บทความให้กำลังใจ(คมในฝัก)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,277
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    (ต่อ)
    พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้จะเกิดขึ้นได้เมื่อพุทธศาสนามีบทบาทสอง ประการคือ ๑. ส่งเสริมให้เกิดอิสรภาพภายใน พ้นจากบีบคั้นของตัวตนอันเป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาเอง ๒. ส่งเสริมให้เกิดอิสรภาพภายนอก คือพ้นจาก บีบคั้นทางสังคม หรือการเอาเปรียบจากผู้คน วัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้จะต้องมีสององค์ประกอบนี้


    อันที่จริงพุทธศาสนาจะมีอิทธิพลต่อโลกยุคใหม่ไม่ได้เลยหากขาดบทบาทส่วนใดส่วนหนึ่งไป คือจะต้องส่งเสริมให้เกิดอิสรภาพภายในหรืออิสรภาพทางใจ กับอิสรภาพภายนอกหรืออิสรภาพทางสังคม เพราะว่าในเวลานี้ผู้คนมีความทุกข์ความเครียดมาก แม้จะมีวัตถุมีเงินทองมากมาย ขณะเดียวกันจำนวนไม่น้อยก็ถูกบีบคั้นจากกลไกทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีการเอารัดเอาเปรียบ การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และการเมือง

    ศาสนาใดก็ตามจะมีความหมายต่อโลกยุคใหม่ได้ต้องส่งเสริมให้เกิดอิสรภาพทั้งสองประการ จะเน้นอันใดอันหนึ่งไปไม่ได้ ในด้านหนึ่งก็ต้องส่งเสริมคนให้เข้าถึงอิสรภาพภายใน ขณะเดียวกันก็ทำให้สังคมมีหลักประกันทางด้านสิทธิเสรีภาพ ความยุติธรรม มีประชาธิปไตย หรือมีสำนึกต่อระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมเพราะเวลานี้ สิ่งแวดล้อมกำลังจะแปรปรวนและกลายเป็นปัจจัยที่บีบคั้นผู้คนอย่างรุนแรง ดังภัยธรรมชาติที่เกิดกับพม่าและจีนจนคนตายเป็นแสน ภัยธรรมชาติแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกหนทุกแห่ง

    เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้นี้จะต้องส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความงอกงามทางจิต และความงอกงามทางสังคมไปในเวลาเดียวกัน ต้องทำให้ชีวิตภายในลุ่มลึกและทำให้ชีวิตสาธารณะเกื้อกูลต่อสังคม นี้คือการทำให้มิติพุทธศาสนาในทางสังคมเป็นจริงขึ้นมา ไม่ใช่เป็นแค่ความคิด หรือว่าความปรารถนาเท่านั้น

    จะทำเช่นนั้นได้ กระบวนการทางด้านสังคมเป็นเรื่องสำคัญ คือ เวลาเราพูดว่าต้องทำให้คนมีศีลธรรม เรามักจะเน้นว่า ต้องเข้าวัดฟังธรรม ฟังเทศน์ เพิ่มวิชาศีลธรรม อาตมาคิดว่าเท่านี้คงไม่พอ เวลานี้ กระบวนการเพื่อส่งเสริมความตื่นรู้ในทางจิตใจ ยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือใส่ใจเท่าที่ควร ขณะที่การสอนศีลธรรมแบบเดิมๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงยากที่จะทำให้เกิดอิสรภาพและความตื่นรู้ทั้งสองระดับ อาตมาไม่มีเวลาพูดว่ากระบวนการทางสังคม หรือกระบวนการเรียนรู้เพื่อปลุกให้เกิดความตื่นรู้ หรือเกิดคุณธรรมขั้นพื้นฐานเพื่อนำไปสู่ปรมัตถธรรมนั้นควรเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามขอพูดว่าชุมชนเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้สำหรับกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกทางคุณธรรมและสังคม ในเรื่องนี้มีวิทยากรหลายท่านได้พูดไปแล้วถึงความสำคัญของชุมชน แต่อาตมาก็อยากสรุปสั้นๆว่า ความสำคัญของชุมชนก็คือ ๑.ชุมชนช่วยบ่มเพาะความเจริญส่วนบุคคล อันนี้คือบทบาทของสังฆะหรือคณะสงฆ์เลย อารามหรือวัดเป็นชุมชนที่ทำให้พระในฐานะปัจเจกบุคคลนี้ความเจริญงอกงามในธรรมวินัยจนกระทั่งไปถึงการบรรลุธรรมได้ ๒.ชุมชนยังทำให้เกิดดุลยภาพระหว่างการทำงานภายในกับการทำงานภายนอกได้ด้วย ทำให้อิสรภาพทางใจกับอิสรภาพทางสังคมไม่แยกจากกัน

