รวมวัตถุมงคลทั่วทุกภูมิภาคประเทศไทย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,338
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1774108944339.jpg 1774108849357.jpg 1774108821715.jpg

    ประวัติ หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

    หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม นครปฐม หลวงพ่อพูล ชื่อนี้ประจักษ์ในฐานะพระเกจิอาจารย์อันดับหนึ่งของประเทศไทยและนับเป็นสุดยอดพระผู้ยิ่งใหญ่ด้วยเมตตาบารมี เป็นเนื้อนาบุญอันไพศาล..... ที่ผ่านมาชีวิตของท่านอุทิศแล้วในพระพุทธศาสนา.....ด้วยแรงกายแรงใจช่วยเหลือผู้ยากไร้มิเคยขาด ที่สำคัญท่านพ้นวังวนของกิเลสและตัณหา มุ่งแผ่เมตตาธรรมโดยถ้วนหน้าแก่ทุกชีวิตที่เข้ามาพึ่งใบบุญโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ สายตาของท่านมองทุกคนด้วยความเท่าเทียม ทุกคนจึงได้รับจากการปฏิบัติจาก หลวงพ่อพูล อย่างดีมาโดยตลอด หลวงพ่อพูล เป็นพระที่มีเคร่งครัดพระธรรมวินัย ด้วยความสมถะท่านจะนิ่ง พูดน้อย จนได้รับสมญา �ของจริงต้องนิ่งใบ้� หลวงพ่อพูลท่านเกิดในสกุล �ปิ่นทอง� เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย. 2455 ปีชวด (ร.ศ.131) เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 10 คน บิดาชื่อ �นายจู ปิ่นทอง� มารดาชื่อ �นางสำเนียง ปิ่นทอง� ณ บ้านเลขที่ 75 หมู่ 3 ต.ดอนยายหอม นครปฐม จบการศึกษาประถม 4 ที่โรงเรียนวัดเห้วยจระเข้ นครปฐม ปีพ.ศ. 2471 จากนั้นจึงได้ฝึกอ่านเขียนอักษรขอมและแพทย์แผนโบราณจาก �ปู่แย้ม ปิ่นทอง� ผู้นี้มีศักดิ์เป็นปู่แท้ๆ และได้รับการถ่ายทอดวิชา คาถาอาคม จาก �หลวงปู่จ้อย� วัดบางช้างเหนือ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง �หลวงปู่กลั่น� วัดพระประโทนเจดีย์ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม วัยหนุ่มหลวงพ่อพูล นั้น ชอบวิชาการต่อสู้ของลูกผู้ชาย จึงฝึกและศึกษาวิชามวยไทย และที่สำคัญท่านเคยเป็นนักมวยฝีมือดีคนหนึ่ง จนมีอายุครบวัยเกณฑ์ทหาร หลวงพ่อพูล ได้ทำหน้าที่พลเมืองดีของชาติ ด้วยการไปทำการคัดเลือกทหาร สังกัดทหารม้า เป็นทหารรักษาพระองค์ กองบัญชาการ เดิมอยู่ที่สะพานมัฆวาน กรุงเทพฯ ซึ่งตรงกับช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โดย หลวงพ่อพูลได้รับยศเป็นนายสิบตรี มีเงินเดือนขณะนั้นเดือนละ 2 บาท เรื่องการเป็นทหารรับใช้ชาตินี้นับเป็นความภาคภูมิใจของท่านเป็นอย่างมาก หลังจากปลดจากประจำการแล้ว ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2480 ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 12 ค่ำ ปีฉลู ณ พัทธสีมาวัดพระงาม อ.เมือง จ.นครปฐม โดยมี พระครูอุตตการบดี (หลวงปู่สุข ปทฺวณฺโณ) เจ้าคณะ อ.เมือง เจ้าอาวาสวัดห้วยจระเข้ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังบวชแล้ว ได้พำนักอยู่ที่วัดพระงาม ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี เมื่อ พ.ศ.2482 ในระหว่างนี้เองหลวงพ่อพูลท่านได้ให้ความสนใจศึกษาด้านการเจริญสมาธิจิต ฝึกฝนวิปัสสนากรรมฐาน ตามคำสอนควบคู่กับการศึกษาวิชาอาคม ซึ่งได้รับมอบมาจาก ปู่แย้ม ปิ่นทอง และด้วยพื้นฐานความรู้ที่มีอยู่แล้ว จึงทำให้ท่านศึกษาถ่ายทอดมหาพุทธาคมได้อย่างรวดเร็ว และที่วัดพระงามนี้ ทำให้ท่านได้มีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์ของ หลวงพ่อพร้อม วัดพระงาม ในกระบวนพระเกจิอาจารย์ที่เป็นบูรพาจารย์ของ หลวงพ่อพูล ซึ่งท่านเคารพนับถือมากรูปหนึ่งคือ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ได้รับคำแนะนำสั่งสอนเรื่องการเจริญสมาธิภาวนา การเขียนอักขระเลขยันต์ ปลุกเสกวัตถุมงคล วิชาอาคมต่างๆ หลวงพ่อเงินเมตตาถ่ายทอดอย่างไม่ปิดบัง ซึ่งเมื่อได้รับคำแนะนำจนเป็นที่มั่นใจแล้ว ท่านจึงออกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรฝึกฝนสมาธิจิต และในปี พ.ศ. 2490 วัดไผ่ล้อมเกิดขาดเจ้าอาวาสปกครองวัด เนื่องจากว่าเจ้าอาวาสแต่ละรูปอยู่ปกครองวัดได้ไม่นานต้องลาสิกขาไป หลวงพ่อพูลย้ายมาจำพรรษาประจำอยู่วัดไผ่ล้อม พร้อมกับได้ทำการก่อสร้าง และพัฒนาวัดเรื่อยมา ตลอดเวลาท่านพยายามมุมานะในการศึกษาด้านการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน และวิชาต่างๆ ที่สามารถที่จะนำไปช่วยเหลือชาวบ้านผู้เดือดร้อนได้โดยตลอดเวลา ปัจจุบันหลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข แห่งวัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครปฐม อายุ 94 ปี แม้ท่านจะมีอายุที่มากแล้ว แต่ภารกิจของท่านก็ยังคงต้องมีเรื่องให้ท่านปฏิบัติไม่ว่างเว้นท่านสร้างความเลื่อมใสศรัทธาแก่คนหมู่มาก จากปากต่อปากทำให้มีผู้ที่มาสักการะขอพรจากท่านเป็นจำนวนมากทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ จตุปัจจัยไทยทานที่สาธุชนได้บริจาคมานั้น ท่านไม่เคยสะสม มีเท่าไหร่ ท่านก็นำไปบริจาคสร้างถาวรวัตถุ สร้างความเจริญไว้แก่วัดไผ่ล้อมจนเกิดความเจริญรุ่งเรืองแลดูสวยงามสบายตา เหมาะสมที่จะเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา 94ปีของ พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณ พระมงคลสิทธิการ หรือ หลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข ได้ล่วงเลยไปตามวัยของสังขารในฐานะสมภารเจ้าวัดกลับรังสรรค์ผลงานให้กับคณะสงฆ์ได้ดีไม่มีบกพร่อง ทั้งงานด้านปกครองคณะสงฆ์ ด้านสาธารณูปการ ด้านสาธารณสงเคราะห์ โดยเฉพาะด้านศึกษาสงเคราะห์ และเผยแพร่พระธรรมวินัยได้ครบถ้วน สมเป็นพระอาจารย์ที่มีคณะศิษย์ศรัทธาเลื่อมใสทั่วประเทศ

    วันที่ 28 ธันวาคม 2547 หลวงพ่อป่วยลง คณะศิษย์ใกล้ชิดได้นำท่านเข้าตรวจเช็คร่างกาย ณ โรงพยาบาลนครปฐม ท่านควรรักษาตัวทีตึกสงฆ์ จนวันที่ 31 ธันวาคม ได้มีงานฉลองสมณศักดิ์พัดยศถวายวัดไผ่ล้อม ซึ่งขณะนั้นหลวงพ่ออาการไม่ดีขึ้นและหมอลงความเห็นว่า หลวงพ่อมีอาการลิ้นหัวใจรั่วและน้ำท่วมปอด ต่อมา 31 มกราคม พ.ศ. 2548 ได้ย้ายหลวงพ่อไปรักษาตัว ที่โรงพยาบาลสมิติเวส กรุงเทพ ทำการรักษาตัว หลวงพ่อและปาฏิหาริย์มีจริง กว่า 4 เดือนที่หลวงพ่อ รักษาตัว เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม อาการหลวงพ่อดีขึ้น จนแพทย์แปลกใจจึงอนุญาตให้กลับวัดได้ ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม หลวงได้เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก พระขุนแผน-กุมารทองแม้ท่านจะนอนอยู่บนเตียง ที่ทางวัดเตรียมให้ ต่อมา 21 พฤษภาคม อาการ หลวงพ่อทรุดลงอีกครั้ง แต่ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

    อาการหลวงพ่อดีขึ้น อากาศยามเช้าวันอาทิตย์ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 สดใสไร้เมฆฝน กระทั่งเวลา 14.55 น. เสียงเครื่องวัดชีพจรสงบลง ศิษย์ทุกคนตื่นขึ้นหลวงพ่อพูลได้ละสังขารจากพวกเขาไปแล้ว อย่างสงบทิ้งเพียงเสียงธรรมสั่งสอน และคุณงามความดี ที่สั่งสมมาตลอด 93 ปี

    #ประวัติหลวงพ่อพูลวัดไผ่ล้อม

    หากพูดถึงพระเกจิอาจารย์ที่เป็นที่เคารพรักอย่างมากในจังหวัดนครปฐมและระดับประเทศ หลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข (พระมงคลสิทธิการ) อดีตเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม คือหนึ่งในนามที่ผู้คนเลื่อมใสในเรื่องความเมตตาและการเป็นพระนักพัฒนาครับ
    นี่คือประวัติโดยละเอียดของท่านครับ

    1. ชาติภูมิและการเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
    * นามเดิม: พูล ปิ่นทอง
    * เกิดเมื่อ: วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2455 (ตรงกับต้นรัชกาลที่ 6) ณ บ้านเลขที่ 75 หมู่ 3 ต.ดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม
    * วัยเด็ก: ท่านเป็นเด็กที่เรียบร้อยและกตัญญู สนใจในเรื่องศิลปะการต่อสู้และการฝึกสมาธิเบื้องต้น

    * อุปสมบท:

    เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 ณ วัดพระงาม โดยมี พระครูอุตตรการบดี (หลวงปู่สุข) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "อตฺตรกฺโข" แปลว่า "ผู้รักษาตนดีแล้ว"
    2. การสืบทอดพุทธาคม

    หลวงพ่อพูลท่านไม่ได้เก่งเพียงแค่ในตำรา แต่ท่านได้ดั้นด้นไปฝากตัวเป็นศิษย์กับสุดยอดเกจิในยุคนั้นหลายท่าน อาทิ:

    * หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม: ท่านเป็นหลานแท้ๆ ของหลวงพ่อเงิน และได้เรียนวิชาการทำสมาธิและการสร้างวัตถุมงคล

    * หลวงปู่พร้อม วัดพระงาม: เรียนวิชาด้านเมตตามหานิยม

    * หลวงปู่สุข วัดพระงาม: เรียนวิชาอาคมและวิปัสสนากรรมฐาน

    3. การปฏิสังขรณ์วัดไผ่ล้อม

    ในปี พ.ศ. 2490 วัดไผ่ล้อมในขณะนั้นอยู่ในสภาพทรุดโทรมแทบจะเป็นวัดร้าง คณะสงฆ์จึงแต่งตั้งให้ท่านมาเป็นเจ้าอาวาส

    * ผลงานหลัก: ท่านใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตตรากตรำทำงานหนัก สร้างทั้งโบสถ์ ศาลาการเปรียญ โรงเรียน และเสนาสนะต่างๆ จนวัดไผ่ล้อมกลายเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในนครปฐม

    * หลักการสอน: ท่านเน้นสอนให้ลูกศิษย์เป็นคนดี มีความกตัญญู และขยันทำมาหากิน

    4. วัตถุมงคลที่มีชื่อเสียง
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อพูลขึ้นชื่อเรื่อง "เมตตามหานิยม" และ "โชคลาภ" ที่โด่งดังมากได้แก่:

    * กุมารทองสมบัติ: เป็นกุมารทองที่โด่งดังระดับประเทศ เชื่อกันว่าให้คุณด้านค้าขาย

    * พระขุนแผน: รุ่นต่างๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อระดมทุนสร้างสาธารณประโยชน์
    * เหรียญและรูปหล่อ: ซึ่งมักจะผ่านพิธีปลุกเสกที่เข้มขลังและมีเอกลักษณ์

    หากพูดถึง หลวงพ่อพูล (พระมงคลสิทธิการ) แห่งวัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม ลูกศิษย์ลูกหามักจะนึกถึงความเมตตาและภาพลักษณ์ของพระที่ "นิ่งสงบ" จนได้รับฉายาว่า "พระจริงนิ่งใบ้" เรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของท่านมีหลายด้านที่น่าอัศจรรย์ครับ

    1. ปาฏิหาริย์ "สังขารสีทอง"
    อภินิหารที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกมากที่สุดคือ สรีระสังขารที่ไม่เน่าเปื่อย ของท่านหลังจากละสังขารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2548 (ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชาพอดี) ที่น่าอัศจรรย์กว่านั้นคือ เมื่อเวลาผ่านไป ผิวพรรณของท่านกลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็น สีทองอร่าม อย่างน่าเหลือเชื่อ จนเป็นที่มาของพิธีเปลี่ยนผ้าครองถวายที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อให้ศิษยานุศิษย์ได้เข้ากราบอย่างใกล้ชิด

    2. ตำนาน "กุมารทองสมบัติ"

    หลวงพ่อพูลท่านขึ้นชื่อมากเรื่องการสร้างและปลุกเสก กุมารทอง โดยเฉพาะ "กุมารทองสมบัติ" ซึ่งเป็นกุมารทองขนาดใหญ่ที่อยู่คู่บารมีท่านมานาน มีเรื่องเล่าว่ากุมารทองนี้ช่วยหาเงินสร้างวัดไผ่ล้อมจนสำเร็จลุล่วงนับร้อยล้านบาท และมักจะบันดาลโชคลาภ ค้าขายร่ำรวย ให้กับผู้ที่มาขอพรอยู่เสมอ

    3. วิชา "นะหน้าทอง" และเมตตามหานิยม

    ท่านเป็นต้นตำรับการลง นะหน้าทอง ที่เข้มขลังมาก เชื่อกันว่าใครที่ได้รับการลงนะจากท่าน (หรือวิชาที่สืบทอดมาถึงหลวงพี่น้ำฝนในปัจจุบัน) จะช่วยเสริมสง่าราศี เมตตามหานิยม และทำให้การติดต่อเจรจางานต่างๆ ประสบความสำเร็จอย่างน่าประหลาดใจ

    4. ความแคล้วคลาดและบารมีจากวัตถุมงคล

    วัตถุมงคลของท่าน เช่น หนุมานครองเมือง หรือ พระขุนแผน มีประสบการณ์เล่าขานกันมากในเรื่องการคุ้มครองป้องกันภัยและความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ด้วยความที่ท่านเคยศึกษาวิชาจากเกจิชื่อดังหลายท่าน เช่น หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม และหลวงพ่อพร้อม วัดพระงาม ทำให้พลังจิตของท่านมีความหนักแน่นและศักดิ์สิทธิ์มาก

    สรุปสั้นๆ สำหรับคนทำธุรกิจ:
    หลายคนมักไปกราบท่านเพื่อขอพรเรื่อง "ความมั่งคั่งและบารมี" เพราะชื่อของท่านคือ "พูล" ที่หมายถึงการเพิ่มพูนนั่นเองครับ

    5. การละสังขารที่อัศจรรย์

    หลวงพ่อพูลละสังขารอย่างสงบเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 (ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา) ณ โรงพยาบาลนครปฐม รวมสิริอายุได้ 93 ปี 68 พรรษา
    > หมายเหตุ: ปัจจุบันสรีระสังขารของท่าน "ไม่เน่าเปื่อย" บรรจุอยู่ในโลงแก้ว ณ วิหารหลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม เพื่อให้ศิษยานุศิษย์ได้เข้ามากราบไหว้ขอพร
    >

    | วันเกิด | 11 พฤศจิกายน 2455 |
    | วันละสังขาร | 22 พฤษภาคม 2548 (วันวิสาขบูชา) |
    | ตำแหน่งสูงสุด | พระมงคลสิทธิการ (เจ้าคุณ) |
    | ศิษย์เอกผู้สืบทอด | พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) |
    หากคุณมีโอกาสไปจังหวัดนครปฐม การแวะไปกราบสรีระสังขารของท่านที่วัดไผ่ล้อมถือเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งครับ

    ขอขอบคุณ ท่านเจ้าของข้อมูลที่ให้เผยแพร่เป็นธรรมทาน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆข้อมูลอย่างสูงครับ
    ยกชุด ๒ รายการ
    พระสมเด็จ เนื้อกระเบื้อง รุ่นแรก หลวงพ่อพูล อตฺตรฺกโข วัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครปฐมเป็นพระพิมพ์สมเด็จฯที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ สร้างจากเนื้อผงพุทธคุณผสมกระเบื้องเก่า
    เป็นสมเด็จ ที่มีประสบการณ์สูงในอดีต
    ๒ ล็อกเก็ตเรซิ่นยุคแรกหลวงพ่อพูล ...

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260321_225536.jpg IMG_20260321_225610.jpg IMG_20260321_225637.jpg IMG_20260321_225706.jpg IMG_20260321_225733.jpg IMG_20260321_225757.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 มีนาคม 2026
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,338
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1774111953699.jpg FB_IMG_1774111956465.jpg FB_IMG_1774111958905.jpg FB_IMG_1774111961832.jpg

    ศิษย์หลวงปู่จันทร์ วัดนางหนู ลพบุรี ตำนานยุคสงครามอินโดจีน

    หลวงปู่ผลท่านนั้นไม่เป็นสองรองใครเลยแต่ยังขาดคนเผยแผ่บารมี
    คำบอกเล่าจากพระสมุห์ภาสน์(อาจารย์ตั้ว)วัดซับลำใย ท่านเคารพและนับถือหลวงปู่ผลมาก ไม่ว่างานไหนของวัดซับลำใยพระอาจารย์ตั้วจะนิมนต์หลวงปู่ผลไปช่วยเสมอๆ ในสมัยนั้นพระอาจารย์ตั้วท่านยังบอกกับสื่อต่างๆว่าถ้าสื่อต่างๆได้มีโอกาสเผยแผ่เกียรติคุณหลวงปู่ผล ชื่อเสียงของหลวงปู่ผลคงไม่แพ้หลวงพ่อเพี้ยนแน่ๆ
    ภาพหลวงปู่ผลวัดเนินทอง ในงานพิธีเททองหล่อพระประธาน ซึ่งทุกพิธีของวัดซับลำใย พระอาจารย์ตั้ว จะขอบารมีนิมนต์หลวงปู่ผล มาร่วมงานทุกพิธี ทั้งงานเล็กและงานใหญ่ สาธุ
    ประวัติหลวงปู่ผลลงหนังสือนะโม พระอาจารย์ตั้วแนะนำให้ผู้เขียนหนังสือลงประวัติหลวงปู่ผล ถ้าคนได้รู้ประวัติท่านแล้ว หลวงปู่ผลท่านนั้นไม่เป็นสองรองใครเลยแต่ยังขาดคนเผยแผ่บารมี

    ประวัติหลวงปู่ผล พระผู้ที่มากด้วยบารมีสร้างโบสถ์มามากกว่า7วัด ทายาทหลวงปู่จันวัดนางหนู จ.ลพบุรี
    พระครูมงคลกิจ (หลวงปู่ผล กาญจโน) อดีตเจ้าอาวาสวัดเนินทองวราราม ต.แก่งผักกูด อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี

    หลวงปู่ผล กาญจโน เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๒ ที่ ต.โพธิ์เก้าต้น อ.เมือง จ.ลพบุรี เป็นบุตรชายของ คุณพ่ออ๊อด คุณแม่ทอง อ่ำสอน มีพี่น้องทั้งหมด ๙ คน โดยหลวงปู่ผลเป็นบุตรคนที่ ๘

    ในวัยเด็ก

    ทางบ้านของครอบครัวหลวงปู่ผล มีอาชีพทำนา พ่อของหลวงปู่ผลเสียชีวิตตั้งแต่หลวงปู่ผลมีอายุได้๓ขวบ หลังจากพ่อเสีย เวลาแม่ไปทำนา แม่ก็จะให้พี่สาวเลี้ยงดูหลวงปู่ผลอยู่บ้าน จนมีเหตุการณ์หนึ่ง เวลาตอนกลางวันพี่สาวกล่อมหลวงปู่ผลให้หลับนอนและพี่สาวก็เผลอหลับไปด้วย ตัวหลวงปู่ผลนั้นได้ตื่นก่อนพี่สาวไม่รู้ว่าเดินหรือคลานไปทางหัวระเบียงบ้าน ไม่รู้ว่าทำอย่างไร ตกลงไปตรงอ่างขุ่นน้ำข้าวสุนัข อ่างขุ่นน้ำข้าวสุนัขแตก สงสัยสะโพกกระแทก และคงนอนสลบไป ตอนหลังพี่สาวตื่นขึ้นมาไม่เห็นน้อง ก็ร้องเรียกหาเที่ยวไปตามบ้านใกล้เรือนเคียงไม่มีใครรู้ และทางญาติก็ช่วยกันออกตามหา และได้มาเจอ เห็นนอนสลบอยู่ตรงอ่างขุ่นน้ำข้าวสุนัข และได้อุ้มขึ้นไปบนบ้าน ทางญาติคนแก่ๆก็บอกว่า ไม่ต้องไปรอแม่มันหรอก กว่าแม่มันจะกลับมาบางทีก็เย็นค่ำ ให้พาไปหาหลวงปู่มันดีกว่า(หลวงปู่นี้คือหลวงปู่จัน วัดนางหนู ปู่ของหลวงปู่ผล) บางทีท่านจะช่วยให้มันรอดตายได้ (สมัยนั้นโรงพยาบาลไม่มี) ทุกคนเห็นดีด้วย จึงพากันยกหลวงปู่ผลไปหาหลวงปู่จันวัดนางหนู พอถึงวัดนางหนู หลวงปู่จันก็ให้การรักษาอาการบาดเจ็บดังกล่าว ซึ่งหลวงปู่จัน ท่านก็รักษาโดนการประสานกระดูก โดยใช้น้ำมันมนต์ที่ท่านปลุกเสก จนอาการบาดเจ็บของหลวงปู่ผลบรรเทา และหายจากอาการบาดเจ็บ สะโพกของหลวงปู่ผลหลุดไม่เข้าที่ ทำให้ท่านเดินในลักษณะขาไม่เท่ากันมาตั้งแต่นั้นมา และทางหลวงปู่จัน วัดนางหนู ก็ได้รับหลวงปู่ผลมาเลี้ยงอยู่กับท่านเลย และหลวงปู่ผล ก็ได้เรียนหนังสือไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จนถึงปี ๔ ภายหลังหลวงปู่จัน จึงให้หลวงปู่ผล กาญจโน บวชสามเณร เรียนภาษาขอมและบาลี และหลวงปู่ก็ได้เรียนพระธรรมวินัย จนสอบได้นักธรรมชั้นตรี

    เมื่อหลวงปู่ผลมีอายุครบ ๒๐ ปี หลวงปู่จัน จึงได้จัดแจงให้หลวงปู่ผล ทำการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยได้บวชที่วัดบัว และได้มาจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่จัน ที่วัดนางหนู เพื่อศึกษาเล่าเรียนตำรับตำรา วิทยาคมต่างๆ จากหลวงปู่จัน จนกระทั่งมีความชำนาญ ถือเป็นตัวแทนของหลวงปู่จัน วัดนางหนู และหลวงปู่ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่จัน วัดนางหนู อย่างแท้จริง

    จนเมื่อหลวงปู่ผล กาญจโน อายุครบ ๔๕ ปี พรรษา ๒๕ หลวงปู่ผล กาญจโน ได้ทำการลาสิกขาบท ออกมาใช้ชีวิตฆราวาส และได้มีครอบครัว ภายหลังหลวงปู่ผล ได้พาครอบครัวมาทำมาหากินที่บ้านท่ากรวด ต.แก่งผักกูด อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี

    เมื่อหลวงปู่ผล กาญจโน มีอายุได้ ๕๘ ปี หลวงปู่ผล ได้หวนกลับมาสู่เพศบรรพชิตบวชเป็นพระภิกษุอีกครั้ง เมื่อคราวฉลองธงลูกเสือชาวบ้าน รุ่น ๔๐๙/๗ ต.แก่งผักกูด อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี โดยเข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดจันทาราม ต.ชัยบาดาล อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยมีพระครูวิมลชยากร เป็นพระอุปัชฌาย์ และหลวงปู่ผล ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดสุทธาวาส (วัดท่ากรวด ) โดยมีหลวงพ่อสุข เป็นเจ้าอาวาสในตอนนั้น

    ต่อมาหลวงพ่อสุข ได้ย้ายไปอยู่จังหวัดอุทัยธานี หลวงปู่ผล จึงได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่ากรวด แทนหลวงพ่อสุข เป็นเวลาประมาณ ๑๕ ปี โดยหลวงปู่ผล กาญจโน ได้ทำการก่อสร้าง กุฏิ วิหาร และอุโบสถ จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ต่อมาวัดท่ากรวดได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จึงทำให้หลวงปู่ผล ย้ายมาอยู่ที่วัดเนินทองวราราม ในปี พ.ศ.๒๕๓๘ ซึ่งหลวงปู่ผลก็ได้ทำการก่อสร้างกุฏิ วิหาร และอุโบสถแล้วเสร็จ ด้วยอาศัยบุญญาบารมีท่าน ท่านเป็นพระเถระที่มีวิทยาคมสูง จึงทำให้มีบรรดาลูกศิษย์มากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยพากันมาบริจาคทรัพย์ช่วยหลวงปู่ผล สร้างกุฏิห้องน้ำ ศาลาการเปรียญและอุโบสถจนแล้วเสร็จ และในปี พ.ศ.๒๕๔๗ ได้ทำการจัดงานผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตรอุโบสถวัดเนินทองวราราม ต.แก่งผักกูด อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี

    ในด้านผลงาน

    หลวงปู่ผล กาญจโน ได้ทำการก่อสร้างถาวรวัตถุมากมาย เช่น กุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ อุโบสถทั้งหมด ๗ แห่ง

    ๑. วัดสุทธาวาส ( วัดท่ากรวด ) ได้ก่อสร้างกุฏิ วิหาร อุโบสถ สำเร็จไปด้วยดี

    ๒. วัดเนินทองวราราม ปี พ.ศ.๒๕๓๘ เริ่มก่อสร้างกุฏิ วิหาร อุโบสถ จนสำเร็จไปด้วยดี

    ๓. วัดท่ามะไฟ ต.ท่ามะไฟ อ.ท่าหลวง จ.พิจิตร เริ่มก่อสร้างห้องน้ำ กุฏิ วิหาร ศาลาหอฉัน และ อุโบสถ จนสำเร็จไปด้วยดี

    ๔. วัดเขาแก้ว ต.เขาแก้ว อ.สรรพยา จ.ชัยนาท

    ๕. วัดตรีบุญ(ซอย๖) อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี

    ๖.วัดมณีโสภณ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี

    ๗. วัดซอย๑๑ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี

    หลวงปู่ผล กาญจโน ท่านได้บริจาคทรัพย์ส่วนตัว ช่วยสร้างสำนักงานศึกษาธิการอำเภอท่าหลวง เป็นจำนวนเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท

    หลวงปู่ผล กาญจโน ได้บริจาคทรัพย์ส่วนตัวช่วยสร้างวัดต่างๆ ทั้งในจังหวัดลพบุรีและต่างจังหวัด หลวงปู่ผล ท่านเป็นพระที่มีเมตตาธรรม มีคุณธรรมอันสูง มีจิตใจโอบอ้อมอารีต่อพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมานมัสการ โดยท่านไม่ถือตัว บรรดาญาติโยมเข้าพบได้ง่ายตลอดเวลา และท่านเป็นพระที่มีวิทยาคมอันสูง ท่านจะไปนั่งปรกคู่กับหลวงปู่ทิม วัดพระขาว จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่เป็นประจำ และวันที่๑๖เมษายนของทุกปี บรรดาศิษยานุศิษย์ก็จะพากันมานมัสการหลวงปู่ผล ในวันงานไหว้ครูเป็นประจำทุกปี จากทั่วสารทิศทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    สมณศักดิ์

    - ดำรงค์ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส ( ท่ากรวด)
    พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสังฆรักษ์
    พ.ศ. ๒๕๔๐ ดำรงค์ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเนินทองวราราม
    พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้รับสมณศักดิ์พระครูมงคลกิจ(ชั้นโท)

    ในด้านวัตถุมงคล

    หลวงปู่ผล กาญจโน ท่านได้สร้างวัตถุมงคล ตั้งแต่ครั้งยังอยู่ที่วัดท่ากรวด โดยหลวงปู่ผล ท่านจัดสร้างวัตถุมงคลตามตำราของหลวงปู่จัน วัดนางหนู ซึ่งในการจัดสร้างวัตถุมงคลนั้น หลวงปู่ผล ท่านได้มีการจัดสร้างเหรียญรุ่นแรก รูปหล่อปั้มรุ่นแรก ผ้ายันต์ ตะกรุดโทน สีผึ้งตระกรุดสาริกา เสื้อยันต์แดง และ ตะกรุดไม้ไผ่มหาอุต หลวงปู่ผล ท่านสร้างได้เข้มขลัง ตามตำราหลวงปู่จัน วัดนางหนู ผู้เป็นอาจารย์ของหลวงปู่ผล กาญจโน โดยมีการจัดสร้างตามวาระต่างๆ เช่น งานผ้าป่า งานกฐิน ทั้งที่วัดจัดสร้างเอง และลูกศิษย์จัดสร้างถวาย โดยหลวงปู่ผล มีการจัดสร้างเรื่อยมา ทั้งตอนที่อยู่วัดท่ากรวด และที่วัดเนินทอง

    ประสบการณ์ในวัตถุมงคล

    วัตถุมงคลของหลวงปู่ผล กาญจโน นั้น มีประสบการออกมาเรื่อยๆจากลูกศิษย์ที่ได้นำวัตถุมงคลของหลวงปู่ผลไปบูชา ที่มีประสบการณ์ออกมาให้เห็น ทั้งเรื่องคงกระพัน มหาอุต แคล้วคลาด เมตตามหานิยม โดยลูกศิษย์มีทั้งโดนยิ.. แต่ปืnไม่สามารถยิjออกได้ ขับรถยนต์ประสบอุบัติเหตุ รถพังยับ แต่คนขับรอดปลอดภัยไม่เป็นอะไรเลย และอีกหลายๆเรื่องราว ที่ลูกศิษย์ประสบพบเจอกันมามากมาย จึงทำให้ชื่อเสียงของหลวงปู่ท่านโด่งดังไปทั่วทุกสารทิศเพราะมาจากประสบการณ์จริงจากวัตถุมงคล

