่าลาดใต้ ชุด ๓ องค์

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260106_192236.jpg IMG_20260106_192301.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,936
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1767760900166.jpg

    FB_IMG_1767753503287.jpg
    พระสมเด็จห้าพลัง พระสมเด็จภะคะวามหาโชครุ่นแรกวัดโพธิ์ปี ๓๕ เนื้อผงสำคัญ๑๐๘ชนิด
    รายละเอียด
    .หลวงปู่คูณปริสุทฺโธปลุกเสก...พระสมเด็จห้าพลัง พระสมเด็จภะคะวามหาโชครุ่นแรกวัดโพธิ์ปี35 เนื้อผงสำคัญ๑๐๘ชนิด
    พระเกจิคณาจารย์อฐิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว
    1.หลวงปู่คูณปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่
    2.หลวงปู่คงจตุตมโล วัดเขาสมโภชน์
    3.พระอาจารย์พิมพ์ผลปุญโญ วัดพฤษะวัน
    4.หลวงปู่หล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง
    5. พระอาจารย์อดุลย์ฐิตสจุโจ วัดไผ่เหลือง
    พระผงรุ่นนี้ให้ชื่อว่า "พระสมเด็จห้าพลัง" ที่ทำขึ้นจากมวลสาร108โดยผสมผงดินหินขี้ธูปเกสรดอกไม้ เกล็ดพระศรีมหาโพธิ์ จากสถานที่ ประสูติตรัสรู้และปรินิพพาน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากประเทศอินเดีย และมวลสารจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศ มีผงอิทธิเจ เกสรดอกไม้ริมทาง จากสถานที่บนบาลศาลกล่าว เกสรดอกไม้ ดินหิน ธูป จันทร์ทั้ง 6 ไม้มงคลทั้งพระผงสมเด็จเก่ที่แดกหัก จากอยุธยา เชียงแสน สุโขทัย เปลือกหอยนางรม หอยมุข มวลสารจากวัดปากน้ำ ซึ่งได้สะสมมานานและ ได้ผ่านพิธีพุทธาภิเษกมาเล้ว5ครั้ง เป็นพระสมเด็จรุ่นแรก มีอยู่ 3 พิมพ์ คือ
    1.พระสมเด็จประทานพร
    2. พระสบเด็จปรกโพธิ์
    3. พระสมเด็จภะคะวา เป็นพระสมเด็จห้าพลังพิเศษ รุ่นแรกวัดโพธิ์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จภควา ห้าพลัง
    องค์นี้มีเศษทอง ติด ตามองค์พระชัดเจน

    ให้บูชา 170 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260107_111901.jpg IMG_20260107_111924.jpg IMG_20260107_111946.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 มกราคม 2026 at 11:56

แชร์หน้านี้

Loading...