    ประเด็นสุดท้ายที่อาตมาอยากย้ำก็คือ บทบาทสองประการที่พุทธศาสนาน่าจะมี อัน ได้แก่การส่งเสริมอิสรภาพภายใน และการส่งเสริมอิสรภาพภายนอก ไม่ได้มีความสำคัญในแง่ของการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้ เพื่อทำให้สังคมปลอดภัยจากวัฒนธรรมแห่งความละโมบและวัฒนธรรมแห่งความโกรธเกลียดเท่านั้น แต่ยังเป็นผลดีต่อพุทธศาสนาเองด้วย คือช่วยให้พุทธศาสนายังมีความหมายต่อโลกปัจจุบัน หากพุทธศาสนาละเลยการเข้าไปมีบทบาทในการสร้างสรรค์สังคม เพื่อส่งเสริมอิสรภาพภายนอก แม้จะยังทำงานส่งเสริมอิสรภาพภายในอยู่ ก็อาจมีปัญหาต่อพุทธศาสนาเองได้

    ในเรื่องนี้พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้เตือนชาวพุทธไทยมา ๒๐ กว่าปีแล้ว อาตมาขอยกข้อเขียนของท่านมาสรุปปิดท้ายปัจฉิมกถา ดังนี้
    “หากชาวพุทธปล่อยให้สภาพแวดล้อมต่าง ๆ โดยเฉพาะสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจปรุงแต่งและแรงกระทบจากปัจจัยภายนอกอย่างอื่น ๆ โดยที่พุทธศาสนาแทบไม่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ควบคุมด้วยเลย และเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่เกื้อกูลต่อการปฏิบัติตามหลักการของพระพุทธศาสนา สภาพเช่นนั้นก็จะมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งอาจเป็นไปถึงขั้นที่การปฏิบัติตามหลักการของพุทธศาสนาไม่อาจเป็นไปได้เลย”

    แม้จะไม่ถึงขั้นนั้น แต่อย่างต่ำ ๆ ก็อาจเกิดสภาพต่อไปนี้คือ “เขตแดนแห่งการปฏิบัติตามหลักการของพุทธศาสนาหรือวงการดำเนินชีวิตแบบพุทธจะรัดตัวแคบเข้า และจะเป็นแต่ฝ่ายรับ ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกเลย ทำให้ชุมชนชาวพุทธถอยร่นห่างออกไปจากสังคมมนุษย์ยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนหนีไปรวมกันอยู่บนเกาะที่ถูกน้ำล้อมรอบ ขาดจากชุมชนอื่น”
    อาตมาขอยุติปัจฉิมกถาแต่เพียงเท่านี้
    :- https://www.visalo.org/article/budBuddhadasa.htm

     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,277
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    HappyNewYear !!.jpg
    บันทึกแด่ลูกรัก “ความสุข”

    ลูกจงจำไว้

    ลูกจงเป็นมิตรกับทุกคน
    สร้างความสุขให้แก่ทุกคน
    อย่าทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ อย่าโทษเขา
    ขอให้แก้ไขที่ตัวเราเอง แล้วลูกอย่าไปทุกข์กับมัน
    วิธีแก้ทุกข์ที่ดีที่สุดคือ การให้อภัย