    อาพาธ

    หลวงปู่ผล กาญจโน เริ่มมีอาการอาพาธด้วยโรคประจำตัวของท่าน ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ถึง ๒๕๕๑ เป็นต้นมา บรรดาลูกศิษย์ได้นำตัวหลวงปู่ผล ไปส่งโรงพยาบาลท่าหลวง โรงพยาบาลศิริราช บ่อยครั้งเป็นประจำ ต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ ท่านเริ่มอาพาธหนักขึ้น บรรดาศิษย์ได้ส่งท่านมารักษาตัวที่โรงพยาบาลท่าหลวง และทางโรงพยาบาลท่าหลวงได้นำตัวท่านส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเมืองใหม่ลพบุรี ซึ่งอยู่ไม่กี่วัน หลวงปู่ผล กาญจโน ได้ถึงการมรณะภาพด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา รวมสิริอายุ ๘๘ ปี ๒ เดือน

    ซึ่งตลอดระยะเวลาในเพศพรรชิตของหลวงปู่ผล กาญจโน ท่านได้ทุ่มเทชีวิต เพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อสังคม ในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อพระศาสนา ต่อประชาชนเรื่อยมาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตท่าน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระสมเด็จหลวงปู่ผลออกวัดท่ากรวดเสาร์ ๕ ปี ๒๕๓๖
    ยกชุด ๒ องค์

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260321_235327.jpg IMG_20260321_235347.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 มีนาคม 2026
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,338
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1774189706319.jpg

    หลวงปู่แหวนอธิษฐานจิตปลุกเสก ๖ เดือนเต็ม

    พระเครื่องที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ทรงอิทธิฤทธิ์และเป็นสัญญลักษณ์ตัวแทนแห่ง 3 ศักดิ์สิทธิ์ คือ แผ่นดิน คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
    .
    พระทรงพิมพ์คล้ายผงสุพรรณ คือ รูปทรงสามเหลี่ยมยอดตัดเล็กน้อย
    มวลสารใช้ ผงกรุพระสมเด็จบางขุนพรหม วัดใหม่อมตรส เปิดกรุเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ และผงกรุต่างๆ เช่น พระคง พระวัดสามปลื้ม ผงพระวัดปากน้ำ ผงงาช้างโบราณ และผงธนบัตรชำรุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยย่อยทำลายเป็นเศษ
    .
    อธิฐานจิตโดยเกจิชื่อดังแห่งยุคสมัย :
    .
    หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง,หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง ,หลวงพ่อเส็ง วัดกัลยาฯ ,หลวงพ่อฑูรย์ วัดโพธินิมิต ,หลวงพ่อสุด วัดกาหลง ,หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง ,หลวงพ่อบุญ วัดวังมะนาว ,หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์,หลวงพ่อสมชายวัดเขาสุกิม ฯลฯ และหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ยังนำกลับไปปลุกเสกซ้ำอีก นานถึง ๖ เดือนเต็ม

    .
    ..................ส ม เ ด็ จ อ ง ค์ บ ดิ น ท ร์ ปี ๒ ๕ ๒ ๕ ……………
    .......................วัดจักรวรรดิราชาวาส(วัดสามปลื้ม)……………
    .
    พระเครื่อง "องค์บดินทร์" ปี ๒๕๒๕ จัดสร้างขึ้นโดยจอมพลประภาส จารุเสถียร เพื่อเป็นเกียรติแด่เจ้าพระยาบดินทรเชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) แม่ทัพทหารเอก
    พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ในคราวฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี พ.ศ.๒๕๒๕
    .
    ออกแบบโดยอาจารย์อนันต์ สวัสดิสวนีย์ พระเครื่องรูปทรงสามเหลี่ยมยอดตัดเล็กน้อย ด้านหน้าเป็นองค์พระพุทธปฏิมากรปางสมาธิ ประทับบนอาสนะฐานด้านหน้าเป็นฐานผ้าทิพย์ ด้านหลัง เป็นยันต์"อุณาโลม" และอักษรไทยว่า "องค์บดินทร์" ดูแปลกตามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากพระสมเด็จทั่วไป
    .
    ๑ . พิมพ์ใหญ่
    พิมพ์ใหญ่พิเศษ แจกกรรมการ ขนาดกว้าง ๒ เซนติเมตร สูง ๒.๕ เซนติเมตร
    พิมพ์ใหญ่ ปกติ ขนาดกว้าง ๒ เซนติเมตร สูง ๒.๕ เซนติเมตร
    .
    ๒ . พิมพ์เล็ก ขนาดกว้าง ๑.๕ เซนติเมตร สูง ๒ เซนติเมตร

    .
    “องค์บดินทร์” พระเครื่องเพียบพร้อมด้วยอิทธิฤทธิ์และบุญญฤทธิ์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมฺรังสี) ผ่านผงสมเด็จบางขุนพรหม ,และบารมีเจ้าพระยาบดินทรเดชา มีประสบการณ์มาแล้วอย่างมากมาย ผู้ที่ทราบถึงพิธีกรรมการปลุกเสกอันสุดอัศจรรย์ รวมทั้งมวลสาร ผงพุทธคุณที่บรรจุอยู่ใน “องค์บดินทร์” จึงไม่ควรมองข้าม พระเครื่องที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ทรงอิทธิฤทธิ์และเป็นสัญญลักษณ์ตัวแทนแห่ง 3 ศักดิ์สิทธิ์ คือ แผ่นดิน คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่มีนามว่า “องค์บดินทร์”
    .
    พระพิมพ์พระพุทธมหาบดินทร์ ได้นำเข้าพิธีมหาพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถ
    วัดจักรวรรดิราชาวาส(วัดสามปลื้ม) กรุงเทพฯ โดยมีหลวงพ่อผ่อง วัดจักรวรรดิราชาวาส และพระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงจากทั่วประเทศ เข้าร่วมพิธีภายในพระอุโบสถ

    วัดจักรวรรดิราชาวาส ขณะทำพิธีได้เกิด ลมพายุพัดเข้ามาในพระอุโบสถหมุนอยู่เหนือกล่องที่บรรจุพระเครื่อง “องค์บดินทร์” เป็นเวลานาน และสิ่งที่ทำให้ทุกคนที่อยู่ในพิธีต่างตกตะลึงคือ ปรากฏมีพญางูเหลือมขนาดใหญ่ได้ตกลงมาจากเพดานโบสถ์
    ขณะกำลังทำพิธี ส่วนภายนอกพระอุโบสถเกิดพายุ ลม ฝน ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง มีเสียงฟ้าผ่า
    .
    เสียงดังอย่างกึกก้อง ทำให้ผู้ที่ร่วมอยู่ในพิธีรู้สึกได้ถึงความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์
    เป็นที่อัศจรรย์ซึ่งเป็นมงคลนิมิตอันดีที่ดวงวิญญาณเจ้าพระยาบดินทร์เดชา , เทวดา
    อารักษ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้ร่วมรับรู้แซ่ซ้องสาธุการในการปลุกเสกพระเครื่องครั้งนี้ เกิดอัศจรรย์ตั้งแต่ทำพิธีพุทธาภิเษก
    .
    มวลสารสำคัญดังนี้
    .
    -ชิ้นส่วนพระสมเด็จบางขุนพรหม วัดใหม่อมตรส เปิดกรุเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐
    -ชิ้นส่วนพระกรุต่างๆ เช่น พระคง พระวัดสามปลื้ม
    -ผงพระวัดปากน้ำ
    -ผงงาช้างโบราณ
    -ผงธนบัตรชำรุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยย่อยทำลายเป็นเศษ
    -ผงตะไบอาวุธ หอก ดาบ ง้าวโบราณ
    -ผงว่าน ๑๐๘
    -ผงอัญมณีต่างๆ
    -ผงทรายเสกพระเกจิอาจารย์ ๑๐๘ รูป
    -ผงพุทธคุณพระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศ
    -ฯลฯ
    .
    การผสมผงงาช้างกันเขี้ยวกันงา ผงหอกดาบ ช่วยกันเรื่องอาถรรพน์ภูติผีปีศาจมารบกวน ได้ทุกทิศทั่วไทย ยกเว้นที่อโคจรเท่านั้น
    .
    ประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดจักรวรรดิราวาสหรือวัดสามปลื้ม โดยหลวงพ่อผ่อง วัดจักรวรรดิฯ ร่วมกับพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงสมัยนั้นอาทิ.
    .
    -หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง
    -หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    -หลวงพ่อเส็ง วัดกัลยาฯ
    -หลวงพ่อฑูรย์ วัดโพธินิมิตร
    -หลวงพ่อสุด วัดกาหลง
    -หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง
    -หลวงพ่อบุญ วัดวังมะนาว
    -หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์
    -หลวงพ่อสมชายวัดเขาสุกิม
    -ฯลฯ

    และหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ยังนำกลับไปปลุกเสกซ้ำอีก นานถึง ๖ เดือนเต็ม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ชุดพระผงองค์บดินทร์ ๒ องค์ สภาพสวยไม่มาก

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260322_212531.jpg IMG_20260322_212558.jpg
     
  4. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,579
    ค่าพลัง:
    +7,819
    ขอจองครับ
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,338
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1774174206316.jpg

    เข้าห้องผ่าตัดแล้ว ปรากฎว่า มีดที่หมอใช้ผ่าตัดเพื่อต่อกระดูกให้แม่นั้น กรีดไม่เข้าเนื้อเลย ทำยังไงก็ไม่เข้า

    ประวัติ หลวงปู่บุญมา วัดบ้านหนองตูม จ. ขอนแก่น

    " พระครูบุญสารสุมณฑ์ " ( หลวงปู่บุญมา มุนิโก ) ท่านถือกำเนิดเมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๔ ขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๓ ที่ บ้านหนองตูม ต.บ้านขาม อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น (ปัจจุบันคือ ต.หนองตูม อ.เมือง จ.ขอนแก่น) เดิมท่านชื่อ "บุญมา หินอำคา" โยมบิดาท่านชื่อ นายด้วง โยมมารดาท่านชื่อ นางจันทร์ สกุล "หินอำคา"

    ในวัยเด็กบิดาท่านได้นำไปฝาก บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดบูรพา (วัดบ้านหนองตูม) เมื่อวันอังคารที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๑ มี (พระครูพุทธา) เจ้าอาวาสวัดบูรพา เป็นพระอุปัชฌาย์

    เมื่อท่านมีอายุครบบวช ก็ได้เข้ารับการอุปสมบทที่พัทธสีมา (วัดเจติยภูมิ) บ้านขาม เมื่อวันจันทร์ที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๔ มี (พระครูแก้ว เกสาโว) วัดพิชัยพัฒนาราม ต.วังชัย อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็นพระอุปัชฌาย์ (พระครูบุญมี) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ (พระครูสมุห์ค้ำ) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้นามฉายาว่า "มุนิโก"

    หลวงปู่บุญมาท่านเป็นพระที่ได้รับฉายาว่า "ผู้ไม่เคยหยุดนิ่งแห่งการปฏิบัติธรรม" จึงมีลูกศิษย์แวะเวียนมากราบไหว้อย่างไม่หยุด นอกจากนี้ท่านยังเป็นพระสหายธรรมกับ (หลวงปู่ธีร์ วัดมิ่งเมืิองวนาราม) อ.ภูเวียง "หลวงปู่พรหม"(บุญตา) วัดเขื่อนอุบลรัตน์ (หลวงปู่มหาโส กัสสโป) เป็นต้น หลวงปู่เป็นที่ยกย่องกล่าวขวัญเสมอ จากพระเกจิอาจารย์ดังหลายๆรูป ท่านยังมีลูกศิษย์มากมายทั้งที่เป็นฆารวาส เช่น นักการเมืองชื่อดัง, อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร, พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

    พ.ศ.๒๔๘๔ ท่านสอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท
    การศึกษาพิเศษ ได้ศึกษาคัมภีรย์มูลกัจจายน์ และการแปลเจ็ดตำนาน, สิบสองตำนานตลอดจนการแปลคัมภีรย์ ภิกขุปาฏิโมกข์
    พ.ศ.๒๔๘๕-๒๔๙๘ เป็นเจ้าอาวาส วัดบ้านหนองตูม
    พ.ศ.๒๔๙๕ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม วัดบ้านหนองตูม
    พ.ศ.๒๔๙๘ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม วัดแท่น บ้านเขื่อน ต.บ้านเหล่า
    พ.ศ.๒๔๙๘-๒๕๐๓ เป็นเจ้าอาวาส วัดแท่น บ้านเขื่อน ต.บ้านเหล่า
    พ.ศ.๒๕๐๓-๒๕๐๙ เป็นเจ้าอาวาส วัดโพธิ์ตาล บ้านแดงใหญ่ ต.บ้านเหล่า
    พ.ศ.๒๕๐๑ เป็นพระอุปัชฌาย์ในเขตตำบลบ้านเหล่า อำเภอเมือง (ปัจจุบัน คือ อำเภอบ้านฝาง)
    พ.ศ.๒๕๐๙ ย้ายกลับมาเป็นเจ้าอาวาส วัดบ้านหนองตูม และเป็นเจ้าคณะตำบลโคกสี เขต ๓
    พ.ศ.๒๕๒๓ ได้รับการยกขึ้นเป็นเจ้าคณะตำบลกิติมศักดิ์
    พ.ศ.๒๕๑๖-๒๕๒๓ เป็นหัวหน้าพระวิปัสสนาจารย์ จังหวัดขอนแก่น ไปชุมนุมอบรมตามจุดต่างๆ ที่กองการวิปัสสนาธุระ ที่จัดขึ้นตามภาคต่างๆ ของประเทศไทย

    สมรณศักดิ์
    พ.ศ.๒๕๑๒ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ สัญญาบัตรพัดยศเป็นพระครูเจ้าคณะตำบลชั้นตรีที่ (พระครูบุญสารสุมณฑ์)
    พ.ศ.๒๕๒๔ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทในราชทินนามเดิม

    หลวงปู่บุญมา พระเกจิเมืองขอนแก่น แม้แต่ (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) วัดบ้านไร่ ยังกล่าวยกย่องชื่นชมเสมอ และให้ความเคารพหลวงปู่บุญมา เป็นอาจารย์ท่านอีกองค์ หลวงปู่ท่านเปี่ยมด้วยเมตตา มากด้วยคุณธรรม ที่มีศรัทธาศานุศิษย์หลั่งไหลไปกราบท่านมาก มีตั้งแต่ระดับ นายกรัฐมนตรี จนถึงประชาชนคนธรรมดา แต่หลวงปู่ก็หาได้เลือกแบ่งชั้นวรรณะไม่ ทุกคนได้รับเมตตาเท่าเทียมกัน

    ด้วยท่านเป็นพระที่เก่งกล้าอาคมสูง วัตรปฏิบัติงดงามเคร่งครัดเป็นที่น่าเลื่อมใน เมตตามากล้น
    คนจึงรักและเคารพหลวงปู่ท่านมาก หากกล่าวถึงวัตถุมงคลท่าน คงหนีไม่พ้น "ตะกรุด" ที่นับว่ายอดแห่งเครื่องราง ที่ให้ผลได้ชงัดนัก อย่างตะกรุกันหมากัด หลวงปู่ท่านมักจะจารย์ตะกรุดเองกับมือท่าน ไม่ชอบแบบปั๊มท่านว่าไม่ขลังเท่าจารเองกับมือ หลวงปู่ท่านจะจารให้เองกับมือร้อยเชือกแจกเด็ก ประสบการณ์เยอะเป็นที่ประจักษ์ หมามันก็กัดไม่เข้าจริงๆ

    หลวงปู่ท่านสร้างเหรียญครั้งแรก ปีพ.ศ.๒๕๑๕ เป็นเหรียญรุ่นแรก บล็อค ๕ ชายเท่านั้น ส่วน ๔ ชายนั้นเป็นรุ่นที่สอง คนพื้นที่หวงมากนับเป็นเหรียญยอดนิยมของคนขอนแก่นอีกหนึ่งเหรียญ ที่ผ่านมาผู้ได้รับเหรียญหรือวัตถุมงคล จากหลวงปู่ไป ล้วนเจอประสบการณ์ โดยเฉพาะตำรวจทหาร ที่ไปรบ ไปเสี่ยงภัย กลับมาปลอดภัยกันทุกคน เรื่องมหาอุด เมตตามหานิยมนั้น ต้องยกให้ท่าน

    วัตถุมงคลของท่านก็มีมากมาย อาทิเช่น
    ๑. ตะกรุดค้าขาย นอกจากจะเด่นทางเมตตามหานิยมแล้ว ยังเด่นในเรื่องคงกระพันอีกด้วย

    ๒. พระผงปิดตา คลุกลัก-จุ่มลัก มหาลาภ ๑๖ ทรัพย์
    ๓.เหรียญต่างๆ เช่น เหรียญรุ่นแรก บล็อค ๕ ชาย สร้างปี พ.ศ.๒๕๑๕, เหรียญเกียรติรุ่งเรือง
    ๔.พระเนื้อผงสมเด็จพิธีผูกพัทสีมา วัดบ้านหนองตูม

    สำหรับประสบการณ์วัตถุมงคลของท่าน ก็มีอยู่มากมาย เช่น หลวงปู่ท่านได้กิจนิมนต์มาฉันเพลที่บ้าน ตอนทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ท่านได้เมตตา สวดมนต์ ฝังหลักฝังคาน ผูกสายสิญจ์ อีกทั้งเสกน้ำมนต์ ประพรมน้ำมนต์ให้ผู้ที่มาร่วมทำบุญบ้าน ในครั้งนั้น ท่านเมตตาแจกตะกรุดให้คนละดอกและล็อกเก็ต หลังจากนั้นไม่นาน แม่ของครอบครัวที่ทำบุญบ้านได้ประสบภัยอุบัติเหตุรถชน ต้องถึงขั้นผ่าตัดขาด้านซ้าย เข้าห้องผ่าตัดแล้ว ปรากฎว่า มีดที่หมอใช้ผ่าตัดเพื่อต่อกระดูกให้แม่นั้น กรีดไม่เข้าเนื้อเลย ทำยังไงก็ไม่เข้า คุณหมอจึงสั่งให้พยาบาลค้นตัวแม่ทั้งหมด พบล็อตเก็ตของหลวงปู่ห้อยอยู่ที่คอ คุณหมอจึงให้พยาบาลถอดออก แล้วจึงทำการผ่าตัดได้ หลังจากการผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดีแล้ว คุณหมอจึงเรียกคุณพ่อไปพบ แต่ไม่ได้คุยเรื่องอาการของแม่ คุยเรื่องพระที่แม่แขวนที่คอ จากวันนั้นคุณหมอท่านนี้ก็ได้ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับหลวงปู่ท่านเรื่อยมา

    " พระครูบุญสารสุมณฑ์ " (หลวงปู่บุญมา มุนิโก) ท่านถึงแก่มรณะภาพลง เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๗ สิริอายุรวม ๙๕ ปี ๗๔ พรรษา
    1774174130073.jpg

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    สมัยก่อนถ้าใครเคยเป็นแฟนหนังสือมหาโพธิ์ของใหญ่ ท่าไม้ จะลงประวัติประสบการณ์ของท่านต่อเนื่องหลายฉบับ

    เหรียญหลวงปู่บุญมารุ่นพิเศษ ปี ๒๕๒๓

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260322_171245.jpg IMG_20260322_171312.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,338
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1774184815753.jpg

    เล่าให้ฟังว่า เวลาท่านปลุกเสกปลัดขิก ต้องใช้โซ่มาล่าม เพราะไม่ฉะนั้นกระโดดหนีไปหมด บางตัวก็กระโดดชนหลังคาสังกะสีดังบ้าง บางครั้งกระโดดทะลุหลังคากระเบื้องก็มี

    "ประวัติ" หลวงพ่อคง สุวัณโณ วัดวังสรรพรส ตำบลบ่อ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี
    ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย
    "หลวงพ่อคง" เป็นชาวหมู่บ้านตาพราย ต.สะตอ อ.เขาสมิง จ.ตราด (เขตติดต่อต.วังสรรพรส อ.ขลุง จ.จันทบุรี) เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๐ ก.ย. ๒๔๔๕ ตรงกับปีที่ ๓๔ ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โยมบิดาชื่อ นายส้อง โยมมารดาชื่อ นางโอง นามสกุล "ฑีฆายุ" ท่านเป็นบุตรคนหัวปี มีพี่น้องชายหญิงอีก ๑๑ คน ครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม
    ท่านได้เกิดมาในแวดวงของผู้มีวิชาอาคมเป็นที่เลื่องลือ โดย ปู่ของท่าน คือ หลวงปู่วง ซึ่งเป็นพระผู้มีวิชาอาคมเป็นที่เลื่องลือในสมัยนั้น และตาของท่าน คือ หลวงคีรีเขตต์ รับราชการดูแลหัวเมืองตราด-จันทบุรี ผู้มีคาถาอาคมขลัง เป็นผู้มีวิชาทางคงกระพันเป็นเลิศ

    การศึกษา
    วัยเด็กเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดชมพูทราย จบชั้นประถมปีที่ ๓ เมื่อพ.ศ.๒๔๖๒ และช่วยทางบ้านหาสมุนไพรของป่าออกมาขาย

    ออกบวช

    อุปสมบทครั้งแรก พ.ศ.๒๔๖๖ อายุได้ ๒๑ ปี อุปสมบทครั้งที่ ๒ เมื่อวันอังคารที่ ๕ มีนาคม ๒๔๗๗ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติมาแล้ว ๓ วัน ขณะอายุได้ ๓๒ ปี ณ พัทธสีมาวัดชมพูทราย อ.เขาสมิง จ.ตราด มีพระอธิการผูก วัดสลัก จ.ตราด เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาธรรมว่า "สุวัณโณ" แปลว่า "ผู้มีผิวพรรณงามดุจทองคำ" หลังจากบวชแล้วได้ขยันหมั่นเพียรเล่าเรียนพระธรรมวินัย พระไตรปิฎก ประเพณีทางศาสนา ๑๒ เดือน หลวงพ่อคงนั้นนับเป็นผู้คงแก่เรียนรูปหนึ่ง ท่านได้ศึกษาวิชาไสยศาสตร์โบราณต่างๆ ที่ตกทอดกันมาจากครูบาอาจารย์ชาวเขมร และจากพระภิกษุผู้คงแก่เรียนชาวพื้นบ้าน โดยมีครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้มากมาย ทั้งพระสงฆ์และฆราวาส นอกจาก หลวงปู่วง และ หลวงคีรีเขตต์ ผู้เป็นปู่ และ ตาแท้ ๆ ของท่านแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านอื่นก็เช่น หลวงพ่อเม วัดมาบไผ่ ต.มาบไผ่ อ.ขลุง จ.จันทบุรี (หลวงพ่อเม ท่านมีวิชาขนาดเหาะเหินเดินอากาศได้), หลวงพ่ออุก-หลวงพ่อเจาะ วัดโป่งโรงเซ็น ต.โป่งโรงเซ็น อ.มะขาม จ.จันทบุรี, หลวงพ่ออ่ำ วัดสะตอน้อย, หลวงพ่อหริ่ง พ่อครูเต๋า ฆราวาสจอมคาถา, พ่อครูตาสด ฆราวาสจอมขมังเวท เป็นต้น วิชาที่ได้ร่ำเรียนมีหลายแขนง ทั้งคาถาหัวใจ ๑๐๘ คาถาคงกระพันชาตรีต่างๆ การเขียนอักขระเลขยันต์ภาษาขอม การเขียนลบผงอิทธิเจ ปถมัง การปลุกเสกเครื่องรางของขลัง วิชาแพทย์แผนโบราณ วิชาการหาสมุนไพรของป่า การหาว่านคงกระพัน การสักยันต์ วิชาย่นระยะทาง การเดินจงกรม และการฝึกจิตฝึกสมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน เข้านิโรธสมาบัติ ซึ่งปฏิบัติไปตามขั้นตอนตามที่พระอาจารย์หลายรูปได้สั่งสอนมา
    หลวงพ่อคงได้ออกเดินธุดงค์ไปทั่วประเทศ ตลอดจนข้ามไปทางฝั่งประเทศพม่า กัมพูชา เพื่อฝึกฝนวิชาที่ท่านได้ร่ำเรียนมา โดยเฉพาะวิชา เสือสมิง ท่านมีความเชี่ยวชาญชำนาญเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้ว่า วัตถุมงคลของท่านแทบทุกรุ่น จะต้องมีรูปเสือสมิง ปรากฏอยู่ด้วย
    หลังจากที่ได้เดินธุดงค์จนเป็นที่พอใจแล้ว ท่านได้กลับมาอยู่ที่วัดวังสรรพรส และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่พ.ศ.๒๕๐๘ อายุ ๖๓ ปี (ข้อมูลบางแหล่งว่าเป็นเจ้าอาวาสในปี ๒๔๙๒ อายุ ๔๗ปี บางแหล่งว่าเป็นเจ้าอาวาสในปี ๒๕๐๓ อายุ ๕๘ ปี ) เป็นต้นมา
    ทางด้านการเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ท่านก็ได้เข้าเรียนนักธรรมที่สำนักเรียนวัดสลัก กระทั่งสอบได้นักธรรมตรี นักธรรมโท และนักธรรมเอก ตามลำดับ

    ผลงานและเกียรติคุณ

    ปีพ.ศ.๒๕๐๓ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดวังสรรพรส อ.ขลุง จ.จันทบุรี
    พ.ศ.๒๕๑๓ รับตำแหน่งพระอธิการ พ.ศ.๒๕๒๒ รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทที่ "พระครูอาคมวิสุทธิ์"
    ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดรูปหนึ่งของภาคตะวันออก ร่วมสมัยเดียวกับ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า และหลวงพ่อศรีนวล วัดเกวียนหัก หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ และ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค เป็นต้น
    ปีพ.ศ.๒๕๐๐ ชื่อเสียงของท่านเริ่มเป็นที่รู้จักกันทั่วไป พิธีพุทธาภิเษกตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศต่างๆ จะต้องนิมนต์ไปร่วมนั่งปรกแทบทุกงาน เมื่อได้รับนิมนต์ท่านก็มักจะไปร่วมทุกครั้ง ไม่ว่าจะวัดใกล้วัดไกลแค่ไหนก็ตาม เมื่อคราวพิธีพุทธาภิเษกพระ ๒๕ พุทธศตวรรษ ครั้งยิ่งใหญ่ที่ท้องสนามหลวง ในพ.ศ.๒๕๐๐ ท่านก็ได้ร่วมในพิธีครั้งนั้นด้วย นอกจากนี้ในส่วนตัวของท่านเองก็ได้สร้างวัตถุมงคลออกมาหลายรุ่น เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของวัตถุมงคลของท่านคือ จะมีรูป เสือสมิง อยู่ด้านหลัง หรือไม่ก็เป็น รูปพระปิดตา ซึ่งเป็นฝีมือการเขียนโดยตัวท่านเอง
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อคงทุกรุ่นล้วนมีพุทธคุณเป็นเลิศในทุกๆ ด้าน เป็นที่เลื่องลือกันอย่างกว้างไกล นอกจากนี้ท่านยังมีความเชี่ยวชาญด้านรักษาโรคด้วยสมุนไพรอีกด้วย จนเป็นที่พึ่งพาอาศัยของชาวบ้านตลอดมา

    การสร้างวัตถุมงคล

    หลวงพ่อคงเริ่มเป็นที่รู้จักของประชาชนทั้งไกลและใกล้เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านได้เริ่มทำธง เสื้อยันต์ ตะกรุด และปลัดแจกเรื่อยมา
    นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 อันเป็นปีกึ่งพุทธกาล เพื่อสมนาคุณแก่ผู้ที่มีส่วนร่วมสร้างพระอุโบสถ ดังนั้นในปีนั้นท่านจึงได้จัดทำเหรียญรูปเหมือนของท่านเป็นครั้งแรก ท่านได้นำเหรียญของท่านมาเข้าพิธีที่ท้องสนามหลวงด้วย ภายหลังท่านก็นำเหรียญของท่านปลุกเสกในวาระอื่นๆด้วย เช่นงานทอดกฐิน งานทอดผ้าป่า และงานวันเกิดของหลวงพ่อ จำนวนสร้างทั้งหมด 15,000 เหรียญ ผิวเหรียญสีขาวเนื้ออัลปาก้าทั้งหมด เหรียญรุ่นนี้เคยมีอภินิหารเป็นที่เลื่องลือกันมาก
    วัตถุมงคลหลวงพ่อมีประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะด้านคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม ค้าขายดี แคล้วคลาดปลอดภัย เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังกล่าวถึงตลอด หลวงพ่อคงมีจริยาวัตรงดงามมาก บุคคลต่างๆรวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาจากทั่วประเทศเดินทางมากราบไหว้ท่าน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หลวงพ่อคงใจดี มีเมตตา ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนมาโดยตลอด ไม่ลำเอียง ใครเจ็บป่วยมาหาท่าน ท่านจะเมตตาช่วยเหลือตลอดทุกคนเสมอไป หลวงพ่อคงมีแต่ให้กับให้ ใครมาขออะไรก็ให้ทั้งนั้น แม้กระทั่งเงินและวัตถุมงคล ตลอดระยะเวลาในการอุปสมบทของท่าน ท่านได้ปฏิบัติตามกฏของสงฆ์อย่างเคร่งครัดมีการครองผ้าสวดมนต์ ทำวัตรเช้า เย็น ตลอดมามิได้ขาด จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระครูอาคมวิสุทธิ์ ซึ่งแปลว่า พระผู้ซึ่งมีอาคมขลังเป็นที่สุด
    หลวงพ่อคงได้อนุญาตให้ลูกศิษย์สร้างวัตถุมงคลทั้งที่เป็นประเภท เหรียญ รูปหล่อ และพระเนื้อผง มากมายหลายสิบรุ่น ส่วนวัตถุมงคลประเภทเครื่องราง อาทิ ผ้ายันต์ ตะกรุด รวมทั้งปลัดขิก และเขี้ยวเสือต่างๆ หลวงพ่อคงได้สร้างเองก็มีหลายแบบ ล้วนแล้วต่างมีประสบการณ์มากมายและส่วนมากวัตถุมงคลของท่านจะทำการปลุกเสกเดี่ยวจนครบไตรมาส จึงจะเอามาออกแจกใครได้รับต่างก็หวงแหน