    พระโอวาทจากหลวงพ่อปัญญานันทะว่า
    ถ้ารักลูกให้สอนลูก
    คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี และไปสู่สถานที่ดี
    เท่านี้ลูกจักอยู่ในสังคมได้โดยไม่เป็นทุกข์

    เมื่อลูกเกิดความเบื่อหน่ายการเรียน

    พึงนึกและมุ่งมั่นว่า

    การเรียนรู้เป็นประตูสู่ชัยชนะ
    การเรียนรู้เป็นประตูสู่ความสำเร็จ
    การเรียนรู้เป็นประตูสู่ความสุข

    ลูกจงรักษากายของเราให้สะอาดเสมอ
    พร้อมกับรักษาใจให้เป็นปรกติ

    ความรัก...เป็นที่มาแห่งความสุข
    ความเมตตา...เป็นที่มาแห่งความสุข
    ความช่วยเหลือผู้อื่น...เป็นที่มาแห่งความสุข
    ความสงสารผู้อื่น...เป็นที่มาแห่งการสร้างความสุข
    วิธีทำใจให้สบายที่สุดคือการทำสมาธิ

    เวลาลูก ทุกข์ใจ โกรธใคร เกลียดใคร กลัวใคร
    ร้อนใจ ทำอะไรผิดแล้วทุกข์ อยากแล้วทุกข์
    ทำอะไร ไม่ได้และคิดไม่ออก
    สิ่งที่ดีที่สุด คือ การทำสมาธิ
    เพราะสมาธิช่วยได้ มิใช่ช่วยให้สำเร็จ แต่
    สมาธิช่วยให้ใจเราปรกติแล้วจักคิดพิจารณา
    ในสิ่งนั้นๆ ด้วยใจปรกติ ยึดมั่นความถูกต้อง
    ลูกจักประสบผลสำเร็จด้วยตัวลูกเอง
    ถ้าลูกเห็นคนอื่นเขามั่งมี ร่ำรวยกว่าลูก
    จงอย่าคิดอิจฉาริษยาเขา คิดว่าเขาทำบุญมาดี
    จงมองคนที่จนกว่าเรา มีอีกมากมายคิดเสียว่า “เรามีแค่นี้ก็ดีแล้ว”

    ลูกรัก จงจำไว้ให้ขึ้นใจ

    คนดี คือคนที่มีศีลธรรม (จิตใจปรกติ)

    1. ไม่ทำร้ายผู้อื่น
    2. ไม่เอาของที่ผู้อื่นเขาไม่ให้
    3. ไม่แย่งคนรักของผู้อื่น
    4. ไม่พูดจาโกหกอันจักทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
    5. ไม่เสพสิ่งเสพติดทุกชนิดจนทำให้มึนเมา
    (การเสพสิ่งเสพติด ทำร้ายทั้งตนเองและผู้อื่น ข้อสำคัญทำให้พ่อแม่ พี่น้อง ครอบครัวเสียใจ)

    ถ้าเรามีมากกว่าผู้อื่น ก็อย่าพูดจาทับถมเขา
    ให้ความเมตตา เห็นใจและช่วยเหลือเขา
    จงใช้วาจาที่สุภาพ กับ ทุกคนไม่ว่ารวยหรือจน

    การเป็นผู้ดี (คนดี) มิได้วัดกันที่ความรวยจน
    แต่วัดกันที่ความงามน้ำใจ ความดีที่ทำ

    คนโบราณกล่าวไว้ว่า

    คนจะงาม งามน้ำใจ ใช่ใบหน้า
    คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน
    คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน
    คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต

    เมื่อรู้ว่าผิดแล้วรีบแก้ไขปรับปรุง
    เมื่อทำถูกแล้ว ก็ให้พัฒนาความถูกนั้นให้ดียิ่งๆ ขึ้น