    ประสบการณ์วัตถุมงคล

    วัตถุมงคลของหลวงพ่อคงแต่ละรุ่นล้วนมีประสบการณ์มากมายในทุกด้าน มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ นับตั้งแต่สามัญชนจนถึงพระบรมวงศานุวงศ์ อาทิ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร พลเรือเอกสงัด ชลอ อยู่ พล.ต.ต.ม.ร.ว.พงศ์สระ เทวกุล ฯลฯ
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อคง แต่ละรุ่นล้วนมีประสบการณ์มากมายในทุกด้าน ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เช่น เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๘ เรือเอกรังสรรค์ โตอรุณ ได้นำเรือรบมาจอดที่คลองใหญ่ (สารสิน) โดยได้รับคำบอกเล่าจากจ่าเอกพรหมมา หิรัญ คนพื้นเพ อ.ขลุง จ.จันทบุรี ได้ชวนท่านไปกราบหลวงพ่อคง เมื่อได้พบกับหลวงพ่อคง ท่านได้ขอให้หลวงพ่อคงลง นะ หน้าทองให้ โดยทำพิธีและปิดทองที่หน้าผาก ๘ แผ่น และที่ลิ้นอีก ๑ แผ่น รวมทั้งให้ลงเหล็กจารบนหน้าผาก พร้อมกับเป่าที่หน้าผาก ระหว่างนั้น เรือเอกรังสรรค์มีความรู้สึกเหมือนมีลมร้อนปะทะที่หน้าผากและลิ้น โดยแผ่นทองคำเปลวหายไปอย่างอัศจรรย์
    หลังจากลง นะ หน้าทองเสร็จแล้ว หลวงพ่อคงได้บอกให้เรือเอกรังสรรค์กลับไปที่เรือรบโดยเร็ว เพราะว่าเรือกำลังจะจม โดยท่านคิดแย้งอยู่ในใจว่า เรือรบลำใหญ่จะจมได้อย่างไร แต่หลวงพ่อคงได้กำชับให้รีบกลับไปเร็วๆ เมื่อ เรือเอกรังสรรค์ มาถึงเรือรบ ได้รับรายงานว่า น้ำเข้าทางวาล์วเปิดปิดน้ำ เพราะวาล์วน้ำเกิดขัดข้อง น้ำกำลังท่วมถึงห้องเครื่องเรือ และจะถึงเครื่องแปลงไฟ เรือเอกรังสรรค์สั่งให้แก้ไขได้ทันท่วงที่เรือเอกรังสรรค์ได้รับราชการต่อมาจนได้เลื่อนยศเป็น พล.ร.ต.รังสรรค์ โตอรุณ ร.น. ส่วนจ่าเอกพรหมา มียศเป็นนาวาตรี ประสบการณ์เกี่ยวกับหลวงพ่อคง
    “พ่อผมเป็นคนหนึ่งที่ได้เป็นศิษย์ของท่านครับเพราะพ่อผมเป็นคนอ.ขลุง จ.จันทบุรีครับ สมัยนั้นพ่อผมได้ทำเหมืองพลอย อยู่จังหวัดจันทบุรี เลยได้มีโอกาสได้อุปัฏฐากท่าน นำรถยนต์รับส่งท่านอยู่บ่อยครั้งครับ (ในสมัยพ.ศ.2520 ต้นๆครับ สมัยนั้นรถยนต์มีน้อยมากครับ) ตอนพ่อผมบวช และไปขอลาสิกขากับท่าน ท่านได้นำน้ำลายทาที่หน้าอกของพ่อผมด้วยมือของท่านเอง แล้วให้ลูกศิษย์มาสักเสือสมิงให้ครับ
    พ่อผมเล่าให้ฟังว่า เวลาท่านปลุกเสกปลัดขิก ต้องใช้โซ่มาล่าม เพราะไม่ฉะนั้นกระโดดหนีไปหมด บางตัวก็กระโดดชนหลังคาสังกะสีดังบ้าง บางครั้งกระโดดทะลุหลังคากระเบื้องก็มีครับ
    ย่าผมเล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อเม ที่เป็นอาจารย์หลวงพ่อคง นั้น ท่านรูปร่างสูงใหญ่มาก ตอนย่าผมเป็นเด็กหลวงพ่อเมก็ชราภาพแล้ว (ย่าผมเกิดพ.ศ. ๒๔๖๔) ท่านพ่อเม เป็นพระอุปัชฌาย์ที่ดังมาก มีพระมาบวชกับท่านมากครับ มีทั้งพระเขมร พระต่างจังหวัดมาเรียนวิชากับท่านเป็นจำนวนมาก ปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อเมที่ชาวบ้านแถวนั้นทราบดีก็คือ วิชาส่งของทางอากาศครับ คือท่านจะนำของโยนขึ้นบนฟ้า และสั่งให้ไปหาใคร หรือไปถวายเจ้าอาวาสวัดนั้นวัดนี้ครับ อีกวิชาที่ชาวบ้านมักเห็นกันบ่อยๆ คือตอนพลบค่ำ ท่านจะเหาะไปเรียนวิชากับโยมพ่อท่าน ที่เป็นชาวลับแล อยู่ในเทือกเขาสระบาป จ.จันทบุรี ชาวจังหวัดจันทบุรีเชื่อว่าคนลับแล คือคนบริสุทธิ์ด้วยศีล ๕ ปฏิบัติธรรม เป็นคนกึ่งเทวดาครับ”

    อาพาธและมรณภาพ
    ในช่วงท้ายของชีวิตหลวงพ่อคง ได้อาพาธเป็นไข้หวัดใหญ่ และปอดบวม มีโรคแทรกซ้อน เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๒ ลูกศิษย์ได้ส่งหลวงพ่อคงไปรักษาที่โรงพยาบาลตากสิน จันทบุรี จนพอทุเลา ท่านก็ขอกลับวัดวังสรรพรส ต่อมาอีกไม่กี่วัน ท่านก็ได้มรณภาพลงอย่างสงบ ณ วัดวังสรรพรส เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๒ รวมสิริอายุได้ ๘๗ ปี พรรษา ๕๕
    ก่อนที่จะท่านมรณภาพ ได้ปรารภกับศิษย์ว่า "ให้เก็บร่างท่านไว้ มิฉะนั้นต่อไปจะไม่มีคนมาวัด" ทางวัดจึงเก็บร่างของท่านมาถึงทุกวันนี้ และมีเรื่องแปลกเกี่ยวกับร่างของท่านคือ หลังจากที่ท่านมรณภาพไปแล้ว เล็บมือ เล็บเท้า เส้นผมของท่านจะยังคงยาวออกมาตลอด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงมงคลลาภ พุทธคุณทั้งเก้า ปี ๒๕๒๗

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260322_200444.jpg IMG_20260322_200504.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 มีนาคม 2026
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,338
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1774195573810.jpg

    เนื้อดินคลองวังแดงใต้กำเนิดขุนแผนรุ่นแรกกดมือพระเณรที่วัดร่วมด้วยช่วยกันพิมพ์ทรงโบราณมีเอกลักษณ์
    พระครูอดุลวิริยกิจ
    “หลวงพ่อเอื้อน อัตตมโน”
    ......เผยแพร่พุทธคุณประสบการณ์วัตถุมงคลเลื่องชื่อ พระขุนแผนยุคต้นเริ่มแรกสร้าง
    พิมพ์เอกลักษณ์วังแดงใต้
    กดมือพระเณรช่วยกันทำที่วัดพุทธศักราช ๒๕๔๗
    เนื้อดินนวลในลำคลองวังแดงใต้ปั๊มยันต์
    จำนวนการจัดสร้างหลักร้อย

    ประวัติ หลวงพ่อเอื้อน วัดวังแดงใต้ จ.พระนครศรีอยุธยา

    รายละเอียด : หลวงพ่อเอื้อน อตตมโน มีนามเดิม เอื้อน นามสกุล พันธุมิตร เกิดเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ที่บ้านเลขที่ ๑ หมู่ ๖ ตำบลวังแดง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ่อแม่ของท่านประกอบอาชีพในการทำนา และพ่อของท่านยังเป็นหมอแผนโบราณมีความเชี่ยวชาญรักษาโรค ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ เล่าเรียนด้านมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์ ทั้งการดูฤกษ์พานาที ทำนายทายทักก็ถือว่าค่อนข้างมีคนให้ความเลื่อมใสอย่างมาก

    หลวงพ่อเอื้อนมี พี่น้องด้วยกัน ๗ คน ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวชาวนาเหมือนชาวบ้านในละแวกเดียวกัน ชีวิตในวัยเยาว์ ท่านก็ช่วยเหลือครอบครัวเท่าที่ช่วยได้ นิสัยตอนเด็กของท่านนั้นเปี่ยมไปด้วยเมตตา ไม่เคยเอาเปรียบใคร ๆ ช่วยเหลือคนอื่น ไม่ชอบการรังแกกลั่นแกล้ง

    ถึงท่านจะเป็นเด็กที่ มีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่กว่าคนอื่น เมื่อเข้าเรียนหนังสือท่านยิ่งไม่ชอบการเอาเปรียบและกลั่นแกล้ง ใครจะมาแกล้งท่าน ท่านก็ไม่ยอมใครเหมือนกัน อยู่ไปนานวันเข้าก็ไม่มีใครมารังแก เพราะใจมันสู้ซะอย่าง

    พอจบชั้นประถมปีที่สี่แล้วก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ทั้งเลี้ยงวัว เกี่ยวหญ้า บางคราวก็ไปหาปลามาประกอบอาหาร เพราะในสมัยนั้นทำนาได้ปีละครั้ง หมดหน้าทำนาแล้วก็ไม่มีอะไร อยู่กับบ้านทำงาน ต่าง ๆ ไป ด้วยความเป็นคนที่ชอบความสงบ

    สมัยนั้นชอบมากที่สุดคือในช่วงคืนเดือนหงาย พระจันทร์สาดส่อง สว่างไสวเป็นสีเหลืองที่งดงามมาก ท่านบอกดูแล้วมีความสุข ด้วยการที่เราไปเที่ยวบ้านเหนือบ้านใต้ก็ต้องระวังตัว เจ้าถิ่นเขาคอยจะหาเรื่องทะเลาะวิวาท ยิ่งถ้าไปจีบสาวในหมู่บ้านนั้นด้วยยิ่งแล้วเลยต้องเจอดีแน่นอน ท่านเองจึงไม่ค่อยชอบไปเที่ยวที่ไหน

    ช่วงที่เริ่มเป็นหนุ่มนั้นก็ ถือว่าพอตัวเหมือนกัน คือไม่ยอมให้ใครมารังแก แต่ก็ไม่เคยไปรังแกใคร ไปบ้านไหนก็อ่อนน้อมถ่อมตน แล้วอีกอย่างหนึ่งก็เล่าเรียนวิชามาเหมือนกัน โยมพ่อได้ถ่ายทอดให้ ตอนนั้นที่ว่าแน่นั้นต้องเสกปูนคาดคอ ขอดชายผ้าติดตัว บางครั้งก็เสกใบพลูกิน เรียกว่าพอเสกอะไรแล้ว ต้องลองกันได้เลย ถึงจะมั่นใจว่าไปแล้วไม่มีคำว่าเลือดไหลให้แมลงวันกิน ชีวิตเริ่มเป็นหนุ่มมากขึ้น ท่านกลับต้องช่วยโยมพ่อ

    บาง ครั้งโยมพ่อจะสอนให้ทำกรรมฐาน ทำให้มีจิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ตอนแรก ๆ นั้นก็ทำไม่ค่อยได้ ใจคิดอะไรต่ออะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่พอบอกว่าเรียนมนต์คาถาต่าง ๆ ทำให้มีความสนใจ ตอนหลังถึงเข้าใจว่านั่นคือสมาธิ แต่การฝึกฝนทำสมาธิให้สงบ เมื่อนั่งแล้วต้องเห็นอะไร เมื่อจิตมีความสงบ มีสติ ก็ทำให้เกิดปัญญา มีความคิดรอบคอบ จะทำอะไรก็ไม่ผิดพลาด ต้องใช้การพิจารณาก่อน

    ชีวิตตอนเป็นหนุ่มของท่าน ไม่มีเรื่องที่ต้องทำให้พ่อแม่ต้องทุกข์ร้อนใจ มีแต่คอยให้ความช่วยเหลือเพื่อน ๆ ช่วยงานทางบ้านทุกอย่าง หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังว่า ตอนใกล้บวชพระนั้น มีความเบื่อหน่ายมาก เบื่อชีวิตในการครองเรือน เพราะเห็นเพื่อน ๆ มีความเดือดร้อนหลายคน บางคนมีลูกเมียแล้วก็ต้องพลัดพรากกัน ป่วยไข้ทรมาน แม้คนในหมู่บ้านที่ป่วยตายนั้นก็หลายคน ยิ่งมาพบเห็นชาวบ้านตายตอนโรคห่าระบาด ท่านบอกตอนนั้นกลัวเหมือนกัน พอเย็นลงมันวังเวงที่สุด บ้านของท่านมีคนแวะเวียนมาไม่เคยขาด เขามาขอให้ช่วยเหลือปัดเป่าให้โรคร้ายนั้นหายไป พ่อของท่านก็ทำน้ำมนต์ใส่กระถางใบโต เสกนานเป็นชั่วโมง

    ท่านมาคิดได้ว่าชีวิตคนเรานี้ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องป่วยไข้ หากไม่ป่วยไข้อาจถูกคนทำร้ายตาย บางคนยากจนแสนเข็ญหากินจนตาย ทำให้ปลงว่า ชีวิตนี้ต้องตายทุกคน บางรายนอนป่วยนานเป็นเดือนถึงตาย บางรายกว่าจะตายทรมานมาก อันนี้เกิดขึ้นด้วยผลแห่งกรรม

    ต่อมา เมื่ออายุ ๒๒ ปี จึงได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดบึง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้มีโอกาสศึกษาวิชาวิปัสสนากรรมฐานตามแบบอย่างหลวงพ่อตาบ แห่งวัดมะขามเรียง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี รวมทั้งศึกษาการเขียนยันต์ตะกรุดจากหลวงพ่อตาบ จน พ.ศ. ๒๕๑๔ จึงได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดวังแดงใต้ ได้พัฒนาวัดแห่งนี้จนมีความเจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ

    ปัจจุบัน ชื่อเสียงท่านโด่งดังไปไกลถึงต่างประเทศ ทั้ง มาเลเซีย สิงคโปร์ เดินทางมากราบท่านถึงวัด ท่านสร้างวัตถุมงคลแต่ละชนิดออกมาน้อย แต่มีประสบการณ์สูง ทั้งด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย วัตถุมงคล พระเครื่องของท่านจึงเป็นที่ต้องการในหมู่ลูกศิษย์อย่างมาก



    เพิ่มเติมประวัติหลวงพ่อเอื้อน อตตมโน วัดวังแดงใต้ ต.วังแดง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา

    หนึ่งในพระเกจิอาจารย์แห่งลุ่มแม่น้ำป่าสัก ของขลังยอดเยี่ยมในด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี ทั้งเมตตามหานิยม มีประสบการณ์ให้ประจักษ์มาแล้ว
    หลวงพ่อเอื้อน อตตมโน ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งในอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่นับถือของชาวบ้าน และจะได้พบเห็นในงาน
    ปลุกเสกพระเครื่องและวัตถุมงคลต่างๆที่ตามวัดนิมนต์ท่านไปร่วมปลุกเสกให้บังเกิดความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ ให้มีความขลังในด้านต่างๆ เรียกว่างานไหนไม่มี หลวงพ่อเอื้อนแล้ว ดูเหมือนว่าการปลุกเสกจะไม่สมบูรณ์เอาเลย ก่อนที่จะทราบเรื่องราวความเป็นมาของท่านและอภินิหารต่างๆ มารู้ความเป็นมาของวัด ความเป็นมาของวัดวังแดงใต้ วัดนี้เป็นวัดเล็กๆสร้างขึ้นในต้นรัชสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ อยู่ริมแม่น้ำป่าสักด้านทิศเหนือ บ้านวังแดงเป็นหมู่บ้านที่จัดแต่ง
    ผลหมากรากไม้และเครื่องใช้ต่างๆส่งเข้าวัง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวังเก่ามากนัก ปัจจุบันคือบริเวณใกล้วัดร้อยไร่หรือโรงเรียนท่าช้างพิทยาซึ่งมีโครงสร้างฐานอิฐ
    เก่าแก่มากมาย จากการสันนิษฐานของนักโบราณคดีบอกว่า เป็นที่ตั้งของวังเล็กๆและสถานที่เก็บสิ่งของ ที่พักช้าง ที่พักม้า แต่ก่อนตรงวัดร้อยไร่นั้นทางเดิน ข้ามแม่น้ำจะเป็นก้อนหินก้อนโตๆมากมาย ต่อมาการขนส่งสินค้าต้องใช้ทางเรือ จึงมีการลอกล่องน้ำ แต่การสร้างวัดวังแดงใต้ อาจสร้างขึ้นที่หลังแน่นอน เพราะไม่มีหลักฐานว่าเป็นวัดที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ลำดับเจ้าอาวาสนั้นมีมาแล้วกี่รูปไม่แน่ชัด ปัจจบันหลวงพ่อเอื้อนท่านเป็นเจ้าอาวาส
    หลวงพ่อเอื้อน อตตมโน นามเดิมเอื้อน นามสกุลพันธุมิตร เกิด1กันยายน2483 ที่บ้านเลขที่1หมู่6 ตำบลวังแดง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    พ่อแม่ของท่านประกอบอาชีพในการทำนา และพ่อของท่านยังเป็นหมอแผนโบราณเชี่ยวชาญรักษาโรคปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บเล่าเรียนด้านมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์
    ทั้งการดูฤกษ์ผานาที ทำนายทายทักก็ถือว่าค่อนข้างมีคนให้ความเลื่อมใสอย่างมาก หลวงพ่อเอื้อนท่านมีพี่น้องด้วยกัน7คน เหลือเพียง5คน เสียชีวิตไป2คน
    ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวชาวนาเหมือนชาวบ้านในละแวกเดียวกัน

    ชีวิตในวันเยาว์ ท่านก็ช่วยเหลือครอบครัวเท่าที่ช่วยได้ นิสัยตอนเด็กของท่านนั้นเปี่ยมไปด้วยเมตตา ไม่เคยเอาเปรียบใครๆช่วยเหลือคนอื่น ไม่ชอบการ
    รังแกกลั่นแกล้ง ถึงท่านจะเป็นเด็กที่มีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่กว่าคนอื่น เมื่อเข้าเรียนหนังสือท่านยิ่งไม่ชอบการเอาเปรียบและกลั่นแกล้ง ใครจะมาแกล้งท่าน
    ท่านก็ไม่ยอมใครเหมือนกัน อยู่ไปนานวันเข้าก็ไม่มีใครมารังแก เพราะใจมันสู้ซะอย่าง สมัยนั้นเรียนก็เรียนที่ศาลาวัด บางแห่งมีโรงเรียนบ้างแล้ว ท่านเรียน
    จบชั้นประถมปีที่สี่แล้วก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ทั้งเลี้ยงวัวเลี้ยงควายเกี่ยวหญ้า บางคราวก็ไปหาปลามาประกอบอาหาร เพราะในสมัยนั้นทำนาได้ปีละครั้ง
    หมดหน้าทำนาแล้วก็ไม่มีอะไร อยู่กับบ้านทำงานต่างๆไป ด้วยที่เป็นคนชอบความสงบ สมัยนั้นชอบมากที่สุดคือในช่วงคืนเดือนหงาย พระจันทร์สาดส่อง
    สว่างไสวเป็นสีเหลืองที่งดงามมาก ท่านบอกดูแล้วมีความสุข ด้วยการที่เราไปเที่ยวบ้านเหนือบ้านใต้ก็ต้องระวังตัว เจ้าถิ่นเขาคอยจะหาเรื่องทะเลาะวิวาท
    ยิ่งถ้าไปจีบสาวในหมู่บ้านนั้นด้วยยิ่งแล้วเลยต้องเจอดีแน่นอน ท่านเองจึงไม่ค่อยชอบไปเที่ยวที่ใหน
    ช่วงที่เริ่มเป็นหนุ่มนั้นก็ถือว่าพอตัวเหมือนกัน คือไม่ยอมให้ใครมารังแก แต่ก็ไม่เคยไปรังแกใคร ไปบ้านใหนก็อ่อนน้อมถ่อมตน แล้วอีกอย่างหนึ่งก็เล่าเรียน
    วิชามาเหมือนกัน โยมพ่อได้ถ่ายทอดให้ ตอนนั้นที่ว่าแน่นั้นต้องเสกปูนคาดคอ ขอดชายผ้าติดตัว บางครั้งก็เสกใบพูรับประทาน เรียกว่าพอเสกอะไรแล้ว ต้อง
    ลองกันได้เลย ถึงจะมั่นใจว่าไปแล้วไม่มีคำว่าเลือดไหลให้แมลงวันกินอิ่ม ชีวิตเริ่มเป็นหนุ่มมากขึ้น ท่านกลับต้องช่วยโยมพ่อ บางครั้งโยมพ่อจะสอนให้ทำ
    กรรมฐาน ทำให้มีจิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ตอนแรกๆนั้นก็ทำไม่ค่อยได้ ใจคิดอะไรต่ออะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่พอบอกว่าเรียนมนต์คาถาต่างๆทำให้มีความสนใจ
    ตอนหลังถึงเข้าใจว่านั่นคือสมาธิ สมาธิที่มีความสนใจแต่การฝึกฝนทำสมาธิให้สงบต้องนั่งแล้วต้องเห็นอะไรต่างๆ ทั้งๆที่โยมพ่อก็บอกว่าให้ภาวนาว่า พุทโธ
    พุทโธ ยังไม่ได้สอนให้ทำขั้นสูง เมื่อจิตมีความสงบ มีสติ ทำให้เกิดปัญญา มีความคิดรอบคอบ จะทำอะไรก็ไม่ผิดพลาด ต้องใช้การพิจารณาก่อน ชีวิตตอน
    เป็นหนุ่มของท่าน ไม่มีเรื่องที่ต้องทำให้พ่อแม่ต้องทุกข์ร้อนใจ มีแต่คอยให้ความช่วยเหลือเพื่อนๆ ช่วยงานทางบ้านทุกอย่าง หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังว่า ตอน
    ใกล้บวชพระนั้น มีความเบื่อหน่ายมาก เบื่อชีวิตในการครองเรือน เพราะเห็นเพื่อนๆมีความเดือดร้อนหลายคน บางคนมีลูกเมียแล้วก็ต้องพลัดพรากกัน ป่วยไข้
    ทรมาน แม้คนในหมู่บ้านที่ป่วยตายนั้นก็หลายคน ยิ่งมาพบเห็นชาวบ้านเขาตายตอนโรคห่าระบาด ท่านบอกตอนนั้นกลัวเหมือนกัน พอเย็นลงมันวังเวงที่สุด
    บ้านของท่านที่มีคนแวะเวียนมาไม่เคยขาด เขามาขอให้ช่วยเหลือปัดเป่าให้โรคร้ายนั้นหายไป พ่อของท่านก็ทำน้ำมนต์ใส่กระถางใบโต เสกนานเป็นชั่วโมง
    ท่านมาคิดได้ว่าชีวิตคนเรานี้ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องป่วยไข้ หากไม่ป่วยไข้อาจถูกคนทำร้ายตาย บางคนยากจนแสนเข็ญหากินจนตาย ชีวิตนี้ต้องตายทุกคน
    บางรายนอนป่วยนานเป็นเดือนถึงตาย บางรายกว่าจะตายทรมานมาก อันเกิดขึ้นด้วยผลแห่งกรรม

    ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก พี่กันกุฏิวัด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างส่งครับ


    พระขุนแผนเนื้อดินเผากบมือรุ่นแรกสร้างน้อยหลักร้อยองค์ไม่ถึงพันองค์

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260322_231804.jpg IMG_20260322_231837.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 มีนาคม 2026
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,338
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1774199238704.jpg

    ประสบการณ์เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่า เหรียญเอ็m16 ประสบการณ์เหรียญเอ็ม16 เป็นเหรียญขลังศักดิ์สิทธิ์ ดังสุดๆและมีประสบการณ์มากอีกรุ่นหนึ่งของหลวงปู่จ่าง หลวงปู่เคยเล่าให้ฟังว่า ได้เคยแจกเหรียญรุ่นนี้ให้ลูกศิษย์และญาติโยมพวกรถไฟ คนทางเหนือไปบูชา ต่อมาพวกเขาได้ทดลองยิjกัน เขามาเล่าให้ฟังที่วัดว่าเอาเหรียญรุ่นนี้ไปแขวนไว้ที่หัวรถไฟซึ่งจอดอยู่ที่เชียงใหม่ คนยิงเป็นตำรวจ ต่อมาได้ทดลองยิงกันหลายนัด แต่ยิงไม่ออกสักนัด เห็นเขาบอกว่า ใช้ปืนเอ็m16 ในการทดลองยิjถึง 3 ครั้ง ต่อมานายสถานีรู้เรื่องจึงขอเช่าต่อจากเจ้าของเหรียญ แต่เจ้าของไม่ยอมให้ ได้แต่บอกว่าให้ไม่ได้ ถ้าให้ไปแล้วถ้าหลวงปู่รู้เรื่องจะต่อว่าเอาได้ เพราะเป็นคนไปรับกับมือหลวงปู่ แล้วเมื่อไรจะมีโอกาสได้ไปกราบนมัสการท่านอีก เมื่อนายสถานีได้ยินอย่างนั้นจึงหมดสิทธิ์ และเจ้าของเหรียญก็รอดตัวไปเมื่อหลวงปู่จ่างได้ยินอย่างนั้น ด้วยเหตุนี้จึงเรียกรุ่นนี้ตามที่มีประสบการณ์ ครั้งแรก ว่า เหรียญรุ่น เอ็m 16

    หลวงปู่จ่างเป็นที่เคารพนับถือและยอมรับว่าเก่งจริงเรื่องกรรมฐานและวิทยาคมในศิษย์สายหลวงปู่ทองสุข วัดโตนดหลวง
    ท่านเป็นศิษย์อาวุโสของ หลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง ในสายนี้ยอมรับกันว่า ท่านเป็นศิษย์ยุคต้นๆตัวจริง แม้แต่หลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง ยังเคารพนับถือท่านมาก
    พระเครื่องของท่านทุกอย่าง มีการลงธาตุอภิญญาทั้ง4 หนุนด้วยรังสีประจำธาตุธาตุ พุทธคุณจึงสุดยอดครบเครื่องทุกๆด้าน แล้วแต่จะอธิฐาน

    ภาพบูรพาจารย์ที่ถ่ายทอดกรรมฐานและวิทยาคมให้กับหลวงปู่จ่าง หรือพระครูสุนทรวชิรเวท
    ระครูสุนทรวชิรเวท ( ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในด้านสรรพเวทวิทยาคมอันเข้มลัง ) หรือหลวงปู่จ่าง ท่านเป็นได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมและกรรมฐานจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในยุคนั้นกันหลายรูป ดังนี้
    1. หลวงพ่อฉิม วัดท่าคอย ( พระอุปัชฌาย์ ) ได้ถ่ายทอดวิปัสสนากรรมฐานรวมทั้งวิชาอาคมทางด้านคงกระพันชาตรี ตะกรุดสาริกา ลูกอม และตะกรุดโทน
    2.หลวงปู่ทองสุข วัดโตนดหลวง ได้ถ่ายทอดวิทยาคมทางด้านคงกระพันชาตรี มหาอุด ยันต์นะปัดตลอด
    และวิปัสสนากรรมฐาน
    3.หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง ได้ถ่ายทอดวิชาตะกรุดพิสมร และวิชาคงพันชาตรี
    4.หลวงพ่อผิน วัดโพธิ์กรุ ได้ถ่ายทอดวิชาคงกระพันชาตรี
    5.หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ ได้ถ่ายทอดวิปัสสนากรรมฐานและวิชาอาคม
    6.หลวงพ่อโต๊ะ วัดท่อเจริญธรรม ( พระกรรมวาจารจารย์ ) ไ้ด้ถ่ายทอดวิชาทางด้านเมตตามหานิยม
    7.หลวงพ่อเจิม วัดกุฎิทอง ได้ถ่ายทอดวิชาทางด้านเมตตามหานิยม
    นอกจากครูบาอาจารย์ที่เป็นพระสงฆ์แล้ว ท่านยังได้เรียนวิชาอาคมเพิ่มเติมจากอาจารย์ที่เป็นคฤัสถ์ อีกหลายท่าน อาทิเช่น อาจารย์ต่อ อาจารย์นิยม เป็นต้น
    หลวงปู่จ่าง ท่านมีสหธรรมมิกและได้แลกเปลี่ยนวิชาอาคม ความรู้ ไปมาหาสู่กันหลายรูป อาทิเช่น
    หลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง หลวงพ่อเทพ วัดถ้ำรงค์ หลวงพ่อพาน วัดโป่งกระสังข์ หลวงพ่อนิ่ม
    วัดเขาน้อย หลวงพ่อจ้วน วัดเขาลูกช้าง เป็นต้น

    ที่มาเว็บจีพระ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    วันพุธที่ 12 ก.ค.2566 น้อมรำลึกครบรอบ 115 ปี ชาตกาล “พระครูสุนทรวชิรเวช” หรือ “หลวงพ่อจ่าง อเชยโย” อดีตเจ้าอาวาสวัดเขื่อนเพชร (โค้งข่อย) ต.ท่าคอย อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

    มีความชำนาญด้านการรักษาโรคกระดูกเป็นเกจิเจ้าตำรับเครื่องราง ตะกรุดคำหมาก...

    เกิดในตระกูลเปี่ยมศรี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค.2451 เวลาประมาณ 6 โมงเข้า ที่บ้านท่าคอย อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้อง 4 คน บิดา-มารดาชื่อ นายหล่ำ และนางส่วน เปี่ยมศรี

    วัยเด็กเล่าเรียนหนังสือพออ่านออก เขียนได้ มีอุปนิสัยสุภาพอ่อนโยน

    ช่วยทางบ้านประกอบสัมมาชีพเป็นกำลังสำคัญ จนอายุ 20 ปีเข้าพิธีอุปสมบทที่ วัดท่าคอย โดยมีเจ้าอธิการฉิม วัดท่าคอย เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อโต๊ะ วัดท่อเจริญธรรม และหลวงพ่อหอม วัดท่ามะเกลือ เป็นคู่สวด ได้รับฉายาว่า “อเชยโย...

    เล่าเรียนอักขระภาษาไทย ภาษาขอม ตลอดทั้งพระปริยัติธรรม ท่องบทสวดมนต์ อันได้แก่ มูลกัจจายนะ เจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน ปาฏิโมกข์สัททสังคหสูตรตามสมัยนิยมจนจบ และวิชาแพทย์แผนโบราณจนเชี่ยวชาญ

    ศึกษาวิทยาคมต่างๆ จากเจ้าอธิการฉิม วัดท่าคอย ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์เลื่องชื่อรูปหนึ่งของ จ.เพชรบุรี

    พรรษาที่ 3 เริ่มออกธุดงค์เพื่อบำเพ็ญเพียรและฝึกสมาธิให้กล้าแข็ง โดยท่องไปยังสถานที่สำคัญ เช่น กาญจนบุรี จ.ตาก และข้ามไปยังประเทศพม่า ก่อนกลับเข้ามาทาง จ.เชียงราย เชียงใหม่

    เดินทางไปกราบสักการะพระธาตุดอยสุเทพ และพระพุทธบาทสี่รอย (พระบาทรังรุ้ง) ถึง 2 ครั้ง

    ระหว่างธุดงค์ยังศึกษาและแลกเปลี่ยนวิชาอาคมกับพระอาจารย์หลายรูป และเมื่อกลับมาวัดท่าคอย ได้ศึกษาวิชาจากพระคณาจารย์ชื่อดังในยุคนั้น อาทิ เจ้าอธิการฉิม ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงปู่ทองสุข วัดโตนดหลวง, หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง, หลวงพ่อผิน วัดโพธิ์กรุ, หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ, หลวงพ่อโต๊ะ วัดท่อเจริญธรรม, หลวงพ่อเจิม วัดกุฎีทอง ฯลฯ

    นอกจากนี้ ยังมีอาจารย์ที่เป็นฆราวาส ผู้เชี่ยวชาญในสรรพวิชาอีกหลายท่าน

    พ.ศ.2495 ขณะมีอายุ 45 ปี พรรษา 25 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเขื่อนเพชร ซึ่งในขณะนั้นยังใช้ชื่อว่า “วัดโค้งข่อย”

    ต่อมามีการสร้างเขื่อนเพชรบุรี เพื่อกันน้ำบริเวณเหนือวัด จึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดเขื่อนเพชร จนถึงปัจจุบัน

    สมัยก่อนสภาพวัดเขื่อนเพชรทรุดโทรม หลวงพ่อจ่างใช้เงินจากมรดกส่วนตัวเป็นทุนบูรณะพัฒนาสิ่งก่อสร้าง ศาสนสถาน ทั้งด้านการซ่อมแซมของเก่า และสร้างถาวรวัตถุ เพิ่มเติม

    ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบล ท่าคอย และเจ้าคณะอำเภอท่ายาง ตามลำดับ และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูสุนทรวชิรเวช”

    เป็นพระที่มีอัธยาศัยไมตรี เปี่ยมไปด้วยความเมตตา และบำเพ็ญทานบารมีเป็นที่ตั้ง อีกทั้งเคร่งครัดในพระธรรมวินัย งดงามในศีลาจารวัตร

    สิ่งที่โดดเด่นของท่านคือ ความรู้ความเชี่ยวชาญวิชาแพทย์แผนโบราณ โดยเฉพาะการรักษาโรคกระดูกแตก กระดูกหัก...
    เมื่อครั้ง อ.ท่ายางยังไม่มีโรงพยาบาลประจำอำเภอ วัดเขื่อนเพชรเป็นศูนย์รวมของผู้ป่วยทุกชนิด ตั้งแต่โรคทางกายและผู้ที่ถูกคุณไสยเข้าสิง มารับการรักษา

    เป็นหมอใหญ่ช่วยเยียวยาชีวิตผู้คนไว้มากมาย สงเคราะห์อย่างเสมอภาคกับผู้ป่วยทุกคน ไม่เรียกร้องเงินทอง แถมยังจัดหาที่พักและอาหารให้ทุกมื้อ

    วิชาที่เลื่องลือคือ “วิชาสมานกระดูก”

    ท่านเก่งมากในเรื่องกระดูก กระดูกหักมาให้ท่านรักษาด้วยการใช้น้ำมนต์ทา เข้าเฝือกให้ ปัดด้วยมนต์คาถา ทำให้กระดูกที่แตกหักประสานติดกัน

    เส้นยืด เส้นตึง อัมพฤกษ์ ท่านรักษาได้หายขาด

    เป็นแพทย์แผนโบราณ ใช้สมุนไพรไทยกับวิทยาคมรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับญาติโยมทั่วไป

    นอกจากนี้ ยังเชี่ยวชาญในพิธีสวดบังสุกุลเป็น บังสุกุลตาย ขับไล่สิ่งไม่ดี เสริมดวงชะตาเพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งโชคลาภ แก่ชีวิตครอบครัว ที่ได้รับความศรัทธาจากลูกศิษย์ลูกหาเป็นอย่างมาก

    มรณภาพด้วยโรคหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 3 ม.ค.2545 สิริอายุ 94 ปี พรรษา 74

    ที่มาเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ข่าวสด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสงบครับ


    รูปถ่ายหลังตะกรุดสามกษัตริย์หลวงปู่จ่างวัดเขื่อนเพชร วัตถุมงคลยุคแรกๆของท่าน

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260323_001324.jpg IMG_20260323_001342.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 มีนาคม 2026
  9. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,579
    ค่าพลัง:
    +7,819
    ขอจองครับ
     
  10. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,243
    ค่าพลัง:
    +5,931
    จองครับ
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,338
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1774252191781.jpg

    ฉายาของท่านคือ ..... พระสีวลี แห่งปี 2000 ไม่เชื่ออย่าลบลู่
    ................
    หลวงพ่อธรรมงาม...พระธุดงค์เถื่อน!!!!
    หลวงพ่อธรรมงาม นั่นก็คือ พระธุดงค์เถื่อนท่านชอบอยู่ป่า อยู่ไม่เป็นหลักแหล่งตามหาตัวอยากมากสมัยก่อนคนแถววัดท่าไม้เรียกท่านว่าหลวงตาเหี่ยว ท่านจะมาเยี่ยมหลวงพ่อศรีเจ้าอาวาสวัดท่าไม้บ่อยๆ พวกท่านเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเป็น นักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คงจะรุ่นประมาณ 2516 จะได้ฟังหลวงพ่อศรี(สุรสิงห์) เล่าบ่อยๆ พอจะจำได้ว่า พวกท่านเรียนในช่วงที่ ฟ้าหญิงเล็ก(สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์) เป็นนิสิตที่นั่น พวกท่านเคยเห็นพระองค์ท่านบ่อยๆ ชอบฟังเวลาหลวงพ่อศรีเล่าเรื่องสมัยก่อน นิทาน และธรรมะต่างๆวัดท่าไม้ก็เป็นแต่เพียงอดีต ตำนาน และความทรงจำดีๆ ได้รู้จักกลับหลวงพ่อธรรมงาม (นี่เป็นโอกาสที่ได้รำลึกถึงเรื่องราวดีๆ เหล่านั้น หลวงพ่อศรีได้จากพวกเราไปแล้ว แต่หลวงพ่อธรรมงามบอกว่าหลวงพ่อศรีจะมาเกิดใหม่อีก มาบวชอีก สาธุ ขอให้เป็นความจริง และพี่ชายของพวกเราก็ไปอยู่กับหลวงพ่อศรีแล้ว) มาอ่านประวัติหลวงพ่อธรรมงามกันดีกว่าหลวงพ่อธรรมงามพี่น้องท่านอยู่อเมริกากันหมด ท่านชอบธุดงค์ ไปอยู่ตามป่า ท่านเป็นพระที่ให้โชคลาภแก่ญาติโยม เวลามาแถววัดท่าไม้ พ่อแม่พี่น้องญาติโยมแถวนั้นชอบขอหวยและก็ถูกด้วยตอนนี้เราไม่ได้อยู่เมืองไทย แต่มีเรื่องราวมากมายที่จะเขียนถึงท่านและเรื่องในบล็อกยังไม่อยากอัพเดทเรื่องงาน และชีวิตที่นี่เท่าไร เพราะไม่มีอะไรตื่นเต้น มีแต่เรื่องเดิมๆ เรื่องหลวงพ่อมีเยอะกว่า น่าสนใจกว่า ช่วงนี้พวกเรามีปัญหาบ้าง ก็เอาธรรมมาช่วย มีเหตุการณ์ที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์พันลึก ปาฎิหารย์ ที่อยากเขียนถึงท่านและประกอบกับท่านมาดังช่วงนี้พอดี จึงอยากเขียนเพื่อ รำลึกถึง บุญคุณครูบาอาจารย์บ้างเมื่อโอกาสอำนวย และโอกาสดีๆ มาถึงแล้ว นานๆ โอกาสจะมาหาพวกเราเสียที ประวัติของหลวงพ่อธรรมงาม จากหนังสือเล่มเล็กๆ(ที่มีอยู่ตอนนี้ และมีพระสีวลีพระแห่งโชคลาภ ที่ท่านเคยมอบให้ ฉายาของท่านคือ ..... พระสีวลี แห่งปี 2000 ไม่เชื่ออย่าลบลู่ แต่ต้องทำบุญกับท่านสามครั้งก่อน จึงจะมีวาสนาต่อกัน) หนังสือเล่มนี้ชื่อว่าหนังสือ "ธรรมงาม" มหัศจรรย์พิสดารเละตุ้มเป๊ะ ของ พระธุดงค์ รุกขมูลโบราณจารย์ "หลวงพ่อธรรมงาม" หลวงพ่อธรรมงาม เกิดเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ แรม ๑๔ ค่ำเดือน ๙ ปีมะเมียสถานที่เกิด : บ้านเลขที่ ๔๖ ถนนเสน่หานุสรณ์ ตำบลทุ่งหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา พี่น้องรวมทั้งมีทั้งหมด ๘ คน คือ ๑. นางทิทยาพร สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับ Mr. Edwin Rodriguez ชาวเยอรมัน ปัจจุบันอยู่ที่ New York U.S.A ๒. นางลัดดาวัลย์ สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับ Mr. Klenanoff ชาวรัสเซีย) ๓. นายเกียรติชัย สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับ Mrs. Linda ชาวฟิลิปปินส์) ๔. พระธุดงค์ "หลวงพ่อธรรมงาม" (หรือพระอาจารย์โสภณ ธัมมโสภโณ) ๕. น.ส. ศิริพร สัมฤทธิ์ศิริกุล (มีถิ่นฐานอยู่ U.S.A) ๖. นางอัมพร สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับนายอดิศักดิ์ ฟูตระกูล) ๗. นางกนกพร สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับ Mr. Mark ชาวยิว อิสราเอล) ๘. นางละเอียด สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับนายนิเวศน์ เจียมจิตพลชัย)ทั้งหมดรวมทั้งมารดาอยู่ที่ สหรัฐอเมริกา มีแต่หลวงพ่อรูปเดียวที่จาริกธุดงค์ในประเทศไทยหลวงพ่อท่านเป็นพระธุดงค์ชาวจีน เกิดในตระกูล "แซ่อู๋" เปลี่ยนนามสกุลเป็น "สัมฤทธิ์ศิริกุล"มีบิดาเป็นชาวจีนแท้จากผืนแผ่นดินใหญ่ โยมเตี่ย นายอื่อเอ่งลิ้ม แซ่เบ๊ (ไม่ทราบว่าทำไมคนละนามสกุลกับท่าน พิมพ์ตามหนังสือค่ะ) โยมแม่ นางซกเอ่ง แซ่ตั้ง เปลี่ยนชื่อ และนามสกุลเป็น นางประไพ กนกลัดดากุลพอบวชจาริกธุดงค์ได้ ๒-๓ พรรษา ทางบ้านตระกลูจีนแซ่เบ๊และแซ่ตั้ง ได้ประชุมญาติพี่น้องตัดญาติงดช่วยเหลือหรือติดต่อทุกทางกับพระธุดงค์ การศึกษาทางโลก ท่านเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่โรงเรียนแสงทองวิทยา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา(นับถือคริสต์นักบุญโดมินิก) ประถมศึกษาปีที่ ๒-๓ ที่โรงเรียนประเสริฐวิทยา นางเลิ้ง เขตป้อมปรามศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ จนจบประถมศึกษาปีที่ ๗ ปัจจุบันยกเลิกโรงเรียนแล้ว มีเหตุการณ์สำคัญลางบอกเหตุ คือ การล้อเลียนพระสวดมนต์โดยใช้ไม้กวาดห้องแทนตาลปัตรพระ และได้รับเป็น "เจ้าชายสิทธัตถะ" หนีออกบวช ขณะศึกษาชั้นประถมปีที่ ๕ แล้วมาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๕ แผนกวิทย์ ที่โรงเรียนสันติราษฎร์บำรุง พญาไท กรุงเทพได้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ห้องสมุด และร่วมงานต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น จนเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เรียนภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ม.ก. รุ่น เค. ยู. ๓๓ ร่วมเป็น "หน่วยแขนแดง- หน่วยพระพิรุณ" รุ่น ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จนถึงวันถล่มธรรมศาสตร์ ๖ ตุลาคม๒๕๑๙ หนีไปอยู่ที่ประเทศยิว (อิสราเอล) และศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย เทลอาวีฟ ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ๔ ตลบไม่ตาย แต่เพื่อนในรถเสียชีวิตทั้งหมด ท่านรอดได้ด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัย หลวงพ่อจึงได้กลับมาศึกษาทางธรรม และแวะทำงานในประเทศซาอุดิอาระเบียมาด้วยเรื่องที่หลวงพ่อบวช ท่านเคยบอกว่า ท่านเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย แต่ท่านรอดมา ดังนั้นชีวิตที่เหลือนี้เป็นกำไร จึงมาบวช ถ้าตอนนั้นต้องตาย ชีวิตคือ "เสมอทุน"หลวงพ่อบวชตามประเพณีลูกผู้ชายครบ ๒o ปี ในปี พ.ศ.๒๕๑๗(บวช ๒ เดือนกับ ๒ วัน)สึกออกมา มาแสดงดนตรีลูกทุ่งรวมดาวกระจาย ของ ม.ก. ในนามของ " เหยี่ยว ห่อ แห้ง" พร้อมกับเป็นนักจัดรายการวิทยุ ม.ก. บางเขน และทำงานสถานีวิทยุสวนมิสกวัน ๖๓o ต่อมาบวชอีกครั้งหลังกลับจากประเทศอิสราเอลที่เดิมโบสถ์เก่า แต่กุฎิพักหลังใหม่ เมื่ออายุ ๒๘ ปี พระอุปัชฌาย์ : พระธรรมวราภรณ์ (เพิ่ม อาภาโค) พระกรรมวาจาจารย์ : พระครูญาณวิโรจน์ พระอนุสาวนาจารย์ : พระครูวิริยาธการเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ เวลา ๑๓.oo น. ณ อุโบสถวัดราชาธิวาส แขวงวชิระ เขตดุสิต กรุงเทพฯสังกัดฝ่ายธรรมยุติกนิกายเป็นเวลา ๖ พรรษา ที่ท่านได้ปฎิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์สาย พระอาจารย์มั่นภูริทั้ตตเถระ ๔ ท่านสำคัญๆ ได้แก่ หลวงปูสิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่(ขึ้นไปพักกับชาวเขาเผ่าลีซอที่ดอยเชียงดาวแล้วมาอยู่กับท่านหลวงปู่หนู ขณะที่ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ยังมีชีวิตอยู่ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ แล้วมาทางภาคอีสานอยู่กับพระอาจารย์ชัยชาญ ชะยะธัมโม วัดหินหมากแป้ง ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ปฎิบัติธรรมกับท่านหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แล้วเข้ามาทางวัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ร่วมกับพระชัยณรงค์ ครุธัมโม หัดปฎิบัติข้อวัตรจาก หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

    ที่มา พุทธาคม ปาฏิหาริย์อำนาจบุญ อริยะเหนือโลก

    คำสอนของพระธุดงค์เถื่อน

    ป้ายบอกทางริมถนนพื้นสีขาวตัวหนังสือสีดำ บอกไว้ว่า “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว 5 กม.” ตลอดทางถนนสีดำ แมกไม้ยืนต้น สีเขียวชอุ่ม ท้องฟ้าสีคราม และเทือกเขาที่วางสลับซับซ้อน อากาศเวลานี้กำลังสบายแจ่มใส

    ข้าพเจ้า หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าคะแนน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย ชื่อ บัวเพชร ประกายสิทธิ์ ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า เบี้ยว ชัยพร” อยู่ที่ 84/3 หมู่ที่ 11 บ้านใหม่ชัยพร ตำบลชัยพร อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย มีครอบครัว มีบุตร 2 คนแล้ว กำลังขับรถออกตรวจเขตฝ่าอยู่ นั่งระลึกไปถึงพระธุดงค์รูปหนึ่ง “ผู้ที่ไม่หวนกลับ” ในฉายานาม “หลวงพ่อธรรมงาม” ข้าพเจ้าเกิดมาเป็นชาวพุทธก็จริง แต่ก็นับถือพระพุทธศาสนาด้วยวาจา พูดถึงและแสดงการกราบไหว้เพียงเท่านั้น

    ที่ว่านับถือด้วยวาจา พูดถึง นั้นคือว่า เมื่อมีใครถามว่านับถือศาสนาอะไร? ก็ตอบเขาไปว่า “ศาสนาพุทธ” ถ้ามีการกรอกแบบฟอร์มที่มีช่องศาสนา ก็กรอกลงไปว่า “พุทธศาสนา” แค่นั้น ที่ว่านับถือด้วยแสดงกราบไหว้ คือถ้ามีงานอะไรเกี่ยวกับทางพุทธศาสนามีขึ้น เช่นงานวัด งานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เวียนเทียน ก่อเจดีย์ทราย เข้าพรรษา ออกพรรษา ก็นำตัวเองไปร่วมกับเขาทุกที แต่จิตใจไม่ซาบซึ้งในรสพระธรรม ยังไม่ปลงใจเชื่อสนิท ยังเต็มไปด้วยความลังเลสงสัยอยู่

    บ้านที่ข้าพเจ้าอยู่จนปัจจุบันนี้ ตรงข้ามวัดศรีสว่างอารมณ์ แต่ก็มีโบสถ์ของคริสต์ศาสนา มีชื่อว่า วัด น.ยอแซฟ” ไม่มีสุเหร่าของชาวมุสลิมอยู่เลย

    ส่วนศาสนาสถานของศาสนาฮินดูนั้น ไม่มีแขกอินเดียมาตั้ง แต่ก็มีแขกส่งนม เจ้าปัญญาคนหนึ่งซึ่งรู้ศาสนาฮินดูดี และคุ้นเคยกับข้าพเจ้า ในเวลาว่าง ข้าพเจ้าชอบไปสนทนากับพระที่วัดตรงข้ามบ้านบ้าง ไปคุยกับบาทหลวง ซิสเตอร์ ที่โบสถ์ น.ยอแซฟบ้าง บางคราวก็ไปสนทนากับฮัจยีพวกที่นับถือศาสนาอิสลาม และบางโอกาส ได้พูดคุยกับแขกส่งนมบ้าง ทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับศาสนาต่างๆ มากพอสมควร

    การรู้หลายๆ ศาสนา มิได้ช่วยให้ข้าพเจ้าเกิดความกระจ่างทางจิตใจแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับทำให้เกิดความสงสัยลังเลยิ่งขึ้น ถ้าจะเปรียบข้าพเจ้าในขณะนั้น ก็เหมือนคนเดินทางมาถึงทาง ๔ แพร่ง กำลังยืนงงอยู่ ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจเดินไปทางไหนดี? ที่ปากทางแต่ละสาย มีคนคนหนึ่งยืนอยู่ และออกปากเชิญชวนให้ข้าพเจ้าเดินตามทางของเขา โดยให้คำมั่นสัญญาต่างๆ เช่นว่า ถ้าเลือกเดินทางของเขา จะได้ชีวิตอมตะ และความสุขชั่วนิรันดร เป็นต้น แต่คำมั่นสัญญาของเขาเหล่านั้น ไม่เป็นที่ดึงดูดจิตใจของข้าพเจ้านัก เพราะวิถีชีวิตของข้าพเจ้าในตอนนั้นค่อนข้างแย่ ทำให้เห็นว่าชีวิตไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์นัก เพียง ๗๐-๘๐ ปี ในโลกนี้ ก็แทบจะทนไม่ไหว ถ้ามีชีวิตอมตะ ชั่วนิรันดร ไม่รู้จักตาย เห็นจะไม่ไหวแน่ และแล้วในที่สุด ข้าพเจ้าตัดสินใจเดินตามทางไปสายหนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่ “พระนิพพาน” ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ข้าพเจ้ายืนอยู่ แต่เดินทางไปไม่เท่าไหร่ก็ต้องหยุด เพราะปรากฏว่า ทางสายนี้ยังมีทางแยกย่อยออกเป็นสิบๆ เส้น ข้าพเจ้าจึงยังคงยืนลังเลอยู่ ไม่ทราบว่าจะเดินไปทางไหนแน่ จึงจะเป็นทางถูกต้อง นำไปสู่พระนิพพานได้สมประสงค์ ข้าพเจ้าเพิ่งเชื่อว่า ตนได้เดินทางที่ถูกต้องแล้ว เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ นี้เอง เรื่องของพระธุดงค์เถื่อนรูปหนึ่ง ได้มาโปรดข้าพเจ้า ดังจะเล่าให้ท่านผู้อ่านนทราบดังนี้

    เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๒๘ นั้น มีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง เดินธุดงค์มาอาศัยอยู่ที่ “ถ้ำขี้เหล็กไหล” หน่วยพิทักษ์ป่าชะแนน เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูวัว ใกล้ๆ กับหมู่บ้านชัยพรของเรา แต่ไม่มีใครทราบว่าท่านชื่ออะไร? มาจากไหน เพราะท่านไม่เคยบอกใคร ท่านเป็นพระธุดงค์ที่ปฏิบัติเคร่งครัดมาก ห่มจีวรสีกลัก ฉันอาหารมื้อเดียว และฉันในบาตร ออกบิณบาตเป็นประจำทุกวันไม่เคยขาดเลย แม้ฝนจะตก แดดจะออก หรือไม่สบายก็ตาม เพราะเหตุนี้ การถือธุดงควัตรจึงเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านอย่างสูง ทุกคนเรียกท่านว่า "หลวงพ่อ" อย่างสนิทสนม นอกจากปฏิบัติเคร่งครัดแล้ว หลวงพ่อของเรายังมีลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ พูดน้อย อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีใครเลยได้ยินท่านพูดถึง ๓ ประโยคในคราวเดียวกัน

    บางทีท่านก็นั่งนิ่งๆ อยู่ทั้งวัน ทั้งๆ ที่ญาติโยมนั่งอยู่เต็มข้างหน้า

    ดังนั้น บรรดาญาติโยมที่ตั้งใจจะไปคุยกับหลวงพ่อ จึงลงเอยด้วยการคายกันเอง แต่หลวงพ่อของเราก็ไม่ใช่พระใบ้เสียทีเดียว นานๆ ท่านจะพูดออกมาประโยคหนึ่งหรือสองประโยค และทุกๆ ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของท่าน มักจะเป็นปริศนาธรรมอันลึกซึ้ง หรือเป็นสุภาษิต มีคติน่าจับใจเสมอ

    เพราะเหตุนี้เอง คำพูดทุกคำของท่านจึงมีค่าอย่างยิ่ง ญาติโยมบางคนอุตสาห์ไปนั่งเฝ้าท่านอยู่ทั้งวัน เพื่อจะฟังคำพูดของท่านแม้เพียงประโยคเดียว เมื่อได้ฟังแล้วก็นำไปขบคิดเองบ้าง ถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันบ้าง จนเกิดความรู้แตกฉานในพุทธธรรมได้ดีกว่าฟังเทศน์กัณฑ์ยาวๆ เสียอีก กิตติศัพท์ของหลวงพ่อทำให้ข้าพเจ้าเกิดความสนใจขึ้นมาทันที

    วันหนึ่งเมื่อมีเวลาว่าง จึงได้ไปกราบนมัสการและพบท่านนั่งพักผ่อนอยู่ใต้ชะง่อนหินตรงปากถ้ำ “หลวงพ่อครับ” ข้าพเจ้าเอ่ยขึ้นหลังจากกราบท่านแล้ว “ตัวผมนี้ ถึงจะเป็นพุทธศาสนิกชน ก็ยังมีความสงสัยลังเลอยู่มาก ไม่ทราบว่าจะยึดอะไรเป็นหลักปฏิบัติ

    ผมเคยไปถามพระหลายองค์หลายวัด บางองค์สอนให้ทำบุญทำทาน บางองค์สอนให้รักษาศีล บางองค์ก็สอนให้เจริญภาวนา มีทั้งยุบหนอพองหนอ สัมมาอะระหัง พุทโธ และโบกไม้โบกมือ บ้างก็ให้วิปัสสนาพิจารณากันเลย บางองค์ก็ชวนให้ออกบวช บางองค์ก็แนะนำให้ทำจิตให้ว่าง ผมเลยงงไปหมด ไม่รู้ว่าจะยึดอะไรเป็นหลักแน่! หลวงพ่อกรุณาบอกผมด้วยว่า จะทำอย่างไร จึงจะเดินถูกทาง เข้าถึงแก่นพระศาสนาได้”

    “รู้” หลวงพ่อตอบสั้น ๆ ตามแบบฉบับของท่าน แล้วหลวงพ่อก็ไม่พูดอะไรอีก ข้าพเจ้างงเหมือนไก่ตาแตก เพราะไม่เข้าใจความหมายของท่าน ไม่ทราบว่า ท่าน “รู้” เรื่องที่ข้าพเจ้าเล่าถวาย หรือแนะนำให้ข้าพเจ้า “รู้” เมื่อเชื่อแน่ว่าท่านจะไม่อธิบายเพิ่มเติม ข้าพเจ้าจึงถามาว่า “รู้ อะไรครับ?”

    “รู้ตัว” หลวงพ่อตอบ แล้วลูกขึ้นเดินหายเข้าไปในถ้ำ ก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้ซักถามอะไรเพิ่มเติม ขณะที่เดินทางกลับบ้าน ข้าพเจ้าพยายามคิดตึความหมายของคำว่า “รู้ตัว” มาตลอดทาง พลางนึกเถียงหลวงพ่ออยู่ในใจว่า ข้าพเจ้ารู้ตัวเองดีอยู่แล้ว่าชื่อนั้น นามสกุลนั้น อายุเท่านั้น เรียนจบชั้นนั้น ประกอบอาชีพชนิดนั้น มีนิสัยชอบศึกษาค้นคว้าหาความรู้แปลกๆ ใหม่ๆ มีโรคปวดท้องเป็นโรคประจำตัว

    ข้าพเจ้าสามารถจะตอบปัญหาเกี่ยวกับตัวเองได้ทุกปัญหา ข้าพเจ้าไม่เคยไปให้หมอดูดูดวง เพราะไม่เชื่อว่าหมอดูจะรู้จัดข้าพเจ้าดีไปกว่าตัวเอง หลวงพ่อจะให้ “รู้ตัว” อย่างไรอีก

    ข้าพเจ้านอนคิดปัญหานี้อยู่หลายวัน แต่คิดไม่ออก วันหนึ่งเมื่อมีโอกาส จึงเดินเข้าไปในตลาดเมืองหนองคาย จุดประสงค์เพื่อจะไปเยี่ยมชมร้านขายหนังสือ ด้วยเชื่อว่า บางทีหนังสืออาจจะช่วยแก้ปัญหาได้บ้าง

    ข้าพเจ้าได้เข้าไปในร้านจำหน่ายหนังสือใหญ่ร้านหนึ่ง แล้วก็เดินดูไปเรื่อยๆ ได้พบหนังสือทุกประเภท ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ หนังสือประเภทนวนิยาย สารคดี นิทาน ตำรับตำราและรูปภาพต่างๆ ข้าพเจ้าใช้เวลาอยู่ในร้านประมาณ ๑ ชั่วโมง เดินดูจนทั่วก็ไม่พบหนังสือที่ต้องการ

    ในขณะที่กำลังจะเดินออกจากร้านนั่นเอง ตาก็เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งวางโชว์ไว้ในตู้ สิ่งที่สะดุดตาที่สุดบนหนังสือนั้นก็คือ ภาพร่างมนุษย์ผ่าซีก ระบายสีเผยให้เห็นอวัยวะภายในต่างๆ อย่างชัดเจน ข้าพเจ้าเดินเข้าไปใกล้ และได้พบชื่อหนังสือนั้นว่า ไกลไกของร่างกายมนุษย์” เขียนโดยนายแพทย์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ข้าพเจ้าจ่ายเงิน ๑๕๐ บาท แล้วนำหนังสือนั้นกลับบ้าน พอถึงบ้านก็ลงมือเปิดอ่านทันที เนื่องจากผู้เขียนใช้ภาษาง่ายๆ และมีภาพประกอบแพรวพราว จึงทำให้เข้าใจได้ง่ายมาก

    ภายใน ๓ วัน ข้าพเจ้าก็อ่านหนังสือเล่มนั้นจบ และจำสาระสำคัญๆ ได้หมด นัดนี้ ข้าพเจ้าได้ทราบว่า ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วย กระดูกกี่ชิ้น กล้ามเนื้อกี่มัด เส้นเอ็นเส้นอูดกี่เส้น อยู่ที่ไหนบ้าง อวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ตับ ปอด ไต กระเพาะ ลำไส้ และต่อมต่างๆ ทำหน้าที่อย่างไร ข้าพเจ้ารู้ละเอียดลงไปถึงเรื่องโครงสร้าง ส่วนประกอบการเติบโต และการขยายพันธุ์ของเซลล์

    1774252122840.jpg

    หนังสือเล่มนี้ทำให้ข้าพเจ้า เห็นร่างกายเป็นโรงงานมหึมา ประกอบด้วยเครื่องจักรเป็นจำนวนหมื่น จำนวนแสน ทำงานเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดตลอดวันตลอดคืน ตั้งแต่เกิดจนตาย เมื่อเชื่อว่าตน “รู้ตัว” ดีแล้ว ข้าพเจ้าก็ไปพบหลวงพ่อที่ถ้ำ และได้บรรยายกลไกแห่งร่างกายมนุษย์ ให้หลวงพ่อฟังอย่างละเอียด ตามที่จำได้จากหนังสือ

    เมื่อเล่าจบก็นั่งตั้งใจคอยฟังว่า หลวงพ่อท่านจะมีความคิดเห็นอย่างไร “เจ้ายังไม่รู้ตัว” หลวงพ่อท่านพูดขึ้น หลังจากนั่งเงียบตลอดเวลา สิ่งที่เจ้ารู้เป็นแต่เพียง “สมมติสัจจะ” ก่อนที่ข้าพเจ้าจะทันได้โต้ตอบ ท่านก็ลูกขึ้นเดินเข้าถ้ำไปเสียแล้ว ปล่อยให้ข้าพเจ้านั่งทอดถอนใจด้วยความผิดหวังอยู่คนเดียว

    ข้าพเจ้าเดินคอตกกลับบ้าน แล้วก็เริ่มต้นคิดหาความหมายของคำว่า “รู้ตัว” ในแนวอื่น แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งมืดแปดด้าน เช้าวันอาทิตย์วันหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจเข้าไปในตัวจังหวัดอีก จุดประสงค์ก็เพื่อไปพบและขอคำปรึกษาหารือจากอาจารย์ผู้สอนวิทยาศาสตร์ ซึ่งเคยสอนข้าพเจ้ามา “อาจารย์ครับ” ข้าพเจ้าเอ่ยขึ้น หลังจากทักทายกันตามธรรมเนียมแล้ว “ที่บ้านผมมีพระธุดงค์รูปหนึ่ง ท่านสอนผมว่า ถ้าต้องการเดินให้ถูกทาง เข้าถึงแก่นพุทธศาสนาต้อง “รู้ตัว” ผมได้อธิบายตัวตนของเราตามหลักสรีรวิทยาให้ท่านฟังแล้ว ท่านบอกว่า “สิ่งที่ผมรู้เป็นเพียง สมมติสัจจะ” ผมยังไม่ “รู้ตัว” อาจารย์ช่วยแนะนำผมด้วยว่า จะให้ผมรู้ตัวในแง่ไหนอีก?