    เมื่อลูกคิดอะไร คิดให้ดีๆ
    พูดอะไร พูดให้ดีๆ
    ทำอะไร ทำให้ดีๆ
    จงจำไว้ อย่าให้ใครเดือดร้อน


    >>>>> จบ >>>>>

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=941&sid=a14524062406993581bae537f659a9ac


     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,277
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,070
    คมในฝัก
    ในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด
    มีนายพรานสองพ่อลูกปลูกกระท่อมพักอาศัยอยู่ในป่าแห่งนั้น
    อาชีพของนายพรานก็คือ การหาของป่าไปแลกเปลี่ยนกับข้าวปลาอาหารและสิ่งของ
    เครื่องใช้ต่างๆ จากในเมือง ทุกเช้านายพรานผู้พ่อจะเข้าป่า
    ส่วนลูกชายจะอยู่ที่กระท่อมคอยหุงหาอาหารไว้คอยท่าพ่อ เมื่อพ่อกลับมาในตอนเย็น
    วันหนึ่งนายพรานออกจากบ้านแต่เช้า เพื่อเข้าไปหาของป่าอย่างเคย บังเอิญเขาถูกงูเห่ากัด อาการสาหัสมาก แต่ถึงกระนั้น นายพรานก็พยายามแข็งใจเดินกลับมายังกระท่อมของเขาจนได้ แล้วนายพรานก็เรียกลูกชายมาบอกว่า

    "ลูกรัก พ่อถูกงูเห่ากัดเสียแล้ว คราวนี้เห็นทีจะไม่รอด
    คงไม่มีโอกาสได้เลี้ยงดูเจ้าอีกต่อไปแล้ว"

    "ทำใจดีๆ ไว้เถอะพ่อ พ่อคงไม่เป็นอะไรมากหรอก พ่อจะให้ผมช่วยอย่างไร
    พ่อรีบบอกมาเถอะ" ลูกชายนายพรานพูดให้กำลังใจพ่อ

    "ต่อไปนี้เจ้าต้องช่วยตัวเองนะลูก เข้ามาใกล้ๆ พ่อซิ แล้วเจ้าจงจำคำพ่อไว้
    พ่อมีของดีอยู่อย่างหนึ่งนั้นคือ นอแรด เมื่อพ่อสิ้นใจไปแล้ว
    เจ้าจงเอานอแรดในย่ามนี้ไปถวายพระราชา อย่าลืมทำตามที่พ่อสั่งนะลูกนะ"

    นายพรานพูดจบก็ยื่นย่ามใส่นอแรดให้แก่ลูกชาย แล้วเขาก็ขาดใจตาย

    ฝ่ายลูกชายนายพราน เมื่อพ่อตายก็มีความเศร้าโศกเสียใจ แต่ก็พยายามสะกด
    ใจไว้รีบนำศพพ่อไปฝัง แล้วกราบลาศพพ่อมายังกระท่อมที่พัก ตรงไปหยิบย่าม
    ที่ใส่นอแรดสะพายบ่าเดินทางเข้าเมืองหลวง เพื่อถวายนอแรดแด่พระราชาตาม
    ที่พ่อสั่งไว้ เขาเดินทางไม่กี่วันก็ถึงเมืองหลวง จึงตรงไปยังประตูชึ้นนอก
    แล้วพูดกับนายประตูชั้นนอกว่า

    "ท่านนายประตู ผมต้องการจะเข้าเฝ้าพระราชา ท่านจะกรุณาผมหน่อยจะได้ไหม"
    "เอ็งต้องการจะเข้าเฝ้าพระองค์ท่านด้วยธุระอันใดหรือ" นายประตูถามด้วยความสงสัย
    "ผมมีของดีอย่างหนึ่ง ที่จะนำมาถวายท่าน"
    "ของดีอะไรของเอ็งหรือ ไหนข้าขอดูหน่อย"
    "นอแรดนี้ไงของดีที่ว่านั้น"