    อาจารย์ผู้ได้ปริญญาโททางวิทยาศาสตร์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นว่า “สรีรวิทยา หรือกายวิภาควิทยา ยังไม่ใช่ความรู้สุดท้ายเกี่ยวกับตัวมนุษย์ ถ้าจะให้ถึงที่สุดก็ต้องศึกษาในแง่เคมี” ว่าแล้วอาจารย์ก็เริ่มอธิบายร่างกายมนุษย์ในแง่เคมีให้ข้าพเจ้าฟัง เริ่มต้นด้วยการจำแนกสารประกอบทางเคมีของร่างกายออกเป็นอย่างๆ แล้วก็แยกสารประกอบแต่ละอย่างออกเป็นธาตุแท้ๆ คือ “ปรมาณู” อธิบายโครงสร้างปรมาณูของธาตุต่างๆ อย่างละเอียดตลอดถึงไอโซโธปต่างๆ ของธาตุชนิดเดียวกัน

    “ปรมาณูนี้และ คือส่วนประกอบที่เล็กที่สุดของร่างกาย” อาจารย์กล่าวสรุป คุณจะเป็นได้ว่า ปรมาณูแต่ละตัว มีลักษณะคลายสุริยะจักรวาล โดยมีนิวเคลียส เป็นดวงอาทิตย์ มีอิเล็กตรอนเป็นดวงดาวนพเคราะห์ โคจรอยู่โดยรอบ

    ฉะนั้นร่างกายของเราจึงไม่ใช่อะไร นอกจากกลุ่มปรมาณูนับจำนวนไม่ถ้วน เช่นเดียวกับ กาแล็กซี เป็นกลุ่มของสุริยจักรวาลมากมาย

    ข้าพเจ้ากลับไปพลหลวงพ่ออีกครั้งหนึ่ง และได้อธิบาย “ตัว” ในแง่วิชาเคมี ให้หลวงพ่อท่านฟังอย่างละเอียด เป็นเวลากว่า ๓๐ นาที ฝ่ายหลวงพ่อท่านก็ดูท่าทางตั้งใจฟังด้วยความสนใจ ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความหวังขึ้นมารางๆ ว่า คราวนี้หลวงพ่อคงรับรองว่าข้าพเจ้า “รู้ตัว” แน่ เมื่อข้าพเจ้าอธิบายจบ หลวงพ่อยังคงนั่งนิ่ง คล้ายกับกำลังพิจารณาทบทวนเรื่องราวที่ข้าพเจ้าเพิ่งเล่าจบลง

    สักครู่ใหญ่ผ่านไป หลวงพ่อท่านจึงพูดขึ้นว่า “เจ้ายังไม่ รู้ตัว สิ่งที่เจ้ารู้เป็นเพียง สภาวสัจจะ” ว่าแล้วก็ลุกเข้าถ้ำไปตามเคย

    ข้าพเจ้าต้องแบกความผิดหวังกลับบ้านอีกครั้งหนึ่ง แต่ความล้มเหลวสองคราวที่ผ่านมา หาได้ทำให้ข้าพเจ้าหมดความมานะพยายามที่จะค้นหาความจริงต่อไปไม่

    ข้าพเจ้ายังพยายามขบคิดความหมายของ “รู้ตัว” ต่อไป แต่ก็ไม่ได้รับความกระจ่างแจ้งใดๆ พยายามไต่ถามใครต่อใครก็แล้ว จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง ขณะรับประทานอาหารค่ำ วิทยุท้องถิ่นประกาศข่าวว่า จะมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางพระอภิธรรมคนหนึ่งมาแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ความลับของชีวิต” ที่หอประชุมกลาง อาคารเฉลิมพระเกียรติที่ในเมือง ในสองวันข้างหน้านี้

    พอได้ยินประกาศนั้น ข้าพเจ้าก็เกิดความหวังขึ้นมาทันทีว่า คราวนี้คง “รู้ตัว” แน่ๆ เพราะสองครั้งที่แล้วมา ข้าพเจ้าศึกษา “ตัว” ในด้านวัตถุด้านเดียว ลืมด้านจิตใจเสียสนิท คราวนี้ข้าพเจ้าจะมีโอกาสรู้จักตนเองในด้านจิตใจ ซึ่งทางพระพุทธศาสนาถือเป็นสิ่งสำคัญอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจด วัน เวลา ปาฐกถาลงในสมุดพก แล้วตั้งตาคอยด้วยความกระวนกระวายใจ

    ในที่สุด วันที่ตั้งตาคอยก็มาถึง ข้าพเจ้าเข้าไปในเมืองตั้งแต่เช้า และไปนั่งคอยอยู่ที่ห้องประชุม อาคารเฉลิมพระเกียรติก่อนเวลาเกือบชั่วโมง

    ในวันนั้นปรากฏว่ามีคนฟังมากเป็นพิเศษ แม้หอประชุมจะกว้างใหญ่ ก็เต็มแน่นไปด้วยประชาชนผู้สนใจ เมื่อได้เวลา องค์ปาฐกก็ก้าวขึ้นสู่เวที ท่านกล่าวว่า คนสมัยนี้มีความรู้มาก ความรู้กว้างไกล ไกลจากตัวเองสู่โลก จากโลกสู่ท้องฟ้าอวกาศ คนสามารถรู้ว่า ดวงดาวเล็กๆ ที่ส่งแสงริบหรี่อยู่ในห้วงอวกาศอันไกลแสนไกลนั้น มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวเท่าไหร่ มีเส้นรอบวงยาวเท่าไร มีน้ำหนักเท่าไร ประกอบด้วยธาตุอะไรบ้าง ห่างจากโลกกี่ปีแสง แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ลืมตัวเองอย่างสนิท ไม่ศึกษาตนเอง จึงมีความรู้เกี่ยวกับตนเองน้อยมาก มนุษย์ไม่รู้ตนคืออะไร ประกอบด้วยอะไร เกิดมาได้อย่างไร ตายแล้วจะไปไหน ต่อจากนั้น องค์ปาฐกก็เข้าประเด็นสำคัญของปาฐกถา

    ท่านได้อธิบายธรรมชาติของจิต ดวงต่างๆ ของจิต จำนวนร้อย การทำงานของจิต อารมณ์ของจิต เจตสิกธรรมต่างๆ ที่แทรกอยู่ในจิต การกระทำกรรม อำนาจของกรรม การเกิดใหม่

    นอกจากนี้ ท่านยังได้อธิบายเรื่อง ผี เทวดา เปรต ตลอดจนถึงอำนาจลึกลับต่างๆ ทางไสยศาสตร์ด้วย หลังจากปาฐกจบ องค์ปาฐกได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟังถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆ ข้าพเจ้าก็ได้ถาม ๒-๓ ข้อ และได้ฟังการตองจากองค์ปาฐกอย่างแจ่มแจ้งเป็นที่พอใจ ข้าพเจ้าเดินทางกลับบ้านด้วยความมั่นใจยิ่งกว่าคราวใด การฟังปาฐกถาครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้า “รู้ตัว” ในด้านจิตใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน “หลวงพ่อจะต้องยอมจำนนในคราวนี้แน่” ข้าพเจ้าพูดกับตัวเองด้วยความกระหยิ่มใจ เมื่อสองครั้งที่แล้วมา เราไปแสดง “ตัว” ในด้านวัตถุให้ท่านฟัง ตามทัศนะทางวิทยาศาสตร์ ท่านปฏิเสธไปก็ชอบแล้ว ถูกของท่านแล้ว แต่คราวนี้เป็นเรื่องของจิตใจอันลึกซึ้งในประอภิธรรมปิฎก ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เอง ถ้าหลวงพ่อปฏิเสธอีกก็ให้มันรู้ไป

    เย็นวันเดียวกันนั้นเอง อาบน้ำรัปประทานอาหารเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็รีบไปพบหลวงพ่อที่ถ้ำ เมื่อนั่งกราบท่านเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มสาธยาย เรื่อง จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน ตามหลักพระอภิธรรม ให้ท่านหลวงพ่อฟัง ด้วยความมั่นอกมั่นใจเป็นพิเศษ เช่นเดียวกัน เมื่อเล่าจบ ข้าพเจ้าก็คอยตั้งใจฟังคำตอบจากหลวงพ่อ “เจ้ายังไม่รู้ตัว” หลวงพ่อพูดขึ้นหน้าตาเฉย “สิ่งที่เจ้ารู้เป็นเพียง ปรมัตถสัจจะ” ว่าแล้วก็เดินเข้าถ้ำไป

    ข้าพเจ้ารู้สึกผิดหวัง ดุจเดียวกับคนที่สร้างบ้านจวนเสร็จแล้ว แต่ถูกลมพายุพัดพังทลายลงต่อหน้าต่อตา การประสบความผิดหวังถึง ๓ ครั้ง ๓ คราวนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความท้อแท้ใจ เพราะเชื่อมั่นว่าตน “รู้ตัว” เจนจบแล้ว ทั้งในแง่วัตถุและจิตใจ ทั้งในแง่วิทยาศาสตร์ และแง่พุทธศาสนา นองเหนือไปจากนี้ ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก

    เมื่อคิดดังนี้ ข้าพเจ้าก็เลิกล้มความคิดที่ค้นหาความจริงของ “รู้ตัว” ต่อไป เพราะในตัวคนเรา ไม่มีอะไรจะให้รู้ต่อไปอีกแล้ว “พอกันที” ข้าพเจ้าพูดกับตัวเอง สำหรับ “รู้ตัว” อันยุ่งยากของหลวงพ่อ มันรู้ยากนักก็ไม่รู้มันละ ทำบุญรักษาศีลไปตามเดิมดีกว่า หลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็ดำเนินชีวิตฆราวาสไปอย่างปกติธรรมดา ไม่ได้คิดหาความหมายของ “รู้ตัว” และไม่ได้ไปพบหลวงพ่ออีกเลย

    ประมาณ ๑ เดือนหลังจากนั้น ขาพเจ้ามีธุระจะต้องเดินทางไปต่างอำเภอ จึงไปขึ้นรถโดยสารที่สถานีจอดรถ วันนั้นอากาศค่อนข้องร้อนอบอ้าว ผู้โดยสารก็ค่อนข้างแน่นชวนให้งว่งนอน ในขณะที่รถโดยสารวิ่งไปตามถนนอันราบเรียบ ข้าพเจ้าจึงนั่งหลับนกไปในรถตลอดเวลา เมื่อรู้สึกตัวลืมตาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเกิดความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต เพราะแทนที่จะพบตัวเองอยู่ในรถโดยสาร กลับพบตัวเองนอนอยู่ในห้องอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง

    เสียงที่ได้ยิน แทนที่จะเป็นเสียงครางกระหึ่มของเครื่องยนต์ กลับเป็นเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดของมนุษย์ ข้าพเจ้าลองหันหน้าไปมองทางด้านขวามือ ก็ได้พบชายคนหนึ่งกำลังนอนอยู่บนเตียง หน้าตาแขนขาของเขาถูกพันไว้ด้วยผ้าปลาสเตอร์สีขาว จนดูคล้ายศพที่เขาตราสังแล้ว ถัดจากนั้นไป มองเห็นหัวเข่าอันผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกของชายคนหนึ่งโผล่ขี้นมา ข้าพเจ้าลองหันหน้าไปดูทางซ้ายบ้าง ก็พบชายคนหนึ่ง รูปร่างผอมเหลืองดุจซากศพ กำลังนั่งกิดเข่าอยู่บนเตียงอย่างเป็นทุกข์ ถัดไปเป็นชายอีกคนหนึ่งนอนครวญครางอยู่ด้วยความเจ็บปวด ขาข้างหนึ่งของเขาถูกผูกโยงไว้กับราวข้างบน ข้าพเจ้าหันหน้ากลับ หลับตาคิดทบทวนความจำอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าตนเองมิได้ฝันไป แต่พอลืมตาขึ้นก็ได้พบสภาพเดิมอีก แสดงว่ามิได้ฝันแน่ๆ “โรงพยาบาล”

    ข้าพเจ้าอุทานกับตัวเองเบาๆ “โรงพยาบาล” ข้าพเจ้าอุทานกับตัวเอง แล้วพยายามคู้แขนเตรียมจะใช้ยันลุกขึ้นนั่ง แต่แล้วก็ต้องล้มเลิกความพยายาม เพราะรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไปทั่วสรรพางค์กาย พยายามคู้ขาเพื่อจะยันเข่าขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จอีก ข้าพเจ้าจึงนอนอยู่นิ่งๆ และยิ้มนิดๆ เพราะรู้สึกขบขันต่อความไม่แน่นอนของชะตามนุษย์

    ต่อมาภายหลัง เมื่อนางพยาบาลนำยามาให้ข้าพเจ้ารับประทาน จึงได้ทราบจากเธอว่า รถยนต์ที่ข้าพเจ้าโดยสารไปเกิดคันเร่งหลุด เสียหลักพุ่งลงข้างถนนและพลิกคว่ำ ทำให้คนโดยสารตายทันที ๗ ศพ นอกนั้นบาดเจ็บสาหัส และไม่สาหัสทุกคน สำหรับข้าพเจ้า ขาขวาหัก ต้องเข้าเฝือก และต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอย่างน้อย ๒ สัปดาห์ ที่โรงพยาบาลนี้เอง ข้าพเจ้าได้รู้จักความจริงอีกด้านหนึ่งของชีวิต ความเจ็บปวดแสนสาหัสและความไม่สะดวกสบายต่างๆ อันกิดจากความเจ็บปวด ภาพของเพื่อนมนุษย์ผู้ผอมโซ เพราะโรคภัยไข้เจ็บนานาชนิดที่เห็นตำตาทุกวัน

    สียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด เสียงอาเจียนโอ้กอ้าก เสียงพร่ำเพ้อละเมอครวญครางด้วยทุกข์เวทนาที่ดังก้องอยู่ตลอดคืน ภาพคนเจ็บที่ตายลงต่อหน้าต่อตา และถูกนำใส่รถเข็นออกไปท่ามกลางเสียงร้องไห้ครวญครางของคนรัก ภาพเหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้ามองชีวิตในแนวใหม่ ข้าพเจ้าเริ่มเห็นว่า ชีวิตคือความทุกข์ แต่ละคนคือก้อนแห่งความทุกข์ ทุกคนที่เกิดมาในโลกเป็นคนป่วย ป่วยด้วยโรคหิว โรคกระหาย โรคง่วง โรคเหนี่อย โรครัก โรคชัง โรคอยาก โรคกลัว โรคโง่ โรคเหงา โรคเศร้า โรคทุกข์

    ข้าพเจ้าเห็นต่อไปอีกว่า โลกทั้งโลก คือโรงพยาบาลอันมหึมา สมบัติทุกชิ้นที่มนุษย์มีอยู่และแสวงหาอยู่คือ ยาแก้โรค อาหาร แก้โรคหิว น้ำ แก้โรคกระหาย ที่พักอาศัย แก้โรคหนาวร้อน เสื้อผ้า แก้โรคหนาวเย็นร้อน และโรคอาย เพื่อนฝูงลูกเมีย แก้โรคเหงา นอนแก้โรคง่วง เรียนแก้โรคดง่ แต่ถึงแม้จะมียาเท่าไร มากแค่ไหน ในที่สุด ก็ไม่พ้นโรคแก่ โรคเจ็บ และโรคตาย ซึ่งไม่มียาใดๆ รักษาได้

    ความจริงของชีวิตที่ข้าพเจ้าได้พบ ทำให้เกิดความสังเวชสลดใจอย่างลึกซึ้ง และความสังเวชนี้ได้ขึ้นถึงขีดสุดในเช้าวันหนึ่ง คือที่ข้างๆเตียงของข้าพเจ้า มีเพื่อนร่วมทุกข์คนหนึ่งนอนเจ็บอยู่ เขาเป็นชายหนุ่มอายุ ๒๘ ปี และเป้นคนช่างพูด ฉะนั้นจึงเป็นที่รู้จักสนิทสนมกับคนป่วยบนเตียงข้างเคียงทุกคน เฉพาะอย่างยิ่งกับข้าพเจ้า เราได้กลายเป็นเพื่อคุยที่ถูกคอกันมากที่สุด เขาเล่าว่า มีร้านขายของเล็กๆ น้อยๆ อยู่ทางบ้าน กิจการของเขากำลังก้าวหน้า เขาเล่าให้ข้าพเจ้าฟังถึงแผนการต่างๆ ที่จะกลับไปทำเมื่อออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว

    ภรรยาและลูกน้อยประมาณ ๓ ขวบครึ่งของเขาได้มานอนเฝ้าที่โรงพยาบาลด้วย โดยผูกมุ้งเข้ากับขาเตียงนอนอยู่ระหว่างเตียงของสามีกับเตียงของข้าพเจ้า นั่นเอง

    ในตอนเช้าตรู่วันต่อมา ข้าพเจ้าสะดุ้งตื่น เพราะได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังมาจากข้างๆ เตียง เมื่อลุกขึ้นนั่ง ก็ได้พบภรรยาของชายคนนั้นกำลังร้องไห้ฟูมฟาย ฝ่ายลูกน้อยก็กอดคอแม่ร้องไห้ด้วย ดูเป็นที่น่าสงสารจับใจยิ่ง ข้าพเจ้าได้ถามว่า ร้องไห้เพราะเหตุใด? ภรรยาของเขาไม่ตอบ เพียงแต่ชี้ไปทางสามีซึ่งกำลังนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ข้าพเจ้าลงจากเตียง เดินกระย่องกระแย่งไปจับดูเท้าของเขา ข้าพเจ้าถึงกับสะดุ้งและชักมือกลับด้วยความตกใจ เพราะปรากฏว่า เท้าของเขาเย็นเฉียบและแข็งทื่อพิกล เมื่อคลำดูชีพจรที่ข้อเท้าอีกครั้งหนึ่ง ก็พบว่าเขาสิ้นใจตายเสียแล้ว! “ไปที่ชอบๆ เถิดเพื่อนรัก”

    ข้าพเจ้าพูดออกมาคล้ายคนละเมอ พลางยื่นมือไปปิดเปลือกตาของเขาซึ่งเปิดอยู่นิดๆ แว่วเสียงก้องในจิตใจว่า

    โลกมนุษย์เราเกิดแล้ว ตายแน่

    บ้างไม่ทันถึงแก่ ดับแล้ว

    บางคนป่วยจนแย่ ตายยาก นาเจ้า

    อ่อนแก่ก็ไม่แคล้ว แน่แท้ คือ “ตาย”

    ในไม่ช้า เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็นำรถเข้ามาเทียบ ยกร่างอันปราศจากวิญญาณของเขาขึ้นสู่รถเข็น แล้วก็เข็นออกไป พร้อมด้วยภรรยาของเขา ซึ่งอุ้มลูกหอบผ้าร้องไห้เดินตามไปอย่างระทดระทวย คนป่วยอื่นๆต่างมองหน้ากันทำตาปริบๆ “เขาไปเสียแล้ว” คนป่วยชราบนเตียงข้างหน้าข้าพเจ้าอุทานออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ “แต่ในไม่ช้าเราทุกคนก็จะตามเขาไป” ว่าแล้วก็ล้มตัวลงนอนเอามือก่ายหน้าผากมองเพดาน ข้าพเจ้าล้มตัวลงนอนบ้าง แต่แล้วก็ผุดลุกขึ้นนั่งทันที เพราะเกิดความคิดขึ้นอย่างฉับพลัน คล้ายมีแสงสว่างวาบขึ้นในดวงใจว่า “รู้ตัว” ก็คือ รู้ทุกข์ รู้ทุกข์ เท่ากับ “รู้ตัว”

    “รู้ตัว ก็คือ รู้ทุกข์ รู้ทุกข์เท่ากับ รู้ตัว” พร้อมๆ กับความคิดนี้ ข้าพเจ้าเกิดความเบื่อหน่ายแกมสังเวชสลดใจต่อการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ข้าพเจ้าได้ตั้งปณิธานลงไปว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าจะทำความดีใดๆ ก็จะไม่ทำเพื่อให้ตนได้ไปเกิดในสวรรค์ อันจะเป็นเหตุให้เวียนว่ายตายเกิดอีก แต่จะทำเพื่อขัดเกลาสันดานให้บริสุทธิ์สะอาด เพื่อความพ้นทุกข์

    ถ้าจะเว้นการทำชั่ว ก็จะไม่เว้นเพราะกลัวตกนรก แต่เว้นเพราะกลัวการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ขณะที่กำลังนั่งตรึกตรองอยู่นั้นเอง จิตใจก็หวนคิดถึงหลวงพ่อที่ถ้ำขึ้นมา ข้าพเจ้าเกิดความมั่นใจอย่างประหลาดว่า บัดนี้ได้ “รู้ตัว” แล้ว ความมั่นใจทำให้อยากหายเร็วๆ จะได้รีบกลับไปรายงานผลให้หลวงพ่อทราบ ข้าพเจ้าล้มตัวลงนอนด้วยจิตใจอิ่มเอิบ และด้วยใบหน้ายิ้มกริ่มผิดจากวันก่อนๆ ปิติอันเกิดจากความรู้ใหม่ ทำให้ข้าพเจ้าลืมความเจ็บป่วยเกือบสิ้นเชิง

    ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนอนคิดอยู่นั่นเอง เหตุการณ์ณืที่ข้าพจ้ำม่นึกไม่ฝันก็ได้เกิดขึ้น หลวงพ่อที่กำลังระลึกถึงเหตุอยู่นั้นได้เดินผ่านทะลุประตูเข้ามาในห้อง จริงๆ! หลวงพ่อท่านมาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงของข้าพเจ้า แต่มิได้พูดอะไรออกมา ข้าพเจ้ารีบลุกขึ้นนั่งยกมือไหว้ แต่ก็พูดอะไรไม่ออก เพราะความตกตะลึงต่อเหตุการณ์ณ์ที่ไม่นึกไม่ฝันมาก่อน ครั้นได้สติสัมปชัญญะกลับคืนมา ข้าพเจ้าก็เตรียมจะเอ่ยปากรายงานผลกร “รู้ตัว” แก่ท่าน แต่ก่อนที่ข้าพเจ้าจะทันได้อ้าปากพูด หลวงพ่อท่านก็ยกมือขวาขึ้นเป็นเชิงห้าม แล้วหลวงพ่อท่านก็พูดออกมาเองอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “เจ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว ผู้ใดรู้จักทุกข์ ผู้นั้นรู้จักตัว ผู้ใดเห็นตัว ผู้นั้นเห็นทุกข์ ถ้าเจ้ารู้ สมมติสัจจะ เจ้าจะเพียงแต่ฉลาดในคดีโลก ถ้าเจ้ารู้สภาวะสัจจะ เจ้าจะเป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์ ถ้าเจ้ารู้ปรมัตถสัจจะ เจ้าก็จะเป็นได้ก็เพียงนักปรัชญา แต่ถ้าเจ้าเห็นทุกข์ เจ้าก็เห็นอริยสัจจะ และกำลังจะก้าวไปสู่ความเป็นอริยบุคคล

    เจ้าเริ่มก้าวขึ้นสู่ทางเดินอันถูกต้อง และจะไม่มีวันถอยหลังกลับ เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นทุกข์อันมาในรูป คนแก่ คนเจ็บ และคนตาย ทรงเบื่อหน่าย เสด็จออกบรรพชา แล้วพระองค์ก็ไม่กลับคืนมาสู่โลกอันเต็มไปด้วยทุกข์อีก ท่านยสกุลบุตรตื่นขึ้นกลางดึก เห็นสภาพอันน่าสังเวชของหญิงบริวาร ที่กำลังหลับใหลอยู่ เป็นดุจซากศพในป่าช้าผีดิบ จึงเดินบ่นออกจากบ้านตนเอง ไปจนพบพระพุทธองค์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แล้วท่านก็ไม่หวนกลับมาอีก

    พระสารีบุตร และพระมหาโมคัลลานะ เห็นทุกข์ขณะดูมหรสพบนยอดเขา เกิดความเบื่อหน่าย ออกบรรพชาแล้ว ท่านก็ไม่หวนกลับอีก ใครๆ ก็ตามถ้ายังไม่เห็นทุกข์ แม้ออกบรรพชา ก็ยังจะต้องหวนกลับคืน บัดนี้เจ้า “รู้ตัว” แล้ว เป็นพุทธศาสนิกชนที่สมบูรณ์ทั้ง กาย วาจา ใจ จงก้าวเดินต่อไปตามทางแห่งอริยมรรค เพื่อดับสมุทัย และบรรลุถึงนิโรธในที่สุดเถิด

    พูดจบ หลวงพ่อท่านก็เดินหันกลับ เดินทะลุประตูออกไปทันที ก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้กล่าวตอบโต้ใดๆ ข้าพเจ้ายกมือไหว้ตามหลังท่าน แล้วก็ก้มหน้าคิดทบทวนตามคำสอนของหลวงพ่อ เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้ยินหลวงพ่อพูดอย่างยือยาวเช่นนี้ ข้าพเจ้าปลื้มปิติอย่างบอกไม่ถูก ที่หลวงพ่ออุตส่าห์มาเยี่ยม และที่สำคัญที่สุด ก็มารับรองความเห็นของข้าพเจ้าว่า ถูกต้องแล้ว

    พอหายเจ็บและได้รับอนุญาตให้ออกจากธรงพยาบาลได้ ข้าพเจ้าเดินทางกลับบ้านทันที จุดประสงค์ก็เพื่อจะไปเยี่ยมนมัสการหลวงพ่อให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ พอถึงบ้านอาบน้ำรับประทานอาหารอย่างรีบเร่ง แล้วก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ไปที่ถ้ำ

    เมื่อถึงปากถ้ำ ข้าพเจ้ามิได้พบหลวงพ่อนั่งพักผ่อนอยู่ที่ปากถ้ำดังแต่ก่อน บรรยากาศทั่วไปก็ดูเงียบเชียบวังเวงผิดปกติ ข้าพเจ้ารู้สึกประหลากใจอย่างมาก แต่ก็ยังหวังอยู่ว่า หลวงพ่อคงจะพักผ่อนอยู่ในถ้ำ ข้าพเจ้าโผล่ศีรษะเข้าไปในถ้ำแล้วก็ส่งเสียงร้องเรียก “หลวงพ่อๆ” หลายครั้ง แต่ไม่มีเสียงตอบ นอกจากเสียงของข้าพเจ้าเองสะท้อนกลับ ข้าพเจ้าสำรวจภายในถ้ำจนทั่วก็ไม่พบร่องรอยของหลวงพ่อ

    ในที่สุดข้าพเจ้าก็เดินทางกลับบ้าน “หลวงพ่อจากถ้ำไปเสียแล้ว” ชายแก่คนหนึ่งซึ่งเดินสวนทางกับข้าพเจ้าบอก

    “และไม่มีใครทราบว่าท่านไปไหน มีคนเห็นท่านสะพายบาตรร แบกกลดเดินขึ้นเขาไปตั้งแต่เย็นวานนี้” แม้หลวงพ่อได้จาริกธุดงค์ค์จากไปแล้ว แต่ข้าพเจ้ารู้สึกคล้ายกับว่าหลวงพ่อท่านยังอยู่กับข้าพเจ้าตลอดเวลา

    หลวงพ่อธรรมงาม-พระธุดงค์เถื่อนที่ควรบูชา ท่านอยู่ ณ ที่ใด?

    .....ที่มาเว็บg-pra

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ปัจจุบันหลวงพ่อท่านอยู่วัดในจังหวัดนครปฐมสามารถไปกราบทำบุญกับท่านได้ครับ

    1774252116097.jpg
    เหรียญรุ่นแรกรุ่น ๑ เหล็กไหลแท้ สภาพสวยเดิมหาไม่ยากครับผมมี

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท

    ปิดรายการ

    IMG_20260323_145403.jpg IMG_20260323_145438.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 มีนาคม 2026
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,338
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1774257456698.jpg

    สุดยอดสายเหนียวเมืองลับแล เหรียญโภคทรัพย์หลวงพ่อบุญวัดน้ำใส กะไหล่ทองลงยาสีแดงสีน้ำเงิน ปี๒๕๒๐

    เหรียญโภคทรัพย์ หลวงพ่อบุญ อุตตฺโม (พระครูอุดมบุญกิจ) นับเป็นรุ่นสุดท้าย ที่ทันหลวงพ่อ ราคายังพอจับจองกันได้ เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่แนะนำ อุดมโชค อุดมทรัพย์ อุดมลาภ ทำมาค้าขายดีนักแล มีเนื้อเงินลงยา กะไหล่ทองลงยา ทองแดง

    หลวงพ่อบุญ ท่านเป็นคนในพื้นบ้านน้ำใส อ.ลับแล ตั้งแต่กำเนิด ท่านเป็นเกจิยุค 2500-2521 ยุคเดียวกับ หลวงพ่อทบ, หลวงพ่อไซร้, หลวงพ่อจง, หลวงพ่อพรหมฯลฯ ท่านสำเร็จวิชาจากเขมร จึงเป็นที่ลือเลื่องของความศักดิ์ ด้านคงกะพันชาตรี อันเป็นที่ประจักษ์ต่อผู้ที่ได้ครอบครองวัตถุมงคลของท่านมาแล้ว

    ด้วยความที่ หลวงพ่อบุญท่านเป็นผู้มีวิชาแก่กล้า จึงมีคนมาขอนิมนต์ท่านไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกอยู่เป็นประจำ เช่น พิธีพุทธาภิเษก 25 ศตวรรษ, พิธีพุทธาภิเษก ท่านพ่อพระยาพิชัยฯ ปี2513 ฯลฯ

    ประวัติพระครูอุดมบุญกิจ (หลวงพ่อบุญ อุตฺตโม)

    เกิด ปี พ.ศ. 2438 ที่บ้านน้ำใส ตำบลชัยจุมพล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
    มรณภาพ ปี พ.ศ. 2521 ที่วัดน้ำใส ตำบลชัยจุมพล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
    อายุ 84 ปี พรรษา 63
    การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ 4
    บรรพชาอุปสมบท จากคำบอกเล่าของนางเกิด (หลาน) อายุ 73 ปี หลวงพ่อบุญ บวชตั้งแต่เป็นสามเณร เคยลาสิกขาได้ประมาณ 2- 3 วัน ก็กลับไปบวชอีกจนกระทั่งมรณภาพ จำพรรษาที่ วัดน้ำใสตลอด ไม่เคยย้ายสังกัดวัด

    ตำแหน่งทางคณะสงฆ์
    - เป็นเจ้าอาวาสวัดน้ำใส ตำบลชัยจุมพล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
    - เป็นพระอุปัชฌาย์
    - เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบล

    ประวัติจากคำบอกเล่า

    - จากคำบอกเล่าของพระครูโสภณธรรมภิรัต เจ้าอาวาสวัดม่อนนางเหลียว ตำบลชัยจุมพล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
    หลวงพ่อน่าจะบวชที่วัดท้องลับแล หลวงพ่อเป็นพระที่มีเมตตา ท่านมีความสามารถหลายอย่าง คือ เป็นหมอดูดวง ดูฤกษ์ ทำน้ำมนต์ ท่านมีชื่อเสียงในด้าน คงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม โดยเฉพาะเครื่องรางของขลัง คือ ตะกุดโทน ทำด้วยทองเหลือง, ทองคำ และเหรียญรูปใบเสมา เนื้อทองแดง เป็นที่นิยมของคนสมัยนั้นมาก (คนบ้านน้ำใส ในสมัยของท่านมีชื่อเสียงในวงนักเลง) วิชาอาคมของหลวงพ่อน่าจะเรียนมาจากตำรา ที่พระชาวต่างชาติเที่ยวจาริกมา เช่น เขมร
    ข้อมูลจาก สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุตรดิตถ์

    หลวงพ่อท่านเป็นเอกองค์หนึ่งแห่งเมืองลับแล
    การใช้วัตถุมงคลของหลวงพ่อบุญ อุตฺตโม วัดน้ำใส ให้ท่านประนมมือแล้วนึกถึงหลวงพ่อบุญ อุตฺตโม วัดน้ำใส แล้วว่า นะโม 3 จบ แล้วว่า
    "นโมพุทธายะ นะมะพะทะ สังวิธาปุกะยะปะ อาปามะจุปะ ทีมะสังอังขุ อุตฺตโมอัต"
    แล้วนำวัตถุมงคลของหลวงพ่อขึ้นคอ หลวงพ่อจะคุ้มครองลูกหลานให้ปลอดภัย ปราศจากอันตราย ประสบแต่ความสุขความเจริญ
    คาถานี้หลวงพ่อถอดมาจากคาถาพระมหาทมิน ใช้สักยันต์ สารพัดทางคงกระพันชาตรีใช้ปลุกเสกพระเครื่องก็ได้ เสกเหล้ากินก็ได้ เสกของกินได้สารพัดแล อยู่คงแก่อาวุธทุกประการ เสกน้ำมันทา เสกฝุ่นทาก็ได้ คงทนยิ่งนักแล.........

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งถึง 30 บาทครับ

    IMG_20260323_155536.jpg IMG_20260323_155605.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,338
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1774265942478.jpg


    สำหรับพระครูวิชิตพัชราจารย์ หรือที่ใครหลายคนมักจะรู้จักกันดีในนามของหลวงพ่อทบธรรมปัญโญนั้น นั่นคือประเทศรุ่นเก่าซึ่งท่านเกิดในช่วงปีพ.ศ 2424 วันที่ 3 เดือนมีนาคม ท่านเป็นชาวจังหวัดเพชรบูรณ์เกิดที่บ้านยางหัวลมหรือในปัจจุบันก็คือตำบลวังชมภู อยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์นั่นเอง ท่านเป็นบุตรชายของคุณพ่อเผือกและคุณแม่อินทร์ ม่วงดี

    ในวัยเด็กครอบครัวของท่านเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวที่ฐานะอยู่ในเกณฑ์ดี จากนั้นเมื่ออายุได้ประมาณ 16 ปีคุณพ่อของหลวงพ่อทบก็ได้นำตัวท่านไปฝากกับพระอาจารย์ศรีแห่งวัดช้างเผือกซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ตำบลวังชมภูอำเภอเมืองนั่นเอง ในการนำไปฝากครั้งนั้นก็เพื่อให้หลวงพ่อทบท่านได้บวชเป็นสามเณรและมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนทางด้านพระธรรมวินัย ซึ่งท่านก็ได้บวชและตั้งใจเล่าเรียนทางด้านพระธรรมวินัยรวมไปถึงวิชาทางด้านวิทยาคม พระอาจารย์ของท่านก็คือพระอาจารย์ศรี ผู้ถ่ายทอดวิชาต่างๆให้กับท่าน
    เมื่อเรียนจนมีความรู้แตกฉานแล้ว ถัดมาในช่วงปี พ.ศ 2445 เมื่ออายุ 21 ปีบริบูรณ์ซึ่งสามารถบวชเป็นพระได้แล้วท่านก็ได้เข้าพิธีอุปสมบท และบวชอยู่ที่วัดศิลามูลซึ่งอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์เช่นกัน ซึ่งการบวชในครั้งนั้นพระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับท่านก็คือพระครูเมือง และสำหรับพระผู้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ให้กับท่านก็คือพระอาจารย์ปาน และสวนพระผู้เป็นพระอนุสาวนาจารย์ให้กับท่านก็คือพระอาจารย์ศรีผู้เป็นพระอาจารย์ของท่าน และฉายาทางธรรมที่ท่านได้รับก็คือ “ธมฺมปญฺโญ” ซึ่งคำนี้มีความหมายว่าผู้มีความรู้ในทางพระธรรม

    เข้าพิธีอุปสมบท
    หลังจากที่บวชท่านก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดช้างเผือกซึ่งอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ จากนั้นก็ได้มีโอกาสศึกษาทางด้านวิชาอาคมเพิ่มเติมจากพระอาจารย์ของท่านซึ่งก็คือพระอาจารย์ศรีพระอาจารย์ปาน รวมไปถึงอาจารย์ผู้เป็นฆราวาสที่มีอาคมแก่กล้าซึ่งก็คือหลวง ทศบรรณ อีกทั้งท่านยังมีความสนใจทางด้านวิปัสสนาและได้ศึกษาจากพระอาจารย์ของท่าน อีกคู่หนึ่งซึ่งก็คือพระครูเมือง จนมีความรู้แตกฉาน และมีคำร่ำลือที่ว่า สามารถนั่งวิปัสสนาได้โดยไม่ฉันอาหารเป็นเวลาหลายวัน แล้วหลังจากนั้นท่านก็บำเพ็ญภาวนาปฏิบัติรวมไปถึงเดินธุดงค์อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ยังแสวงหาสถานที่ที่มีความเงียบสงบเพื่อการปฏิบัติและทำกรรมฐาน ซึ่งโดยนิสัยของท่านนั้นเป็นผู้ชอบแสวงหาความรู้อยู่เสมอจึงทำให้ท่านหมั่นฝึกฝนและศึกษาเล่าเรียนทางด้านวิทยาคมไปกับอาจารย์ต่างๆเพิ่มเติม

    การแสวงหาความรู้ของหลวงพ่อทบ
    โดยปกติแล้วหลวงพ่อทบท่านมักจะออกเดินธุดงค์ ครั้งหนึ่งท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์และไปพบกับหลวงพ่อเขียน แต่ด้วยพรรษาที่มากกว่าและอายุที่มากกว่าจึงทำให้ท่านเรียกหลวงพ่อทบว่าหลวงพี่ และเรียกเช่นนั้นอยู่เสมอ หลวงพ่อเขียนนี้เดิมทีท่านเป็นคนบ้านตลิ่งชัน และหลังจากนั้นท่านก็ได้มีโอกาสไปทำการบูรณะวัดและสร้างสิ่งต่างๆอันได้แก่สาระการเปรียญสร้างกุฏิสงฆ์ขุดบ่อน้ำและที่สำคัญก็คือได้มีโอกาสร่วมสร้างพระอุโบสถจนเป็นที่สำเร็จโดยสมบูรณ์และยังคงใช้ในการประกอบศาสนกิจที่ต่างๆที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบัน

    ไม่เพียงแต่คบกับหลวงพ่อเขียนเท่านั้นเพราะยังทำให้ท่านได้พบกับพระเกจิอาจารย์ชื่อดังอย่างหลวงปู่ศุข แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า กับหลวงพ่อเหง้าซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาวาสแห่งวัดศรีภูมิอีกด้วยรวมถึงได้รับการถ่ายทอดทางด้านพระเวทวิทยาคมต่างๆมาจากท่านอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

    เรียนวิชากับหลวงปู่ศุข

    เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าชื่อเสียงของหลวงปู่ศุขนั้นค่อนข้างเลื่องลือไปไกล อีกทั้งท่านยังเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้สำเร็จวิชา 8 ประการอันมีผู้ประสบความสำเร็จเช่นนี้น้อยนักในยุคนั้น จึงทำให้ใครหลายคนต้องการเรียนกับท่านและหลวงพ่อทบก็คือหนึ่งในนั้น

    หลังจากที่ได้เล่าเรียนมาหลายแห่งหนแล้ว หลวงพ่อทบท่านก็ยังคงมีจิตใจแสวงหาความรู้อยู่อย่างมิขาด และยังคงมีความตั้งมั่นในการแสวงหาความรู้ในด้านต่างๆอย่างไม่คิดที่จะหยุด เมื่อท่านได้พบกับหลวงปู่ศุขแห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งการที่จะได้เรียนวิชาจากหลว งปู่ศุขนั้นโดยปกติแล้วหลวงปู่ศุขท่านมักจะต้องทดสอบพลังจิตของลูกศิษย์แต่ละองค์เสียก่อน การทดสอบนั้นก็เพื่อจะได้ทราบถึงความกล้าแข็งว่ามีมากน้อยเพียงใด ตามด้วยการถามวันเดือนปีเกิด ให้ท่านได้ทราบถึงบารมีและวาสนา ว่ามีมากน้อยเพียงใด

    ท้ายที่สุดแล้วหลวงปู่ศุขท่านก็ได้สอนวิชาทางด้านอาคมต่างๆให้กับหลวงพ่อทบ หลังจากเรียนวิชาจนสำเร็จท่านก็ได้นำวิชาเหล่านี้มาสงเคราะห์ให้กับญาติโยมต่างๆด้วยเช่นกัน ฉันยังได้นำประโยชน์มาช่วยผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก

    ฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับหลวงพ่อเง่า

    หลังจากที่กลับลาพระอาจารย์ซึ่งก็คือหลวงปู่ศุขหลังจากที่ได้ร่ำเรียนทางด้านวิชาอาคมกับท่านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงทำให้หลวงพ่อทบออกเดินธุดงค์ต่อ ระหว่างทางที่ท่านกำลังกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดศิลาโมงนั้น เป็นช่วงปีพ.ศ 2461 ไปจนถึง พ.ศ 2468 หลังจากช่วงออกพรรษาของทุกๆปีหลวงพ่อทบท่านก็จะใช้เวลาในช่วงของการเดินทางนั้นไปนมัสการพระอาจารย์อีกผู้หนึ่งของท่านซึ่งก็คือหลวงพ่อเง่าซึ่งท่านเป็นพระเถระผู้เฒ่าที่อยู่ในวัยชรา ซึ่งท่านเป็นอดีตเจ้าคณะหล่มสัก แต่อย่างไรก็ตามท่านก็ได้ถ่ายทอดวิชาเกี่ยวกับด้านพระเวทวิทยาคมให้กับหลวงพ่อทบอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีปิด ซึ่งวิชาที่ท่านได้ถ่ายทอดให้กับหลวงพ่อทบนั้นก็ได้แก่วิชากรรมบังล่องหนตัวได้เมตตามหานิยมอยู่ยงคงกระพันมหาอุตมหาอำนาจและแคล้วคลาดปลอดภัย

    หลังจากที่กลับลาพระอาจารย์ซึ่งก็คือหลวงปู่ศุขหลังจากที่ได้ร่ำเรียนทางด้านวิชาอาคมกับท่านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงทำให้หลวงพ่อทบออกเดินธุดงค์ต่อ ระหว่างทางที่ท่านกำลังกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดศิลาโมงนั้น เป็นช่วงปีพ.ศ 2461 ไปจนถึง พ.ศ 2468 หลังจากช่วงออกพรรษาของทุกๆปีหลวงพ่อทบท่านก็จะใช้เวลาในช่วงของการเดินทางนั้นไปนมัสการพระอาจารย์อีกผู้หนึ่งของท่านซึ่งก็คือหลวงพ่อเง่าซึ่งท่านเป็นพระเถระผู้เฒ่าที่อยู่ในวัยชรา ซึ่งท่านเป็นอดีตเจ้าคณะหล่มสัก แต่อย่างไรก็ตามท่านก็ได้ถ่ายทอดวิชาเกี่ยวกับด้านพระเวทวิทยาคมให้กับหลวงพ่อทบอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีปิด ซึ่งวิชาที่ท่านได้ถ่ายทอดให้กับหลวงพ่อทบนั้นก็ได้แก่วิชากรรมบังล่องหนตัวได้เมตตามหานิยมอยู่ยงคงกระพันมหาอุตมหาอำนาจและแคล้วคลาดปลอดภัย

    ซึ่งหลวงพ่อทบท่านก็ได้ใช้เวลาเล่าเรียนช่วงหลังออกพรรษาประมาณ 3 ปี และถัดมาในช่วงปีพ.ศ 2490 หลวงพ่อทบท่านก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์และถัดมาอีกไม่นานในช่วงปีพ.ศ 2497 ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะแห่งอำเภอชนแดนที่จังหวัดเพชรบูรณ์แห่งนี้ รวมถึงท่านได้รับพระราชทานให้ได้เลื่อนสมณศักดิ์ให้เป็นพระครูสัญญาบัตร ในราชทินนามที่พระครูวิชิตพัชราจารย์
    เรียกได้ว่าในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นทันได้สละและอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาโดยแท้รวมถึงการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและการเสาะแสวงหาความรู้อย่างไม่รู้จบของท่านจึงทำให้ใครหลายคนต่างเรื่องแสงศรัทธาและถึงแม้ว่าในขณะนี้ท่านจะมรณะจากโลกใบนี้ไปแล้วแต่ลูกศิษย์ลูกหาที่ยังคงเคารพศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่านก็ยังคงระลึกถึงท่านอยู่อย่างมิเสื่อมคลาย ท่านมรณะภาพลงในช่วงปี พ.ศ 2519 ซึ่งตรงกับวันที่ 15 มีนาคมเป็นช่วงเวลา 16:00 น ตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำปีเถาะเดือน 4 ซึ่งโดน ศิริ อายุของท่านได้ประมาณ 95 ปี และครองพรรษาได้ถึง 74 พรรษา

    ที่มาเว็บส่องพระ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับทุกๆที่มา

    พระผงพญาปราบชมพู
    พุทธาพิเษก วัดช้างเผือก เพชรบูรณ์ ๒๐ มกราคม ๒๕๑๙
    องค์พระสภาพไม่สวย อายุพระรุ่นนี้ ๕๐ ปีแล้วนะครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260323_183732.jpg IMG_20260323_183803.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,338
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1774269415164.jpg FB_IMG_1774269417438.jpg

    พระพุทธภัทรมหาโยธิน ภปร. พิมพ์คะแนน วัดบวรนิเวศวิหาร ปี ๒๕๒๖กรมยุทธศึกษา กองบัญชาการทหารสูงสุดสบทบทุนสร้างอนุสรณ์สถานแห่งชาติ
    พิธีมหาพุทธาภิเษกยิ่งใหญ่
    โดยมี สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงจุดเทียนชัยพระเกจิสายกรรมฐานร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสกกรมยุทธศึกษา
    กองบัญชาการทหารสูงสุด ดำเนินการจัดสร้างพระบูชา เหรียญ พระผง พระพุทธภัทรมหาโยธิน เพื่อสมทบทุนจากทุกเหล่าทัพ ร่วมสร้างอนุสรณ์สถานแห่งชาติ

    พิธีพุทธาภิเษกณวัดบวรนิเวศวิหาร โดยสมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงเป็นประธานจุดเทียนชัย พระเกจิคณาอาจารย์สายพระกรรมฐาน จำนวน 39 รูป ร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสก เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2526 อาทิ
    หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม
    หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส
    พระญานโพธิ์(เข็ม)วัดสุทัศน์
    หลวงปู่เมฆ วัดลำกระดาน
    หลวงปู่สิม วัดถ้ำผาปล่อง
    หลวงพ่อสำเนียงวัดเวฬุวันวนาราม
    หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวัน
    หลวงปู่เส็ง วัดบางนา
    หลวงพ่อเกตุ วัดเกาะหลัก
    พระภาวนาโกศลเถร วัดปากน้ำ
    หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ
    หลวงพ่อหยอดวัดแก้วเจริญ
    หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    หลวงพ่อแช่มวัดดอนยายหอม
    หลวงพ่อฑูรย์ วัดโพธินิมิต
    หลวงพ่อผ่อง วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส
    ฯลฯ
    ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์
    web-pra.com

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างส่งครับ

    รายนามครูบาอาจารย์เสกในยุคนั้น พระทหารสร้างเจตนาดี พิธีใหญ่
    ชุด ๒ องค์พิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่
    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260323_193753.jpg IMG_20260323_193821.jpg IMG_20260323_194043.jpg IMG_20260323_194120.jpg FB_IMG_1774269555157.jpg FB_IMG_1774269557584.jpg
     
  15. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,579
    ค่าพลัง:
    +7,819
    ขอจองครับ
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,338
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1774350236020.jpg FB_IMG_1774349994580.jpg FB_IMG_1774350241015.jpg FB_IMG_1774350238297.jpg FB_IMG_1774349980869.jpg

    พระปิดตา “ครูบากองคำ กตปุญโญ” วันเสาร์ ๕ ปี ๒๕๑๖ วัดดอนเปา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

    ครูบากองคำ วัดดอนเปา จ.เชียงใหม่ สร้างเมื่อ วันเสาร์ ๕ ปี พศ. ๒๕๑๖ ลป.ครูบากองคำนั้น ท่านได้เมตตาสร้างไว้ให้สำหรับหนุนชะตาราศรีผู้ที่ดวงตก มีเคราะห์กรรมวิบากกรรมร้ายแรง โดนพ่อแม่สาปแช่ง และยังเปี่ยมไปด้วย.เมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ ด้านการเจรจาพาทีเป็นที่รักแก่ผู้คนทุกคนที่ได้พูดคุยด้วย ค้าขายดี เจริญรุ่งเรือง มีโชคลาภหลั่งไหลมาสู่แบบไม่ขาดสาย ผู้ที่ทำมาหากินไม่ขึ้น หรือไม่เคยทำอะไรสำเร็จ ค้าขายขาดทุน และเกิดปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับการค้าขาย เมื่อได้บูชา นางกวัก และวัตถุมงคลต่างๆ ของท่านแล้วกลับกลายเป็นดวงดี ทำมาค้าขึ้นร่ำรวยกันขึ้นมาแบบไม่น่าเชื่อ
    ท่านเป็นพระสุปฏิปันโนสงฆ์ ผู้ดำเนินตามรอยปฏิบัติแห่งองค์ ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย นักบุญแห่งล้านนาไทย และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต นอกจากนั้น ท่านยังได้รับการถ่ายทอดวิชาจาก หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง, ครูบาพรหมจักร วัดพระบาทตากผ้า ลำพูน, ครูบาอินทจักรรักษา วัดน้ำบ่อหลวง เชียงใหม่, ครูบาชุ่ม วัดวังมุย ลำพูน, หลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร วัดสวนดอก เชียงใหม่,และครูบาเมือง วัดท่าแหน ลำปาง อีกด้วย

    ท่านเป็นพระเถระที่มีจริยาวัตรงดงาม ทั้งในศีล สมาธิ ปัญญาญาณ ปฏิบัติธรรมจนหมดสิ้นอาสวะกิเลสต่างๆ ได้ทุกประการ และเป็นที่เคารพสักการะอย่างยิ่งขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา โดยทรงได้เสด็จพระราชดำเนินมาบำเพ็ญพระราชกุศล เป็นการส่วนพระองค์อยู่เนืองๆ และทรงรับไว้เป็น "คนไข้ ในพระบรมราชานุเคราะห์" ในกรณีที่อาพาธ อีกด้วย

    ท่านเป็นพระสงฆ์ ที่เปี่ยมด้วยความมีเมตตาธรรมอย่างสูงยิ่ง สิ่งที่ท่านเมตตาต่อชาวโลกอย่างเป็นปกติก็คือ "การอาบน้ำมนต์ ขันบาตรเดียว" ท่านได้เมตตาเพื่อให้ความเป็นสิริมงคล แก่ผู้ที่ไปกราบนมัสการทำบุญกับท่าน โดยที่ท่านไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

    อัฐิธาตุของท่าน กลายเป็นพระธาตุครับ

    เครดติข้อมูลจาก

    http://pralanna.com/boardpage.php?topicid=28510

    ๏..ครูบากองคำ กตฺตปุญโญ...พระอริยาจารย์แห่ง วัดดอนเปา อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่
    เป็นศิษย์สายกรรมฐาน สาย.....
    ๏..ครูบาศรีวิชัย ศิริวิชโย... มหาอริยาจารย์แห่งล้านนา
    ๏..หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ... มหาอริยาจารย์แห่งกองทัพธรรมภาคอีศาณ
    ......................

    นอกจากนั้น...ท่านยังได้รับการถ่ายทอดยอดวรยุทธพุทธาคมหลายแขนงจาก....

    ๏..หลวงปู่แหวน สุจิณโน ...วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่ มหาอริยาจารย์แห่งล้านนา ผู้อังคารธาตุแปรเป็นพระธาตุ
    ๏..ครูบาพรหมจักรสังวร .วัดพระบาทตากผ้า จ.ลำพูน มหาอริยาจารย์แห่งล้านนา ผู้อังคารธาตุแปรเป็นทองคำบริสุทธิ์และอัฐิเป็นพระธาตุใสเป็นแก้ว

    ๏..พระสุธรรมยานเถร(ครูบาอินทจักรรักษา) ๏..วัดน้ำบ่อหลวง สันป่าตอง เจียงใหม่
    ๏..ครูบาชุ่ม โพธิโก ... วัดวังมุย จ.ลำพูนมหาอริยาจารย์แห่งล้านนา ผู้อังคารธาตุและอัฐิเป็นพระธาตุใสเป็นแก้ว
    ๏.. หลวงปู่คำแสนคุณาลังกาโร วัดสวนดอก . เจียงใหม่
    ๏..ครูบาเมือง ... วัดท่าแหน มหาอริยาจารย์แห่งล้านนา พระเกจิอีกรูปหนึ่งของเมืองลำปาง ที่ทรงอภิญญาอย่างลำเลิศ

    ครูบากองคำ กตปุญโญ
    วัดดอนเปา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

    ท่านเป็นพระสุปฏิปันโนสงฆ์ ผู้ดำเนินตามรอยปฏิบัติแห่งองค ์ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย นักบุญแห่งล้านนาไทย
    ครูบากองคำ ท่านเป็นพระเถระที่มีจริยาวัตรงดงาม ทั้งในศีล สมาธิ ปัญญาญาณ ปฏิบัติธรรมจนหมดสิ้นอาสวะกิเลสต่างๆ ได้ทุกประการ และเป็นที่เคารพสักการะอย่างยิ่งของ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวๆ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาๆ โดยทรงได้เสด็จพระราชดำเนินมาบำเพ็ญพระราชกุศล เป็นการส่วนพระองค์อยู่เนืองๆ และทรงรับไว้เป็น "คนไข้ ในพระบรมราชานุเคราะห์" ในกรณีที่อาพาธ อีกด้วย
    ท่านเป็นพระสงฆ์ที่เปี่ยมด้วยความมีเมตตาธรรมอย่างสูงยิ่งอีกด้วย สิ่งที่ท่านเมตตาต่อชาวโลกอย่างเป็นปกติก็คือ "การอาบน้ำมนต ์ขันบาตรเดียว" ท่านได้เมตตาเพื่อให้ความเป็นสิริมงคล แก่ผู้ที่ไปกราบนมัสการทำบุญกับท่าน โดยที่ท่านไม่ได้ คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

    สร้างเมื่อ วันเสาร์๕ ปี พศ. ๒๕๑๖ เพื่อแจกเป็นทาน จำนวน ๙๙๙๙ องค์ โดยมวลสาร ศักดิ์สิทธิ์ เรืองฤทธิ์ ประกอบด้วย....
    ผงบารมีธรรมล้ำโลก
    ผง๑๒นักษัตร หนุนชะตาราศรี
    ผงนพเคราะห์ทั้ง๙
    ที่ลป.ครูบากองคำ ท่านร่ำเรียนมาจนสำเร็จ มีอิทธิคุณเป็นพิเศษ ในทาง (((.....หนุนชะตาราศรีผู้ที่ดวงตก มีเคราะห์กรรมวิบากกรรมร้ายแรง โดนพ่อแม่สาปแช่ง....)))
    และยังเปี่ยมไปด้วย.... เมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ ด้านการเจรจาพาทีเป็นที่รักแก่ผู้คนทุกคนที่ได้พูดคุยด้วย ค้าขายดีเจริญรุ่งเรือง มีโชคลาภหลั่งไหลมาสู่แบบไม่ขาดสาย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตาครูบากองคำ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ


    IMG_20260324_175335.jpg IMG_20260324_175359.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 มีนาคม 2026
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,338
    ค่าพลัง:
    +21,468
    ครูบาอภิชัยขาวปี.jpg

    ประวัติและปฏิปทา
    ครูบาอภิชัย (ขาวปี)
    วัดพระพุทธบาทผาหนาม
    ต.ป่าไผ่ อ.ลี้ จ.ลำพูน

    ครูบาเจ้าอภิชัย เดิมชื่อ จำปี เกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2443
    เป็นบุตรของพ่อเม่า และแม่จันตา ท่านกำพร้าบิดาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ
    ต่อมาเมื่ออายุได้ 16 ปี มารดาได้นำไปฝากให้เป็นศิษย์ของครูบาเจ้าศรีวิชัย ณ วัดบ้านปาง
    ท่านจึงได้เริ่มเรียนหนังสือ โดยท่านเป็นผู้มีนิสัยขยัน เล่าเรียนอย่างจริงจัง
    อ่อนโยน ว่านอนสอนง่าย นอบน้อม
    ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงมักใช้เวลาที่ท่านรับใช้ใกล้ชิดอบรมกล่อมเกลา
    ถ่ายทอดความรู้ให้ด้วยความเมตตา จนท่านครูบาอภิชัยมีความรู้เป็นลำดับ
    สามารถอ่านออกเขียนได้ และสวดมนต์เก่ง

    ๐ ชีวิตวัยเยาว์

    ดังกล่าวแล้วว่า ครอบครัวท่านเป็นครอบครัวชาวบ้านป่า ค่อนข้างยากจน อาหารการกินจึงขาดแคลน มีแต่ผักกับกลอยเป็นอาหารหลัก เด็กชายจำปี จึงมีร่างกายบอบบาง พุงค่อนข้างป่องเพราะโรคขาดอาหาร จึงมักเจ็บออดแอด แต่ก็ไม่ร้ายแรงนัก "จำปี" มีแววฉลาดแต่ยามเล็ก ๆ ว่านอนสอนง่าย และเรียนรู้ประสบการณ์จากป่า ความสงบของธรรมชาติมาตลอดชีวิต แม้จะยากจนแสนเข็ญ ครอบครัวนี้ก็ยังคงมีความสงบสุข ยิ่งมีลูกน้อยเป็นสื่อสายใจ พ่อเม่า แม่จันตา ก็ยิ่งมุมานะทำงานขึ้นอีกเท่าตัว เพื่อสร้างอนาคตให้เด็กน้อยจำปี เด็กชายจำปีคงไม่เข้าใจการต่อสู้ของพ่อแม่นัก คงยังมีความร่าเริงสนุกไปตามประสาเด็ก ๆ และความน่ารักอันไร้เดียงสาของเขา มันหมายถึงความรักของพ่อแม่ที่ทุ่มเทให้ลูกน้อยจนสุดหัวใจ แม้ทั้งสองร่างกายจะเปื้อนเหงื่อ กว่าชีวิตประจำวันจะสิ้นสุด ก็ต่อเมื่อใกล้ค่ำย่ำสนธยา แต่ใบหน้าไม่เคยว่างรอยยิ้มอย่างเป็นสุข เมื่อเห็นลูกน้อยโผผวาเข้าหาอ้อมกอด นี้คือความรักของพ่อแม่ทุกคนในโลกที่มีต่อลูกน้อย

    ๐ การพลัดพรากที่ยิ่งใหญ่

    พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่าโลกนี้เป็นอนิจจัง มีความไม่เที่ยงแท้เป็นเครื่องกัดกร่อน ชีวิตมนุษย์ที่อุบัติขึ้นมาหาจุดหมายที่แท้จริงไม่ได้ แต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว สุขกับโศกมักจะเป็นเครื่องล้อเล่นให้ได้พบเสมอ พบกันเพื่อจะจากกันในที่สุด เป็นอยู่เช่นนี้เหมือนกันทั้งโลก

    ครอบครัวของหนุ่มเม่าก็เช่นกัน จากความกรากกรำในงานไร่ และต่อสู้เพื่อเลี้ยงทุกชีวิตที่ตนรับผิดชอบ ทำให้เขาล้มเจ็บลง มันเป็นไข้ป่าที่ร้ายแรง ซึ่งหลายคนเสี่ยงเอา หากว่าเป็นแล้ว ก็พึ่งยากลางบ้านต้มกินกันตามที่ผู้เฒ่าผู้แก่ หมอกลางบ้านจะแนะนำให้ อยู่หรือตายนั่นแล้วแต่บุญกรรม สำหรับหยูกยาทันสมัยไม่ต้องพูดถึง เพราะไกลความเจริญเหลือเกิน พูดง่าย ๆ ว่าจากลี้ไปเชียงใหม่ในสมัยนั้นต้องเดินกันเป็นสิบ ๆ วัน

    สำหรับพ่อเม่าค่อนข้างโชคร้าย ยากลางบ้านประเภทสมุนไพรสกัดโรคร้ายไม่อยู่ อาการมีแต่ทรงกับทรุด แม่จันตาต้องนั่งเฝ้ามิยอมห่าง ด้วยความเป็นห่วงกังวล โดยมีลูกน้อยนั่งอยู่ด้วยนัยน์ตาปริบ ๆ ด้วยคำถามที่ว่า

    "พ่อเป็นอะไรทำไมจึงไม่ลุกนั่งหอบอุ้มลูกเหมือนเก่าก่อน"

    แม่ก็ได้แต่บอกว่าพ่อไม่สบาย พร้อมกับน้ำตาอาบแก้มกับคำถามสุดท้ายอันไร้เดียงสาของลูก พร้อมกับตั้งความหวังว่าพ่อคงไม่เป็นอะไรมากนัก

    แต่อนิจจา ความตายนั้นไม่คำนึงเวลา และความรู้สึกของมนุษย์เลย แล้ววันนั้น วันที่พ่อเม่าต้องจากทุกคนไปอย่างไม่มีวันกลับก็มาถึง ท่ามกลางความเศร้าโศกของแม่จันตา และความอาลัยรักของเพื่อนบ้าน พ่อเม่าทิ้งซากที่ผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกอยู่บนที่นอนเก่า ๆ ให้แม่จันตาได้ร่ำไห้กอดรัดปิ่มว่าจะขาดใจตามไปด้วย เด็กชายจำปียังไร้เดียงสาเกินไปนักที่จะเข้าใจว่าความตายคืออะไร ด้วยวัยเพียง 4 ขวบ ก็ได้แต่พร่ำถามว่า แม่ร้องไห้ทำไม? พ่อเกลียดแม่หรือ? ทำไมพ่อจึงไม่พูด? ทุกคนที่เฝ้าดูอยู่จึงได้แต่เบือนหน้าหนีด้วยความสงสารสะเทือนใจ ความพลัดพรากจากของรักคนรัก นับว่าเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวใจอย่างนี้เอง

    ๐ แสงทอง - แสงธรรม

    นับจากพ่อเม่าจากไปแล้ว ก็เหลือแต่สองแม่ลูกกัดฟันต่อสู้ ชีวิตท่ามกลางบ้านน้อยในห้อมแหนของดงดิบจึงขาดความอบอุ่นอย่างสิ้นเชิง เมื่อความทะมึนของราตรีมาถึง หลายครั้งที่สองแม่ลูกผวาเข้ากอดกันด้วยใจระทึก เมื่อเสียงนกกลางคืนที่กรีดร้อง เหมือนเสียงสาปแช่งของภูตผี นี่หากพ่อเม่ายังอยู่ พ่อก็คงเป็นที่พึ่งปลอบขวัญเหมือนมีกำแพงเพชรคอยกางกั้น เมื่อขาดพ่อ โลกนี้เหมือนโลกร้าง มีแต่เพียง "จำปี" กับแม่เพียงสองคน

    และมาถึงขณะนี้ "จำปี" เริ่มเติบใหญ่ แม้ร่างจะเล็ก แต่เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมก็หล่อหลอมหัวใจเด็กชายจำปีให้แกร่งดังเพชร และนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ท่านเป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค เป็นนักสู้ชีวิตที่เข้มแข็งในกาลต่อมา

    เด็กชายจำปีกับแม่ช่วยกันต่อสู้ในการดำรงชีพอย่างทรหด จวบจนอายุ 16 ปี แม้จะเป็นวัยรุ่น แต่ความคับแค้นที่ผจญอยู่แทบทุกวันทำให้ "จำปี" ไม่ร่าเริงเหมือนเด็กทั่วไป กลับเป็นอันสงบเสงี่ยมเจียมตัว ชอบอยู่คนเดียวเงียบ ๆ และความคิดเป็นผู้ใหญ่เกินตัว

    ๐ ฝากตัวเป็นศิษย์ครูบาศรีวิชัย

    สมัยนั้น (พ.ศ. 2447) ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย
    ยังอยู่ที่วัดบ้านปาง วันหนึ่ง แม่เรียกเจ้าจำปีเข้ามาถาม

    "ลูกอยากบวชไหม"

    จำปีตอบว่า “อยากบวช แต่ยังห่วงแม่ เมื่อลูกบวชแล้วใครดูแล"

    แม่ตาตอบว่า "อยู่ได้ อย่าห่วงเลย อีกประการหนึ่ง การบวชนี้เป็นการช่วยพ่อแม่ที่ดีที่สุด เพราะเป็นการทดแทนบุญคุณพ่อแม่อย่างแท้จริง เมื่อเห็นลูกนุ่งเหลือง ก็นับว่าเป็นความสุขชื่นใจอย่างเหลือเกิน"

    ในหนังสือ ปถมมูลกรรมฐาน ๔๐ ทัส ครูบาอภิชัยขาวปี
    อักษรธรรมล้านนา หน้า ๒ ที่ท่านเรียบเรียงด้วยตัวเอง
    ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งนั้นไว้ว่า