    ลูกชายนายพรานพูดพร้อมควักนอแรดออกมาจากย่ามให้นายประตูดู

    นายประตูเมื่อเห็นลูกชายนายพรานมีนอแรดที่สวยงามจริงๆ ก็คิดในใจว่า

    "ถ้าลูกชายนายพรานนำไปถวายพระราชาแล้ว พระองค์คงพอพระทัยเป็น
    อย่างยิ่ง และอาจพระราชทานรางวัลให้แก่ลูกชายนายพรานเป็นจำนวนมาก"

    เมื่อคิดดังนั้นแล้ว นายประตูชั้นนอกก็เกิดความโลภขึ้นมาทันที อย่ากระนั้นเลย
    เราจะต้องขู่เข็ญให้เด็กคนนี้แบ่งรางวัลที่ได้รับแก่เราส่วนหนึ่ง จึงพูดกับลูกชาย
    นายพรานว่า

    "นี่เจ้าเด็กน้อย ถ้าข้านำเจ้าเข้าไปถวายนอแรดแด่พระราชา
    แล้วพระองค์พระราชทานรางวัลให้แก่เจ้า เจ้าจะต้องแบ่งรางวัลนั้น
    ให้แก่ข้าครึ่งหนึ่งนะ ถ้าไม่ตกลง ข้าก็คงจะพาเจ้าเข้าเฝ้าไม่ได้หรอก"

    ลูกชายนายพรานได้ยินดังนั้นก็เกิดความไม่พอใจนายประตู ที่เป็นคนเห็นแก่ได้
    ไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ จึงคิดว่าถ้ามีโอกาสจะหาทางสั่งสอนนายประตูผู้นี้ให้รู้สำนึก แล้วพูดกับนายประตูว่า

    "ตกลง ผมจะแบ่งรางวัลที่ได้รับให้แก่ท่านครึ่งหนึ่งแน่นอน"

    "เอ็งอย่าโกหกนะ แล้วก็จำคำพูดของเอ็งเอาไว้ให้ดีนะ"

    ว่าแล้วนายประตูชั้นนอกก็พาลูกชายนายพรานเข้าไปยังประตูชั้นใน พบนาย
    ประตูชั้นใน ก็เล่าเรื่องที่ลูกชายนายพรานจะขอเข้าเฝ้าพระราชา
    เพื่อถวายนอแรด และมอบรางวัลครึ่งหนึ่งให้แก่ตน ให้นายประตูชั้นในฟัง

    นายประตูชั้นในได้ฟังเรื่องทั้งหมด ก็เกิดความโลภอยากได้
    ในส่วนแบ่งจากรางวัลบ้างเหมือนกัน จึงพูดกับลูกชายนายพรานว่า

    "แล้วข้าละ เจ้าจะให้อะไรบ้าง ถ้าข้าจะพาเจ้าเข้าไปเฝ้าพระราชา"

    "เอาเถอะผมจะไม่เอาอะไรเลย
    แต่ผมจะแบ่งรางวัลที่ได้รับทั้งหมดให้แก่ท่านทั้งสองคนละครึ่ง"
    ลูกชายนายพรานพูดยืนยัน ส่วนในใจนั้นก็คิดว่า
    จะหาโอกาสสั่งสอนคนทุจริตเห็นแก่ได้นี้ให้รู้สำนึกบ้าง

    "เจ้าพูดจริงๆ นะ เจ้าอย่าโกหกนะ ถ้าเจ้าโกหกเจ้าจะต้องเห็นดีกะข้าแน่"

    นายประตูชั้นในพูดขู่สำทับ

    "ตกลงผมไม่โกหกท่านแน่ ขอจงพาผมเข้าเฝ้าโดยเร็วเถิด"
    ลูกชายนายพรานพูดขอร้อง

    นายประตูชั้นในได้ฟังดังนั้นก็ดีใจมาก จึงรีบพาลูกชายนายพรานเข้าเฝ้า
    พระราชาทันที เมื่อหมอบถวายบังคมแล้ว ลูกชายนายพรานก็หยิบนอแรด
    จากถุงย่ามถวายแด่พระราชา พระราชาทอดพระเนตรนอแรด
    ทรงพอพระทัยมาก จึงตรัสขึ้นว่า

    "นอแรดนี้สวยงามมาก เจ้าได้มาจากไหน"

    "ข้าพระพุทธเจ้าได้นอแรดนี้มาจากพ่อของข้าพระพุทธเจ้าที่เป็นนายพราน
    พระพุทธเจ้าข้า"

    "แล้วทำไมเจ้าถึงต้องนำนอแรดนี้มาถวายข้าด้วยล่ะ" พระราชาตรัสถามต่อ

    "พ่อของข้าพระพุทธเจ้าได้สั่งไว้ก่อนตายว่า ขอให้นำนอแรดนี้มาทูลเกล้าฯ
    ถวายแด่พระองค์ พระพุทธเจ้าข้า"

    "และเจ้าต้องการสิ่งใดตอบแทน เจ้าบอกข้ามาได้เลย ข้าให้เจ้าได้ทุกอย่าง"

    ลูกชายนายพรานสมหวังดังใจ จึงคิดที่จะสั่งสอนนายประตูทั้งสองคน ให้เห็น
    โทษของความไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ จึงกราบทูลไปว่า

    "ข้าพระพุทธเจ้าไม่ต้องการทรัพย์สินเงินทองสิ่งของใดๆ ทั้งสิ้น
    แต่จะทูลขอพระองค์สองอย่าง พระพุทธเจ้าข้า"

    "เจ้าว่ามาเลยของสองอย่างนั้นมีอะไร ข้าจะจัดให้เจ้าเดี๋ยวนี้แหละ"

    "อย่างแรก ข้าพระพุทธเจ้า ขอให้พระองค์รับข้าพระพุทธเจ้า
    ไว้เป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทตลอดไป พระพุทธเจ้าข้า"

    "และอย่างที่สองล่ะ ว่ามาซิ"

    "อย่างที่สอง ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานรางวัลการโบยหลังให้แก่
    ข้าพระพุทธเจ้าสัก 100 ที พระพุทธเจ้าข้า"

    "เจ้าเป็นอะไรไปหรือ โบยหลัง 100 ที เจ้าจะเอาไปทำไม เจ้านี่หาเรื่อง
    เจ็บตัวเปล่าๆ อยู่ดีไม่ว่าดี" พระราชาตรัสถามด้วยความแปลกพระทัย

    "หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจะขอแบ่งรางวัลการโบย 100 ทีนี้
    ให้แก่นายประตูทั้งสองคน คนละครึ่งตามที่ได้ให้สัญญาไว้แก่นายประตูทั้งสอง
    ก่อนที่จะนำข้าพระพุทธเจ้าเข้าเฝ้าพระองค์ พระพุทธเจ้าข้า"

    "อย่างนั้นหรือ เจ้าฉลาดมาก ข้าจะชุบเลี้ยงเจ้าและแต่งตั้งให้เป็น
    มหาดเล็กหลวงต่อไป และข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริต
    ส่วนนายประตูทั้งสองนั้น ทหารนำตัวทั้งสองคนไปโบยหลังคนละ 50 ที เดี๋ยวนี้"

    ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้

    1. การเชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ จะนำมาซึ่งความสุขความเจริญแก่ชีวิต

    2. คนที่คดโกง ไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่การงาน ในที่สุดก็จะถูกจับได้
    และถูกลงโทษ ทำให้เสื่อมเสียทั้งชื่อเสียงและวงศ์ตระกูล

    3. ผู้ที่มีความเฉลียวฉลาด ย่อมสามารถเอาตัวรอดได้เสมอ

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=3798
     

แชร์หน้านี้

Loading...