    เมื่อท่านอายุได้ 14-15 ปี ท่านก็มาขบคิดรำพึงว่า

    "พ่อแม่แห่งกูนี้ งัวควายไร่นาก็บ่มี ก็มาเวทนาเป็นทุกข์ด้วยกินกลอยกินมัน บางทีก็ได้กินข้าว ก็มาเวทนาเป็นทุกข์ บ่รู้เสี้ยงรู้เมี้ยนสักเทื่อ อายุกูได้ ๑๔–๑๕ ปีแล้ว กูจักหาอันใดมาเลี้ยงแม่กูก็บ่มี ธรรมดาคนเราถ้าอายุได้ ๑๘–๑๙ ก็จักเอาผัวเอาเมียแล้ว ถ้าอายุกูได้ ๑๘–๑๙ ถ้าไปตกลูกตกเมียเสีย กูก็จักเมาเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียอยู่ ไผจักมาเลี้ยงแม่แห่งกู แม่แห่งกูก็จักมีความเวทนาลำบากด้วยอันกลั้นข้าวอยากน้ำแลอาหารต่างๆ ถ้ากูไปเอาลูกเอาเมียเสีย ก็จักเมาเลี้ยงแต่ลูกแต่เมีย ก็บ่มีประโยชน์กับแม่แห่งกู ก็บ่มีบุญกับแม่แห่งกู ก็บ่มีประโยชน์กับตัวกู ก็บ่มีบุญกับตัวกู กูควรเข้าไปบวชในศาสนา ก็ยังจักมีประโยชน์กับแม่แห่งกู ก็ยังจักมีบุญกับแม่แห่งกู ก็ยังจักมีประโยชน์กับตัวกู ก็ยังจักมีบุญ กับตัวกู ถ้ากูได้บวชเป็นเณรแล้ว ก็ยังจักมีเพื่อนมาทานข้าวสุกข้าวสาร เงินทองอันใดก็ดี กูก็ยังจักได้เอามาเลี้ยงแม่แห่งกู"

    และจากคำแนะนำนี้ เด็กชายจำปีจึงถูกแม่พาไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย และในทันทีที่นำไปฝาก เพียงท่านครูบาเห็นลักษณะเด็กชายจำปีท่านก็รับไว้ทันที เหมือนดั่งจะมีตาทิพย์มองเห็นว่าเด็กคนนี้ในอนาคตจะต้องยิ่งใหญ่ ในฐานะนักบุญแทนท่าน และอีกไม่นานหลังจากร่ำเรียนสวดมนต์ อ่านเขียนอักขระทั้งภาษาไทยและพื้นเมืองจบแล้วท่านครูบาศรีวิชัย จึงให้บรรพชาเป็นสามเณร

    ๐ สามเณร "ศรีวิชัย"

    ครูบาขาวปีระหว่างเป็นสามเณร ท่านได้ปฏิบัติกิจอันจะพึงมีต่ออาจารย์ คือครูบาศรีวิชัยอย่างครบถ้วน ท่านจึงเป็นที่รักของอาจารย์อย่างยิ่ง ท่านจึงตั้งชื่อให้เหมือนกับอาจารย์ สามเณรศรีวิชัย สามเณรน้อยได้เฝ้าอุปัฏฐากอาจารย์ และร่ำเรียนกัมมัฏฐานฐานและอักษรสมัยจนจบถ้วนด้วยความสนใจ พร้อมกับปฏิบัติตามที่พร่ำสอนจนดวงจิตสงบ พร้อมกันนั้น การถ่ายทอดในเชิงวิชาช่างก่อสร้างจากอาจารย์ จนเกิดความชำนาญและติดตามอาจารย์ครูบาศรีวิชัยไปก่อสร้างวัดวาอารามทุกหนทุกแห่งมิได้ขาด ดังนั้นทางด้านสถาปัตย์ ท่านจึงนับว่าเป็นหนึ่ง ท่านชำนาญจนถึงขนาดว่า เพียงเดินผ่านเสาไม้ต้นไหน ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่า เสาต้นไหนกลวงหรือตัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ปรากฏว่าเสาต้นนั้นจะมีรอยกลวงให้ปรากฏแก่สายตา

    ๐ ครูบาเจ้าศรีวิชัยอุปสมบทให้

    ท่านดำเนินชีวิตทั้งในด้านการปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน และด้านพัฒนาก่อสร้างควบคู่กันไป จวบจนอายุได้ 22 ปี (พ.ศ. 2453) เป็นสามเณรได้ 6 ปี ท่านครูบาศรีวิชัยจึงอุปสมบทให้ แต่เพราะเหตุที่ท่านมีชื่อเหมือนกับอาจารย์ เมื่อเป็นภิกษุ อาจารย์จึงได้เปลี่ยนฉายาให้ใหม่ว่า "อภิชัยภิกขุ" (หมายเหตุ: ในต้นฉบับเดิมท่านผู้เรียบเรียงได้เขียนถึงฉายาใหม่ของท่านว่า "อภิชัยขาวปี" ซึ่งน่าจะคลาดเคลื่อน เพราะคำว่า "ขาวปี" น่าจะเป็นฉายาของท่านเมื่อตอนนุ่งขาวห่มขาว ไม่ใช่ฉายาตอนเป็นพระภิกษุ - webmaster)

    ท่านอุปสมบทได้เพียง 2 พรรษา ท่านจึงกราบลาพระอาจารย์ เพื่อที่จะแยกไปมุ่งงานก่อสร้างต่อไป ซึ่งงานก่อสร้างโดยตัวของท่านนั้น จะได้เรียบเรียงตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงงานชิ้นสุดท้ายอีกต่างหากใน (คลิกไปดูได้ที่ลิ้งค์ด้านล่าง)

    ถาวรวัตถุที่ครูบาขาวปีได้สร้าง
    เพื่อศาสนประโยชน์ และสาธารณประโยชน์
    จากหนังสือชีวประวัติสมัยสามห้อง ซึ่งครูบาขาวปีบันทึกไว้เมื่อ พ.ศ. 2496

    ผจญมาร

    พระอภิชัย เริ่มงานก่อสร้างในสถานที่ต่าง ๆ ตั้งแต่อายุ 24 จนถึงอายุ 35 ลางร้ายก็เริ่มอุบัติ สมัยนั้นใช้เงินตราปราสาททอง ตรารูปช้างสามหัว และเริ่มมีธนบัตรใช้ควบคู่กันไป ขณะที่กำลังก่อสร้างกุฏิวัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน แต่ยังไม่ทันเสร็จ ปลัดอำเภอลี้สมัยนั้นก็มาสอบถามถึงใบกองเกินการเกณฑ์ทหารจากท่าน แต่ท่านไม่มี ตำรวจจึงคุมตัวไปจังหวัดลำพูนและส่งตัวฟ้องศาล เมื่อถูกศาลไต่สวนถึงใบกองเกิน ว่าทำไมถึงไม่ได้รับ ท่านก็ให้การว่า ขณะที่เริ่มมีการเกณฑ์ทหารนั้น ได้ระบุว่าให้ขึ้นทะเบียนตั้งแต่อายุ 18 ปีบริบูรณ์ แต่ขณะนั้น อายุอาตมาได้ 25 ปี บัดนี้อายุของอาตมาได้ 35 ปีแล้ว จึงนับว่าพ้นการเกณฑ์แล้ว ศาลจึงพักเรื่องนี้ไว้ก่อน

    (หมายเหตุ : พ.ศ. 2448 มีประกาศใช้ "พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร ร.ศ. 124" พระราชบัญญัตินี้ไม่ได้ประกาศใช้พร้อมกันทั่วประเทศ แต่ค่อย ๆ ขยายไปเรื่อย ๆ จนถึง พ.ศ. 2459 จึงประกาศบังคับใช้ครบทั่วราชอาณาจักร เข้าใจว่า ในปีที่พรบ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ที่จังหวัดลำพูนนั้น เป็นปีที่ท่านมีอายุ 25 ปี คือในพ.ศ. 2456)

    ถูกบังคับให้สึกและครองผ้าขาวครั้งที่สอง หลังจากนั้นอีกไม่นาน ท่านก็ต้องขึ้นศาลอีก และให้ท่านรับใบกองเกิน แต่ท่านก็ไม่ได้ไปแจ้งแก่ทางการให้มีการยกเว้นหรืออย่างไร ฉะนั้นท่านจึงมีความผิดให้จำคุก 6 เดือน แล้วให้จัดการสึกท่านออกจากการเป็นพระภิกษุก่อน แต่ท่านก็ยังยืนยันว่าท่านบริสุทธิ์ ท่านเป็นพระทั้งกายและใจ ชีวิตนี้อุทิศให้กับศาสนาแล้ว ท่านไม่ยอมเปลื้องผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากกายของท่านด้วยมือของตัวเองเป็นอันขาด

    ๐ นักโทษถูกจองจำในสมัยโบราณ

    เมื่อยืนยันอย่างนี้ ศาลจึงให้ตำรวจคุมตัวท่านไปหาเจ้าคณะจังหวัด ให้จัดการสึกตามระเบียบ แม้กระนั้น ท่านก็ยังยืนยันอย่างเด็ดเดี่ยว ที่จะไม่ยอมสึก และเมื่ออภิชัยภิกษุไม่ยอมสึก เจ้าคณะจังหวัดจึงต้องบังคับ โดยให้ตำรวจจับเปลื้องผ้าเหลืองออกจากตัวท่าน จากนั้นก็ตามระเบียบ เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีอำนาจล้นเหลือในสมัยนั้น ก็สวมกุญแจมือท่าน แล้วคุมตัวไปโรงพักเสียคืนหนึ่ง

    วันรุ่งขึ้นเวลาบ่าย 4 โมงเย็น ก็ถูกส่งเข้าจองจำในเรือนจำของจังหวัดลำพูนในสมัยนั้นต่อไป ซึ่งในนั้นท่านต้องได้รับทุกข์เวทนาแสนสาหัส

    ท่านเล่าถึงชีวิตในคุกตอนนั้นว่า คุกในสมัยนั้นสุดแสนสกปรก ยังเป็นคุกไม้ พื้นปูกระดาน เวลานอนก็นอนทั้ง ๆ ที่ล่ามโซ่ โดยสอดร้อยกับนักโทษคนอื่น คือข้อเท้าทั้งสอง ล่ามโซ่ตรวน มีโซ่เส้นใหญ่ สอดร้อยลอดตะขอพ่วงกับนักโทษคนอื่นอีกที

    เรื่องจะนอนหลับสบายนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะพอล้มตัวนอน ฝูงเรือดนับเป็นร้อย ๆ ตัวอ้วนปี๋เป็นต้องรุมกัดดูดเลือดกิน ให้ยุบยิบไปหมด จะถ่ายหนักถ่ายเบา ก็ว่ากันตรงช่องกระดานตรงที่ใครที่มัน เรื่องกลิ่นเหม็นไม่ต้องห่วง คลุ้งไปหมด ตลบอบอวลทั้งเรือนจำทีเดียว

    ชีวิตประจำวันในห้องขังก็คือ พอ 7 โมงเช้า เปิดประตูห้องขัง ทำงานไม่ทันไร ถึงเวลา 8 นาฬิกา ผู้คุมเป่านกหวีดเลิกงาน ทานข้าว ซึ่งข้าวนี่ก็อย่าหวังว่าจะกินให้อิ่มหมีพีมัน และเอร็ดอร่อย ไม่มีทาง ข้าวกระติกเล็ก ๆ แกงถ้วยหนึ่ง ต้องกินถึง 4 คน พอหรือไม่พอกิน ก็มีให้เท่านั้น ซึ่งแน่ละเวลากินก็ใช้ความว่องไว ขืนมัวทำสำอาง ค่อยเปิบค่อยกิน เป็นต้องอด คนอื่นที่เขาไว กินเรียบหมด และกับข้าวแต่ละวันนั้นเลือกไม่ได้ จะมีจำพวกผักเสียแหละเป็นส่วนมาก เช่น ยอดฟักทอง ผักตำลึงเป็นต้น แกงใส่ปลาร้า ค้างปี เหม็นหืน หาความอร่อยไม่มีเลย ถ้าเทให้หมูกินยังสงสัยอยู่ว่ามันจะกินหรือไม่ ข้าวนึ่งที่ใช้รับประทานก็เป็นข้าวเก่า แข็งเหมือนกินก้อนกรวด เป็นข้าวแดงใช้แรงนักโทษนั่นเองช่วยกันตำ จึงดีอยู่หน่อยที่มีวิตามิน กินแล้วแรงดี

    ๐ สร้างโรงพยาบาล

    ท่านอภิชัยขาวปีทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุกไม่นาน ก็ได้ไปเห็นโรงพยาบาลจังหวัดลำพูนในสมัยนั้นชำรุดทรุดโทรมเหลือเกิน ท่านจึงแจ้งให้กับผู้บัญชาการเรือนจำ ๆ ก็ไปหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด ๆ ก็กลัวว่าจะสร้างไม่ทันเสร็จ เพราะท่านอภิชัยขาวปีติดคุกอยู่แค่ 6 เดือนเท่านั้น จึงไม่อนุญาต

    ท่านจึงถามว่า "ถ้าสร้างเหมาโรงพยาบาลนี้จะใช้งบประมาณเท่าไร อนึ่งถ้าสร้างภายใน 6 เดือนไม่เสร็จ เมื่อถึงคราวฉลองเมื่อไรก็จะร่วม"

    ทางจังหวัดก็บอกว่าถ้ามีเงินถึง 1,600 บาทก็สร้างได้ (ในสมัยนั้นมีค่ามาก) ท่านจึงออกเงินส่วนตัวมอบให้ทางจังหวัดเพื่อเป็นทุนสร้างโรงพยาบาลต่อไป เป็นจำนวนเงิน 1,600 บาท ซึ่งหลังจากได้รับทุนแล้วก็ดำเนินการก่อสร้างทันที

    และผลแห่งความดีนั้น ทางจังหวัดก็ส่งให้ทางเรือนจำ ส่งท่านให้ไปพำนักอยู่ในโรงพยาบาลหลังเก่า เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานสร้างโรงพยาบาล พร้อมกันนั้นก็ให้นักโทษชาย 2 คน มาอยู่ด้วยเพื่อปรนนิบัติ ทั้งอาหารการกินก็ถูกกำชับให้ทำอย่างดีและสะอาดเป็นพิเศษกว่านักโทษทั้งหลาย ท่านก็เลยพ้นจากการทรมานเพราะถูกเรือดยุงกัด

    นับจากนั้นมา การก่อสร้างก็รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากบรรดาประชาชนทั้งหลายที่เลื่อมใสในตัวท่าน เมื่อทราบข่าวว่าท่านมาเป็นประธานในการก่อสร้างโรงพยาบาล ก็พากันมาช่วยและทำบุญด้วยอย่างคับคั่งและเงินที่ได้จากการบริจาคครั้งนั้น ยังได้ถึง 2,000 กว่าบาท เกินกว่าที่กำหนดไว้ถึงสี่ร้อยบาท

    ๐ วันพ้นโทษ

    ครั้นถึงเดือน 9 เหนือ แรม 2 ค่ำ ก็เป็นวันที่ท่านพ้นโทษตามคำพิพากษาครบ 6 เดือนและโรงพยาบาลก็แล้วเสร็จก่อนถึง 10 วัน ในวันที่จะออกจากคุกนั้น ท่านก็ได้ให้ทานแก่พวกนักโทษทั้งหลายเป็นขนมส้มหวานทั้งอาหารทั้งหลายอย่างเหลือเฟือ จนพวกเขาอิ่มหมีพีมันไปตามๆ กัน เพราะเมื่อถึงตอนที่ท่านยังถูกจองจำอยู่ในคุกนั้น ระยะหลังพวกนักโทษทั้งหลายก็อยู่กินสบายจากของไทยทานที่ประชาชนผู้เลื่อมใสมาถวายถึงในคุกเป็นประจำทุกวันอย่างมากมาย รวมความว่าผู้เกี่ยวข้องที่อยู่ในเรือนจำทั้งหมด ล้วนแล้วแต่ได้รับความสบายในด้านอาหารการกินไปตาม ๆ กัน

    ดังนั้นเมื่อถึงกำหนดพ้นโทษ วันนั้น นักโทษทั้งหลายต่างพากันปริเวทนา บ่นพร่ำว่า เมื่อท่านอออภิชัยขาวปีพ้นโทษไปแล้ว พวกเราทั้งหลายยังจะได้อยู่กินอิ่มอย่างนี้อีกหรือ แล้วพากันร่ำไห้ ด้วยความอาลัยรักในตัวท่านเสียงระงม เป็นภาพที่สะเทือนใจยิ่งนัก แม้ตัวท่านเองก็แทบกลั้นน้ำไว้ไม่อยู่

    พวกเขาพากันมารอที่ประตูคุกเป็นการส่งท่านด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา และจากปากประตูคุกจนถึงวัดพระธาตุหริภุญชัยมีประมาณระยะทาง 70 วา ก็มีประชาชนมายืนเรียงรายถวายทานกับท่าน ซึ่งก็ได้เป็นเงินถึง 300 บาท พอดีกับเงินที่ซื้อของถวายทานให้แก่นักโทษ เหมือนกับเป็นการยืนยันว่า การทำบุญสุนทานนั้นไม่หายไปไหน

    เมื่อท่านเดินทางไปถึงประตูวัดพระธาตุหริภุญชัย ก็มีพระสงฆ์ 10 รูป มาสวดมนต์เป็นการลดเคราะห์สะเดาะภัยให้ แล้วให้ศีลให้พรให้อยู่ดีมีสุขสืบไป จากนั้นพอถึงเดือน 9 เหนือ แรม 4 ค่ำก็ร่วมฉลองโรงพยาบาลเป็นเวลา 3 วัน

    อุปสมบทครั้งที่ 2

    ในวันที่แล้วเสร็จงานฉลองสมโภช ท่านก็เดินทางไปนมัสการท่านอาจารย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ในครานั้นท่านครูบาศรีวิชัยจึงอุปสมบทท่านเป็นภิกษุอีก โดยมีครูบาแห่งวัดนั้นเป็นอุปัชฌาย์ หลังจากได้กลับมาสู่ร่มกาสาวพัสตร์แล้ว ท่านอยู่จำพรรษากับครูบาศรีวิชัยได้ 1 พรรษา ก็ลาอาจารย์จาริกสร้างสถานที่ต่าง ๆ ต่อไปอีกหลายแห่งทั้งวัดและโรงเรียน

    ๐ ถูกให้สึกและครองผ้าขาวครั้งที่ ๑

    รูปภาพ
    พระพุทธรูปหินอ่อน ณ วัดดอนแก้ว

    อ.แม่ระมาด จ.ตาก เดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2465 ขุนระมาดไมตรี กำนันคนแรกของตำบลแม่ระมาด จังหวัดตาก และชาวบ้านแม่ระมาด มีความปรารถนาจะได้มีพระพุทธรูปไว้กราบสักการบูชาเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ จึงได้ไปติดต่อขอเช่าบูชาพระพุทธรูปแกะสลักจากหินอ่อนทั้งแท่ง มาจากประเทศพม่า นับเป็นพระพุทธรูปหินอ่อนขนาดใหญ่ลำดับ 3 ของโลก รองจากองค์ใหญ่ที่สุดในโลกประดิษฐานที่ประเทศอินเดีย และลำดับ 2 ประดิษฐานอยู่ที่ประเทศปากีสถาน และองค์ที่สามคือองค์นี้ในราคา 800 รูปี มีขนาดหน้าตักกว้าง 1.30 เมตร สูงจากพระแท่นฐานถึงรัศมี 1.60 เมตร

    แม้องค์ท่านจะมีน้ำหนักมากแค่ไหน แต่ความศรัทธาที่มี ผู้ไปอัญเชิญต่างก็ไม่ย่อท้อ นำท่านมาทางเรือผ่านเมืองมะละแหม่ง แล้วเดินทางต่อจนถึงท่าเรือจองโต

    จากท่าเรือแห่งนี้ท่านครูบาขาวปี ซึ่งเป็นที่เคารพรักของชาวบ้านและชาวภาคเหนือ ได้ไปรับพระพุทธรูปหินอ่อนพร้อมญาติโยม อัญเชิญขึ้นบนเกวียนแล้วเดินทางถึงเมืองกรุกกริก บ้านจ่อแฮ (บ้านกะเหรี่ยง) การเดินทางด้วยความยากลำบากเพราะเป็นภูเขาสูงชันมากจึงล่าช้ามาก ต้องนอนพักแรมระหว่างทางถึง 2 คืน

    จากนั้นก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านป้างกา การเดินทางรวดเร็วขึ้นเพราะเป็นพื้นที่ราบจนกระทั่งถึงหมู่บ้านเมียวดีริมฝั่งแม่น้ำเมย เขตประเทศพม่า ตรงข้ามบ้านท่าสายลวด อำเภอแม่สอดปัจจุบัน จึงอัญเชิญลงจากเกวียนข้ามแม่น้ำเมยเข้าประเทศไทย ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยพักผ่อนที่บ้านท่าสายลวด 3 คืน แล้วเดินทางเข้าเขตอำเภอแม่ระมาด และอัญเชิญพระพุทธรูปหินอ่อน ประดิษฐาน ณ วัดดอนแก้วแห่งนี้

    มีเรื่องเล่ากันว่าตอนที่นำองค์พระพุทธรูปข้ามแม่น้ำด้วยแพนั้น มีช่วงหนึ่งที่น้ำไหลเชี่ยวรุนแรงมาก จนแพพลิกและองค์พระได้เลื่อนหลุดจมลงในน้ำ ชาวบ้านต่างพากันใช้เชือกช่วยกันฉุดรั้งกันอย่างเต็มที่ ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่ว่าจะทำประการใดก็ไม่เป็นผล จนต้องนิมนต์ขอบารมีท่านครูบาอภิชัยขาวปีช่วย

    ครูบาท่านลงแพไม้ไผ่ แล้วใช้ด้ายเส้นเล็กๆ ส่งให้คนดำลงไปคล้ององค์พระพุทธรูป แล้วท่านก็ตั้งจิตอธิษฐานอัญเชิญพระพุทธรูป จบคำอธิษฐาน ท่านครูบาดึงเส้นด้ายที่คล้ององค์พระขึ้นมา องค์พระพุทธรูปที่ปกติต้องใช้คนหามนับสิบคนจึงจะยกไหวก็ได้ลอยขึ้นมาและสามารถอัญเชิญขึ้นฝั่งได้สำเร็จเป็นที่อัศจรรย์มาก รวมเวลาที่ไปอัญเชิญพระพุทธรูปหินอ่อนในครั้งนี้เป็นเวลา 12 วัน

    ที่แม่ระมาดนี่เอง ก็มีเรื่องน่าเศร้าใจเกิดขึ้นอีก กล่าวคือ เมื่อสร้างพระวิหารเพื่อประดิษฐานพระหินอ่อนนั้น เงินไม่พอ ยังขาดอยู่อีก 700 บาท เป็นค่าทองคำเปลว 400 บาท กับค่านายช่างอีก 300 บาท ท่านก็ปรึกษาเรี่ยไรเอาจากชาวบ้านจนครบด้วยความเต็มใจของชาวบ้าน แล้วช่วยกันสร้างต่อจนแล้วเสร็จทันฉลอง (หมายเหตุ: ตามบทความเดิมของผู้เรียบเรียง ระบุว่าเป็นการสร้างโบสถ์ แต่ตามหัวข้อ "บัญชีรายชื่อสถานที่ที่ท่านได้สร้างระหว่าง อายุ 35-42 ปี" ระบุว่าเป็นการสร้างวิหาร)

    รูปภาพ
    พระวิหารวัดดอนแก้วที่ประดิษฐานพระหินอ่อน

    เมื่อเรื่องการเรี่ยไรนี้ทราบถึงอำเภอ จึงเรียกกำนันไปสอบสวนว่า อภิชัยภิกษุ เรี่ยไรจริงหรือไม่ กำนันก็รับว่าจริงแต่ด้วยความเต็มใจของชาวบ้าน เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้นงานสร้างโบสถ์ก็หยุดชะงัก ทางอำเภอก็ว่าเต็มใจหรือไม่ก็ผิดเพราะเป็นพระเป็นเจ้าจะทำการเรี่ยไรไม่ได้ ผิดระเบียบคณะสงฆ์ แล้วรายงานเรื่องนี้ไปยังเจ้าคณะจังหวัดๆ จึงตัดสินว่าให้สึกพระอภิชัยเสีย ท่านจึงจำยอมสึกจากภาวะความเป็นภิกษุ ท่ามกลางความสลดหดหู่ของผู้คนที่รู้เห็นเป็นอันมาก ที่ท่านครูบาของพวกเขาต้องมารับกรรมเพราะทำความดีอย่างไม่ยุติธรรม

    ท่านต้องเปลี่ยนมานุ่งห่มแบบชีปะขาวอยู่ที่ใต้ต้นประดู่แห้งที่ยืนต้นตายซากมานานเป็นแรมปี ซึ่ง ณ ที่นี้ เองจึงเกิดเรื่องที่น่าอัศจรรย์สมควรจะบันทึกไว้คือ พอท่านเปลี่ยนผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากกายมาครองผ้าขาวเท่านั้น ต้นประดู่ที่แห้งโกร๋นปราศจากใบนั้น ก็ผลิตดอกออกใบขึ้นมาอีก ท่ามกลางความอัศจรรย์ใจของบรรดาประชาชนที่ร่วมชุมนุมอยู่เป็นอันมาก ต่างพากันหลั่งน้ำตา ล้มตัวก้มลงกราบโดยพร้อมเพรียงกัน นับเป็นปรากฏการณ์ที่จะไม่เห็นอีกในชีวิต

    หลวงปู่ครูบาขาวปีท่านอธิษฐานให้เทวดาฟ้าดินเป็นพยานว่า ถ้าท่านไม่ผิดอย่างที่เขาว่า ขอให้แสดงอะไรเป็นประจักษ์พยานด้วย ท่านถอดสังฆาฏิพาดไว้บนต้นไม้ที่ยืนแห้งตาย ต้นไม้แตกใบใหม่เดี๋ยวนั้นเลย..!

    แต่คนก็ยังไม่เชื่อ จับท่านสึกจนได้ เอาผ้าขาวให้ท่านนุ่ง พอท่านนุ่งผ้าขาวเสร็จ กะเหรี่ยงก็เอาช้างมาแห่ท่านไปเลย กะเหรี่ยงบอกว่า "ตุ๊เหลืองตุ๊พวกเจ้า แต่ตุ๊ขาวตุ๊ของเฮา"

    ๐ มารตามรังควาน

    ไม่นานจากนั้น ท่านพร้อมกับผู้ติดตาม ก็มุ่งกลับสู่อำเภอลี้ โดยรอนแรมมาเป็นระยะเวลา 10 วัน 10 คืน ก็เดินทางมาถึง อ.ลี้ พักอยู่ที่กลางทุ่งนาบ้านป่าหกได้ 4 คืน นายอำเภอลี้ จึงให้ตำรวจมาขับไล่ไม่ให้อยู่โดยไม่มีเหตุผล ด้วยความใจดำเป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงมาพักอยู่กลางทุ่งนาบ้านแม่ตืน ณ ที่นี้ ก็ถูกทางอำเภอกลั่นแกล้งอีก โดยรายงานไปทางจังหวัดว่า ปะขาวปีนำปืนเถื่อนมาจากแม่สอดมาถึง 1,000 กระบอก

    หลังจากรับรายงาน จึงมีบัญชาให้นายร้อยตำรวจ 2 คนกับพระครู 2 รูป ขึ้นมาทำการตรวจค้นไต่สวน ท่านว่า "ไม่เป็นความจริงหรอก อาตมาเดินทางผ่านมาตั้ง 2 จังหวัดแล้ว ยังไม่เห็นมีใครกล่าวหาเช่นนี้เลย ถ้าท่านไม่เชื่อก็เชิญค้นดูเองเถิด"

    ตำรวจทั้งสองก็ค้นสัมภาระของคณะติดตามดูก็พบปืnแก๊ป 1 กระบอก แต่ปรากฏว่าเป็นปืnมีทะเบียนของชาวบ้านผู้ติดตามคนหนึ่ง จึงไม่ว่าอะไร จากนั้นก็ไปค้นจนทั่ว ลามปามเข้าค้นถึงในวัดแม่ตืน จนพระเณรแตกตื่นเป็นโกลาหล แต่ก็ไม่พบอะไรอีก จึงพากันเดินทางกลับด้วยความผิดหวัง

    ก่อนกลับก็ไปต่อว่าต่อขานทางอำเภอลี้เสียจนหน้าม้าน หาว่าหลอกให้เดินทางมาเสียเวลาเปล่า เหนื่อยแทบตาย (เพราะสมัยนั้นไม่มีรถยนต์แม้แต่คันเดียว) ทางนายอำเภอจึงจำเป็นต้องออกค่าเดินทาง พร้อมเสบียงอาหารให้คณะนายตำรวจดังกล่าวเดินทางกลับ

    เสร็จจากเรื่องที่กล่าวหานั้นแล้ว ท่านพร้อมกับคณะก็เดินทางจากแม่ตืนเพื่อจะไปหาท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่วัดพระนอนปูคา บ้านแม่ปูคา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ระหว่างทางพักที่วัดห้วยกานคืนหนึ่ง เมื่อเข้าเขตกิ่งบ้านโฮ่ง ชาวบ้านก็พาตำรวจมาดักจับอีก ด้วยข้อหาอะไรไม่แจ้ง แต่ตำรวจก็จับไม่ไหวเพราะคนตั้งมากมาย ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไรจึงล่าถอยไป ท่านจึงไปพักที่วัดดงฤๅษีคืนหนึ่ง แล้วมุ่งไปทางบ้านหนองล่อง ณ ที่นี้ ก็ถูกคณะข้าหลวงดักจับอีก แต่ก็จับไม่ไหวอีกเช่นกัน

    ผู้ว่าราชการเชียงใหม่มาขอพบ
    เมื่อถึงวัดท่าลี่ คณะที่พักอยู่ที่ศาลา ในตอนเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จึงเข้าไปสอบถาม

    ผู้ว่าฯ "ท่านอยู่บ้านใด เกิดที่ไหน"

    ครูบาฯ "เดิมอาตมาอยู่บ้านแม่เทย อ.ลี้ ลำพูน นี่เอง"

    ผู้ว่าฯ "อ้อท่านก็เป็นคนเมืองเราเหมือนกัน ก่อนมาถึงที่นี่ท่านไปไหนมา"

    ครูบาฯ "อาตมามาจากพม่า"

    ผู้ว่าฯ "ไปอยู่นานไหม "

    ครูบาฯ "5 ปีแล้ว" (คำตอบของท่านตรงนี้น่าสนใจว่า ท่านไปอยู่ที่พม่าถึง 5 ปี ในช่วงระยะเวลาใด? - Webmaster)

    ผู้ว่าฯ "อือม์ ก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไรดังเขาเล่าลือ แต่ก็มีอีกอย่าง ขอให้ท่านเสียค่าประถมศึกษา 8 บาท ให้กับทางอำเภอเสีย ตามระเบียบที่ทางการกำหนดไว้ หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไร"

    ขณะนั้นกำนันกับชาวบ้านที่ร่วมชุมนุมอยู่ ณ ที่นั้นได้ยินจึงช่วยกันบริจาคให้ท่าน ได้เงิน 15 บาท ท่านจึงมอบให้กับนายตำรวจคนหนึ่งที่มากับผู้ว่าฯ ไป แต่ก็นับว่าเป็นคราวเคราะห์ของตำรวจคนนั้น ซึ่งพอรับเงินไปได้สักครู่ก็ไปทำหายเสีย จึงต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่ายแทนไปตามระเบียบ

    หลังจากที่พักที่ท่าลี่คืนหนึ่งแล้ว ท่านพร้อมคณะก็ขนของข้ามแม่น้ำปิงไปขึ้นรถ ไปจนถึงวัดพระนอนปูคา แล้วอยู่ร่วมฉลองวิหารพระนอนปูคา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ร่วมกับท่านครูบาศรีวิชัย ซึ่งท่านมาวัดพระนอนแม่ปูคา เพื่อบูรณะองค์พระบรมธาตุเจดีย์ และสร้างวิหารพระนอนแม่ปูคาจนแล้วเสร็จ แล้วก็กลับมาหมายจะมาจำพรรษาที่วัดแม่ตืน อ.ลี้ อีก แต่นายอำเภอจอมเหี้ยม ก็สั่งกำนันมาไล่ไม่ให้

    อุปสมบทครั้งที่ 2

    ในวันที่แล้วเสร็จงานฉลองสมโภช ท่านก็เดินทางไปนมัสการท่านอาจารย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ในครานั้นท่านครูบาศรีวิชัยจึงอุปสมบทท่านเป็นภิกษุอีก โดยมีครูบาแห่งวัดนั้นเป็นอุปัชฌาย์ หลังจากได้กลับมาสู่ร่มกาสาวพัสตร์แล้ว ท่านอยู่จำพรรษากับครูบาศรีวิชัยได้ 1 พรรษา ก็ลาอาจารย์จาริกสร้างสถานที่ต่าง ๆ ต่อไปอีกหลายแห่งทั้งวัดและโรงเรียน

    ๐ ถูกให้สึกและครองผ้าขาวครั้งที่ ๑

    รูปภาพ
    พระพุทธรูปหินอ่อน ณ วัดดอนแก้ว

    อ.แม่ระมาด จ.ตาก เดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2465 ขุนระมาดไมตรี กำนันคนแรกของตำบลแม่ระมาด จังหวัดตาก และชาวบ้านแม่ระมาด มีความปรารถนาจะได้มีพระพุทธรูปไว้กราบสักการบูชาเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ จึงได้ไปติดต่อขอเช่าบูชาพระพุทธรูปแกะสลักจากหินอ่อนทั้งแท่ง มาจากประเทศพม่า นับเป็นพระพุทธรูปหินอ่อนขนาดใหญ่ลำดับ 3 ของโลก รองจากองค์ใหญ่ที่สุดในโลกประดิษฐานที่ประเทศอินเดีย และลำดับ 2 ประดิษฐานอยู่ที่ประเทศปากีสถาน และองค์ที่สามคือองค์นี้ในราคา 800 รูปี มีขนาดหน้าตักกว้าง 1.30 เมตร สูงจากพระแท่นฐานถึงรัศมี 1.60 เมตร

    แม้องค์ท่านจะมีน้ำหนักมากแค่ไหน แต่ความศรัทธาที่มี ผู้ไปอัญเชิญต่างก็ไม่ย่อท้อ นำท่านมาทางเรือผ่านเมืองมะละแหม่ง แล้วเดินทางต่อจนถึงท่าเรือจองโต

    จากท่าเรือแห่งนี้ท่านครูบาขาวปี ซึ่งเป็นที่เคารพรักของชาวบ้านและชาวภาคเหนือ ได้ไปรับพระพุทธรูปหินอ่อนพร้อมญาติโยม อัญเชิญขึ้นบนเกวียนแล้วเดินทางถึงเมืองกรุกกริก บ้านจ่อแฮ (บ้านกะเหรี่ยง) การเดินทางด้วยความยากลำบากเพราะเป็นภูเขาสูงชันมากจึงล่าช้ามาก ต้องนอนพักแรมระหว่างทางถึง 2 คืน

    จากนั้นก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านป้างกา การเดินทางรวดเร็วขึ้นเพราะเป็นพื้นที่ราบจนกระทั่งถึงหมู่บ้านเมียวดีริมฝั่งแม่น้ำเมย เขตประเทศพม่า ตรงข้ามบ้านท่าสายลวด อำเภอแม่สอดปัจจุบัน จึงอัญเชิญลงจากเกวียนข้ามแม่น้ำเมยเข้าประเทศไทย ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยพักผ่อนที่บ้านท่าสายลวด 3 คืน แล้วเดินทางเข้าเขตอำเภอแม่ระมาด และอัญเชิญพระพุทธรูปหินอ่อน ประดิษฐาน ณ วัดดอนแก้วแห่งนี้

    มีเรื่องเล่ากันว่าตอนที่นำองค์พระพุทธรูปข้ามแม่น้ำด้วยแพนั้น มีช่วงหนึ่งที่น้ำไหลเชี่ยวรุนแรงมาก จนแพพลิกและองค์พระได้เลื่อนหลุดจมลงในน้ำ ชาวบ้านต่างพากันใช้เชือกช่วยกันฉุดรั้งกันอย่างเต็มที่ ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่ว่าจะทำประการใดก็ไม่เป็นผล จนต้องนิมนต์ขอบารมีท่านครูบาอภิชัยขาวปีช่วย

    ครูบาท่านลงแพไม้ไผ่ แล้วใช้ด้ายเส้นเล็กๆ ส่งให้คนดำลงไปคล้ององค์พระพุทธรูป แล้วท่านก็ตั้งจิตอธิษฐานอัญเชิญพระพุทธรูป จบคำอธิษฐาน ท่านครูบาดึงเส้นด้ายที่คล้ององค์พระขึ้นมา องค์พระพุทธรูปที่ปกติต้องใช้คนหามนับสิบคนจึงจะยกไหวก็ได้ลอยขึ้นมาและสามารถอัญเชิญขึ้นฝั่งได้สำเร็จเป็นที่อัศจรรย์มาก รวมเวลาที่ไปอัญเชิญพระพุทธรูปหินอ่อนในครั้งนี้เป็นเวลา 12 วัน

    ที่แม่ระมาดนี่เอง ก็มีเรื่องน่าเศร้าใจเกิดขึ้นอีก กล่าวคือ เมื่อสร้างพระวิหารเพื่อประดิษฐานพระหินอ่อนนั้น เงินไม่พอ ยังขาดอยู่อีก 700 บาท เป็นค่าทองคำเปลว 400 บาท กับค่านายช่างอีก 300 บาท ท่านก็ปรึกษาเรี่ยไรเอาจากชาวบ้านจนครบด้วยความเต็มใจของชาวบ้าน แล้วช่วยกันสร้างต่อจนแล้วเสร็จทันฉลอง (หมายเหตุ: ตามบทความเดิมของผู้เรียบเรียง ระบุว่าเป็นการสร้างโบสถ์ แต่ตามหัวข้อ "บัญชีรายชื่อสถานที่ที่ท่านได้สร้างระหว่าง อายุ 35-42 ปี" ระบุว่าเป็นการสร้างวิหาร)

    รูปภาพ
    พระวิหารวัดดอนแก้วที่ประดิษฐานพระหินอ่อน

    เมื่อเรื่องการเรี่ยไรนี้ทราบถึงอำเภอ จึงเรียกกำนันไปสอบสวนว่า อภิชัยภิกษุ เรี่ยไรจริงหรือไม่ กำนันก็รับว่าจริงแต่ด้วยความเต็มใจของชาวบ้าน เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้นงานสร้างโบสถ์ก็หยุดชะงัก ทางอำเภอก็ว่าเต็มใจหรือไม่ก็ผิดเพราะเป็นพระเป็นเจ้าจะทำการเรี่ยไรไม่ได้ ผิดระเบียบคณะสงฆ์ แล้วรายงานเรื่องนี้ไปยังเจ้าคณะจังหวัดๆ จึงตัดสินว่าให้สึกพระอภิชัยเสีย ท่านจึงจำยอมสึกจากภาวะความเป็นภิกษุ ท่ามกลางความสลดหดหู่ของผู้คนที่รู้เห็นเป็นอันมาก ที่ท่านครูบาของพวกเขาต้องมารับกรรมเพราะทำความดีอย่างไม่ยุติธรรม

    ท่านต้องเปลี่ยนมานุ่งห่มแบบชีปะขาวอยู่ที่ใต้ต้นประดู่แห้งที่ยืนต้นตายซากมานานเป็นแรมปี ซึ่ง ณ ที่นี้ เองจึงเกิดเรื่องที่น่าอัศจรรย์สมควรจะบันทึกไว้คือ พอท่านเปลี่ยนผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากกายมาครองผ้าขาวเท่านั้น ต้นประดู่ที่แห้งโกร๋นปราศจากใบนั้น ก็ผลิตดอกออกใบขึ้นมาอีก ท่ามกลางความอัศจรรย์ใจของบรรดาประชาชนที่ร่วมชุมนุมอยู่เป็นอันมาก ต่างพากันหลั่งน้ำตา ล้มตัวก้มลงกราบโดยพร้อมเพรียงกัน นับเป็นปรากฏการณ์ที่จะไม่เห็นอีกในชีวิต

    หลวงปู่ครูบาขาวปีท่านอธิษฐานให้เทวดาฟ้าดินเป็นพยานว่า ถ้าท่านไม่ผิดอย่างที่เขาว่า ขอให้แสดงอะไรเป็นประจักษ์พยานด้วย ท่านถอดสังฆาฏิพาดไว้บนต้นไม้ที่ยืนแห้งตาย ต้นไม้แตกใบใหม่เดี๋ยวนั้นเลย..!

    แต่คนก็ยังไม่เชื่อ จับท่านสึกจนได้ เอาผ้าขาวให้ท่านนุ่ง พอท่านนุ่งผ้าขาวเสร็จ กะเหรี่ยงก็เอาช้างมาแห่ท่านไปเลย กะเหรี่ยงบอกว่า "ตุ๊เหลืองตุ๊พวกเจ้า แต่ตุ๊ขาวตุ๊ของเฮา"

    ๐ มารตามรังควาน

    ไม่นานจากนั้น ท่านพร้อมกับผู้ติดตาม ก็มุ่งกลับสู่อำเภอลี้ โดยรอนแรมมาเป็นระยะเวลา 10 วัน 10 คืน ก็เดินทางมาถึง อ.ลี้ พักอยู่ที่กลางทุ่งนาบ้านป่าหกได้ 4 คืน นายอำเภอลี้ จึงให้ตำรวจมาขับไล่ไม่ให้อยู่โดยไม่มีเหตุผล ด้วยความใจดำเป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงมาพักอยู่กลางทุ่งนาบ้านแม่ตืน ณ ที่นี้ ก็ถูกทางอำเภอกลั่นแกล้งอีก โดยรายงานไปทางจังหวัดว่า ปะขาวปีนำปืnเถื่อนมาจากแม่สอดมาถึง 1,000 กระบอก

    หลังจากรับรายงาน จึงมีบัญชาให้นายร้อยตำรวจ 2 คนกับพระครู 2 รูป ขึ้นมาทำการตรวจค้นไต่สวน ท่านว่า "ไม่เป็นความจริงหรอก อาตมาเดินทางผ่านมาตั้ง 2 จังหวัดแล้ว ยังไม่เห็นมีใครกล่าวหาเช่นนี้เลย ถ้าท่านไม่เชื่อก็เชิญค้นดูเองเถิด"

    ตำรวจทั้งสองก็ค้นสัมภาระของคณะติดตามดูก็พบปืnแก๊ป 1 กระบอก แต่ปรากฏว่าเป็นปืnมีทะเบียนของชาวบ้านผู้ติดตามคนหนึ่ง จึงไม่ว่าอะไร จากนั้นก็ไปค้นจนทั่ว ลามปามเข้าค้นถึงในวัดแม่ตืน จนพระเณรแตกตื่นเป็นโกลาหล แต่ก็ไม่พบอะไรอีก จึงพากันเดินทางกลับด้วยความผิดหวัง

    ก่อนกลับก็ไปต่อว่าต่อขานทางอำเภอลี้เสียจนหน้าม้าน หาว่าหลอกให้เดินทางมาเสียเวลาเปล่า เหนื่อยแทบตาย (เพราะสมัยนั้นไม่มีรถยนต์แม้แต่คันเดียว) ทางนายอำเภอจึงจำเป็นต้องออกค่าเดินทาง พร้อมเสบียงอาหารให้คณะนายตำรวจดังกล่าวเดินทางกลับ

    เสร็จจากเรื่องที่กล่าวหานั้นแล้ว ท่านพร้อมกับคณะก็เดินทางจากแม่ตืนเพื่อจะไปหาท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่วัดพระนอนปูคา บ้านแม่ปูคา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ระหว่างทางพักที่วัดห้วยกานคืนหนึ่ง เมื่อเข้าเขตกิ่งบ้านโฮ่ง ชาวบ้านก็พาตำรวจมาดักจับอีก ด้วยข้อหาอะไรไม่แจ้ง แต่ตำรวจก็จับไม่ไหวเพราะคนตั้งมากมาย ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไรจึงล่าถอยไป ท่านจึงไปพักที่วัดดงฤๅษีคืนหนึ่ง แล้วมุ่งไปทางบ้านหนองล่อง ณ ที่นี้ ก็ถูกคณะข้าหลวงดักจับอีก แต่ก็จับไม่ไหวอีกเช่นกัน

    ผู้ว่าราชการเชียงใหม่มาขอพบ
    เมื่อถึงวัดท่าลี่ คณะที่พักอยู่ที่ศาลา ในตอนเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จึงเข้าไปสอบถาม

    ผู้ว่าฯ "ท่านอยู่บ้านใด เกิดที่ไหน"

    ครูบาฯ "เดิมอาตมาอยู่บ้านแม่เทย อ.ลี้ ลำพูน นี่เอง"

    ผู้ว่าฯ "อ้อท่านก็เป็นคนเมืองเราเหมือนกัน ก่อนมาถึงที่นี่ท่านไปไหนมา"

    ครูบาฯ "อาตมามาจากพม่า"

    ผู้ว่าฯ "ไปอยู่นานไหม "

    ครูบาฯ "5 ปีแล้ว" (คำตอบของท่านตรงนี้น่าสนใจว่า ท่านไปอยู่ที่พม่าถึง 5 ปี ในช่วงระยะเวลาใด? - Webmaster)

    ผู้ว่าฯ "อือม์ ก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไรดังเขาเล่าลือ แต่ก็มีอีกอย่าง ขอให้ท่านเสียค่าประถมศึกษา 8 บาท ให้กับทางอำเภอเสีย ตามระเบียบที่ทางการกำหนดไว้ หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไร"

    ขณะนั้นกำนันกับชาวบ้านที่ร่วมชุมนุมอยู่ ณ ที่นั้นได้ยินจึงช่วยกันบริจาคให้ท่าน ได้เงิน 15 บาท ท่านจึงมอบให้กับนายตำรวจคนหนึ่งที่มากับผู้ว่าฯ ไป แต่ก็นับว่าเป็นคราวเคราะห์ของตำรวจคนนั้น ซึ่งพอรับเงินไปได้สักครู่ก็ไปทำหายเสีย จึงต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่ายแทนไปตามระเบียบ

    หลังจากที่พักที่ท่าลี่คืนหนึ่งแล้ว ท่านพร้อมคณะก็ขนของข้ามแม่น้ำปิงไปขึ้นรถ ไปจนถึงวัดพระนอนปูคา แล้วอยู่ร่วมฉลองวิหารพระนอนปูคา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ร่วมกับท่านครูบาศรีวิชัย ซึ่งท่านมาวัดพระนอนแม่ปูคา เพื่อบูรณะองค์พระบรมธาตุเจดีย์ และสร้างวิหารพระนอนแม่ปูคาจนแล้วเสร็จ แล้วก็กลับมาหมายจะมาจำพรรษาที่วัดแม่ตืน อ.ลี้ อีก แต่นายอำเภอจอมเหี้ยม ก็สั่งกำนันมาไล่ไม่ให้อยู่เป็นอันขาด ท่านจึงสุดแสนที่อัดอั้นตันใจและรู้สึกสลดใจเป็นอย่างยิ่งที่ถูกจองล้างจองผลาญอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
    สร้างวัดพระพุทธบาทตะเมาะ

    ก็พอดีท่านคิดได้ว่ามีญาติทางพ่อของท่านเป็นกำนันอยู่ที่ตำบลดอยเต่า จึงให้คนไปบอกให้มาพบท่าน เมื่อกำนันมาถึงแล้วท่านก็ถามว่า "อาตมาจะไปอยู่ที่พระบาทตะเมาะได้หรือไม่" กำนันดอยเต่าจึงไปปรึกษากับทางอำเภอ ๆ จึงบอกว่า ดีแล้ว ให้ไปบอกท่านให้มาอยู่เร็ว ๆ เถิด ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ไปอยู่พระบาทตะเมาะ โดยสร้างอารามขึ้นที่นั้น ด้วยความร่วมมือทั้งฝ่ายนายอำเภอและป่าไม้อำเภอ ไปจองที่กว้าง 500 วา ยาว 500 วา และที่พระบาทตะเมาะนี้เอง ท่านได้สร้างวิหารครอบรอยพระพุทธบาทหนึ่งหลัง มีเจดีย์ตั้งอยู่บนวิหารถึง 9 ยอด นับเป็นศิลปะที่งดงาม ปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งท่านจะไปเที่ยวชมได้ นับเป็นวิเวกสถานที่เหมาะกับผู้ใฝ่หาความสงบที่เหมาะมากอีกแห่งหนึ่ง

    ในเรื่องการสร้างวัดพระบาทตะเมาะนี้ ครูบาชัยยะวงศา แห่งวัดพระบาทห้วยต้มท่านได้เล่าให้ฟังว่า ครูบาอภิชัยขาวปีเป็นผู้สร้างวัดแห่งนี้ และจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2467 รวมเวลาที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ 33 ปี คำว่า "ตะเมาะ" นั้น เป็นคำพูดที่เพี้ยนมาจากคำว่า "เต่าหมอบ" เพราะที่วัดมีก้อนหินที่มีลักษณะคล้ายเต่าหมอบอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อพูดคำว่าเต่าหมอบ นานเข้าจึงเพี้ยนเป็น ตะเมาะ

    ครูบาชัยยะวงศาได้บูรณะสถานที่สำคัญหลายแห่งภายในวัด เช่น มณฑป 9 ยอดครอบรอยพระพุทธบาท ฯลฯ และครูบาชัยยะวงศาได้มาช่วยครูบาอภิชัยขาวปีก่อสร้างเป็นเวลา 5 ปี สิ่งก่อสร้างที่เหลือไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ชื่นชมอีกอย่าง ก็คือ กำแพงซึ่งทำจากหินล้วน ไม่มีการใช้ปูนแต่อย่างใด กำแพงหินดังกล่าวเป็นแนวยาว 2 ชั้น แต่ละชั้นยาวประมาณ 100 เมตร

    นอกจากแนวกำแพงหินแล้ว ในปี พ.ศ. 2500 ครูบาชัยยะวงศายังได้สร้างมณฑปไม้ไว้ด้วย มณฑปนี้เป็นรูปทรงล้านนา และทำจากไม้ทั้งหลัง ซึ่งปัจจุบันจะหาช่างทำได้ยาก เพราะมณฑปทั้งหลัง ใช้การเข้าลิ่มสลักด้วยไม้ทั้งสิ้น จะใช้นอตเหล็กยึดเพียงไม่กี่ตัว ครูบาชัยยะวงศาเล่าให้ฟังว่า มณฑปนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ล้ำค่าสำหรับท่าน เพราะต้องผจญกับอุปสรรคต่าง ๆ นานับปการ เนื่องจากเขตวัดพระพุทธบาทตะเมาะขึ้นกับจังหวัดเชียงใหม่ ในขณะนั้นทางการจังหวัดเชียงใหม่เข้มงวดเรื่องป่าไม้มาก แม้จะนำมาสร้างเป็นถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนาก็ยังเป็นการลำบาก

    ในระหว่างที่ครูบาชัยยะวงศามาทำการก่อสร้างที่วัดพระพุทธบาทตะเมาะอยู่นั้น ท่านต้องพักผ่อนจำวัดอยู่ที่ห้วยน้ำอุ่น (ปัจจุบันเป็นวัดห้วยน้ำอุ่น มีครูบาบุญยังเป็นเจ้าอาวาส) ซึ่งอยู่ในเขต จ.ลำพูน ห่างจากวัดพระพุทธบาทตะเมาะ 5 กิโลเมตร

    เหตุที่ครูบาชัยยะวงศาไม่สามารถจำวัดและให้คณะศรัทธาพักที่ วัดพระพุทธบาทตะเมาะได้ เนื่องจากขณะนั้นครูบาศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่และคณะสงฆ์ของจังหวัดเชียงใหม่มีความเข้มงวด ในระหว่างที่กำลังก่อสร้างอยู่นั้น ศิษย์ของครูบาอภิชัยขาวปีเกิดมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่และคณะสงฆ์ของบ้านเมือง จนกระทั่งพระปันถูกจับสึกให้นุ่งห่มขาว (ครูบาขาวคำปัน) เป็นเหตุให้ครูบาอภิชัยขาวปี ต้องย้ายจากวัดพระพุทธบาทตะเมาะไปอยู่วัดพระธาตุห้าดวง และ วัดพระพุทธบาทผาหนาม ซึ่งอยู่ในเขต อ.ลี้ จ.ลำพูน และเมื่อสร้างมณฑปเสร็จแล้ว ก็ทำการฉลองกันอย่างรีบเร่ง เมื่อฉลองเสร็จครูบาชัยยะวงศาก็ติดตามครูบาอภิชัยขาวปีไปพำนักยังสถานที่อื่นเพื่อสร้างบารมีต่อไป

    (คัดลอกจาก หนังสือประวัติครูบาชัยยะวงศา ถ่ายทอดโดย สิริวฑฺฒโนภิกขุ)

    พ.ศ. 2470 ครูบาอภิชัยขาวปี ได้บูรณะพระธาตุเมืองเก่าห้วยลึก บ้านท่าสองยาง จังหวัดตาก ขึ้นใหม่ ต่อจากที่ นายพะสุแฮ ที่เป็นศรัทธาชาวกระเหรี่ยงได้บูรณะไว้เมื่อประมาณปี พ.ศ.2412 โดยในการบูรณะในปี 2470 นี้ ท่านครูบาได้เปลี่ยนรูปทรงทำเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม และในปีเดียวกัน ท่านก็ได้มาเป็นประธานในการบูรณะพระวิหารวัดพระนอนม่อนช้าง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน และธรณีพระธาตุโดยรอบแต่ไม่แล้วเสร็จ ต่อมาครูบาศรีวิชัยได้มาบูรณะและสร้างต่อจนเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2473

    ๐ ช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ

    แต่ด้วยวิญญาณของนักพัฒนา ท่านก็อยู่จำพรรษาที่พระบาทตะเมาะไม่นาน ขณะนั้นครูบาศรีวิชัยกำลังสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ เชียงใหม่ อยู่ ซึ่งครูบาศรีวิชัย ได้กำหนดฤกษ์ที่จะลงมือขุดจอบแรกสำหรับการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 ท่านจึงพากะเหรี่ยง 500 คน ขึ้นไปช่วยทำถนนขึ้นดอยสุเทพร่วมกับอาจารย์จนแล้วเสร็จ ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2478 จึงกลับลงมาพักกับอาจารย์ที่วัดพระสิงห์
    อุปสมบทครั้งที่ 3

    ที่วัดพระสิงห์นี้ ท่านครูบาศรีวิชัยก็อุปสมบทให้ท่านเป็นภิกษุอีกเป็นครั้งที่ 3 แต่กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนว่าท่านไม่มีบุญพอที่จะอยู่ในผ้าเหลืองได้นาน ๆ พอท่านครูบาศรีวิชัยก็เกิดคดีต่าง ๆ นานา ต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2478 คงทิ้งให้ท่านอยู่รักษาวัดพระสิงห์แต่เพียงผู้เดียว

    แต่ระหว่างการสอบสวนครูบาศรีวิชัยที่กรุงเทพฯ นั้น คณะสงฆ์เชียงใหม่ก็เปิดการสอบสวนภิกษุเจ้าอาวาสต่างๆ ที่ขอลาออกจากคณะสงฆ์มาขึ้นกับครูบาศรีวิชัยถึงขั้นมีการ "สึก" เจ้าอาวาสหลายต่อหลายวัด การสอบสวนเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ กว่า 60 วัด ในเชียงใหม่และลำพูนนี้ เป็นเหตุให้มีเจ้าอาวาสหลายวัดถูกจับสึก เพราะไม่ยอมรับที่จะเข้ามาอยู่ในความปกครองของคณะสงฆ์ ยืนยันจะขอขึ้นกับครูบาศรีวิชัยต่อไป

    เจ้าอาวาสบางวัดก็หนีไปจากวัดเฉยๆ ไม่ยอมให้การกับคณะสงฆ์เชียงใหม่ นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2478 ระหว่างที่ครูบาศรีวิชัยอยู่ในกรุงเทพฯ อันนับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่คณะสงฆ์เกิดการแตกแยกกันขึ้นอย่างขนาดใหญ่ในหัวเมืองพายัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เชียงใหม่ และลำพูนกันมาอีกหลายเดือน ตลอดระยะเวลาที่ครูบาศรีวิชัยถูกส่งไปอบรมและสอบสวนที่กรุงเทพฯ

    จากหนังสือประวัติครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทย (ฉบับสมบูรณ์)
    พระครูบุญญาภินันท์ (บุญชู จันทสิริ) รวบรวมและเรียบเรียง

    :b48:

    ด้วยจิตใจที่เป็นห่วงในตัวอาจารย์ของท่านยิ่งนัก แล้วก็มีมารมาผจญอีกจนได้เมื่อ มหาสุดใจ วัดเกตุการามกับท่านพระครูวัดพันอ้นรูปหนึ่งมาหลอกให้ท่านสึกเสีย เพราะมิฉะนั้น ท่านจะเอาครูบาศรีวิชัยจำคุก ท่านจึงสึกเป็นชีปะขาวอีกครั้งหนึ่ง นับเป็นครั้งสุดท้าย แล้วออกจากวัดพระสิงห์กลับไปพักที่วัดบ้านปางด้วยความเหงาใจ แต่ท่านก็ไม่ละทิ้งงานก่อสร้าง จึงได้สร้างกุฏิที่วัดบ้านปางอีก 1 หลัง แล้วกลับไปอยู่ที่พระบาทตะเมาะตามเดิม

    ๐ สูญเสียอาจารย์

    ชีวิตท่านช่วงนี้ คงมุ่งอยู่กับงานก่อสร้างไม่หยุดหย่อน จากที่นี่ย้ายไปที่นั่นไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งครูบาศรีวิชัยพ้นจากมลทินที่ถูกกล่าวหา ท่ามกลางความดีใจของสาธุชนทั้งหลาย แต่ความดีใจนั้นคงมีอยู่ได้ไม่นานท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยก็ได้อาพาธหนัก แล้วถึงแก่มรณภาพลงในที่สุด ในเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 ยังความโศกาอาดูรให้เกิดแก่มหาชนผู้เลื่อมใสโดยทั่วไป
    ที่วัดบ้านปาง ลำพูน

    ลานนาไทยได้สูญเสียนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ หากจะเอาเสียงร่ำไห้มารวมกันแล้วไซร้เสียงแห่งความวิปโยคนี้คงได้ยินไปถึงสวรรค์ ท่านเองในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ที่ท่านอาจารย์ได้พร่ำสอนตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ก็มีความเศร้าโศกเสียใจมิใช่น้อย แต่ก็ปลงได้ด้วยธรรมสังเวชโดยอารมณ์กัมมัฏฐาน แล้วทำทุกอย่างในฐานะศิษย์จะพึงมีต่ออาจารย์ด้วยกตเวทิตาธรรม ท่านจึงสร้างเมรุหลังหนึ่งกับปราสาทหลังหนึ่งพร้อมหีบบรรจุศพ เพื่อเก็บไว้รอการฌาปนกิจต่อไปที่วัดบ้านปาง ซึ่งได้มีการฌาปนกิจศพท่านครูบาศรีวิชัยอีก 8 ปีต่อมาหลังจากมรณภาพ ณ เมรุ ที่ได้สร้างขึ้นที่วัดจามเทวี จ.ลำพูน ในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2489

    หลังจากงานถวายเพลิงปลงศพท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยเสร็จแล้วในปี 2489 นั้น ท่านได้เชิญอัฐิธาตุของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยส่วนที่เป็นกะโหลกเท่าหัวแม่มือส่วนหนึ่งมาด้วย และครูบาดวงดี สุภัทฺโท ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 32 ปีและได้ติดตามท่านมาตั้งแต่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณภาพไป นำมาเก็บรักษาสักการบูชาจนถึงทุกวันนี้ จากนั้นท่านก็มาสร้างอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิธาตุของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยทั้งที่วัดสวนดอกและวัดหมื่นสาร โดยครูบาดวงดี สุภัทฺโท ได้อยู่ช่วยท่านจนเสร็จงานดังกล่าว

    ๐ สร้างวัดผาหนาม ที่พำนักในปัจฉิมวัย

    วัดคืนยังคงหมุนไป พร้อมกับความเป็นนักก่อสร้างนักพัฒนาของท่านก็ยิ่งลือกระฉ่อนยิ่งขึ้น เมื่อขาดท่านครูบาศรีวิชัย ผู้คนก็หลั่งไหลกันมาหาท่านอย่างมืดฟ้ามัวดิน ในฐานะทายาททางธรรมของครูบาเจ้าศรีวิชัย

    ระยะต่อมา เมื่อได้รับพลังอย่างท่วมท้นขึ้น ผลงานจึงยิ่งใหญ่เป็นลำดับ และกว้างขวางหากำหนดมิได้โดยไม่เคยว่างเว้น จนถึงพุทธศักราช 2507 (หมายเหตุ : ตามบทความเดิมเป็นปี 2470 - Webmaster) อายุสังขารของท่านเริ่มชราลงแล้ว คือมีอายุ 76 ปี แต่ท่านยังคงแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งนี้ อาจจะด้วยอำนาจผลบุญที่ได้บำเพ็ญมาก็ได้ จึงสมควรจะสร้างสถานที่สักแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นที่พำนักปฏิบัติธรรมในปัจฉิมวัย

    ก็พอดีชาวบ้านผาหนามซึ่งอพยพจาก อ.ฮอด หนีภัยน้ำท่วมมาอยู่ที่บ้านผาหนาม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มีพ่อน้อยฝน ตุ่นวงศ์ เป็นประธาน พร้อมกับชาวบ้านได้มานิมนต์ท่านให้ไปสร้างอารามใกล้เชิงดอยผาหนาม เพื่อเป็นที่พึ่งกายใจและประกอบศาสนกิจ

    ท่านก็รับนิมนต์ พร้อมกับชอบใจสถานที่ดังกล่าวและ ตั้งใจว่าจะเป็นสถานที่สุดท้ายเพื่อเป็นที่พำนักและปฏิบัติธรรมของท่าน คณะศรัทธาบ้านผาหนามและศรัทธาจากทั่วทุกสารทิศ จึงพร้อมใจกันก่อสร้างเป็นอารามขึ้นจากนั้น จนมีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตมากมายและท่านถือที่แห่งนี้เป็นที่พำนักอยู่เสมอ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าท่านจะงดมิไปสร้าง หรือพัฒนาที่อื่นอีก แต่ยังคงไปเป็นประธานสร้างสถานที่ต่าง ๆ ควบคู่กับงานสร้างวัดผาหนามอีกตั้งหลาย ๆ แห่ง

    รายนามถาวรวัตถุบางส่วนที่ท่านสร้าง

    - พ.ศ. 2483 ได้มาสร้างวัดแม่ต๋ำ ต.เสริมซ้าย อ.เสริมงาม จ.ลำปาง ขึ้นในช่วงที่ท่านได้พาคณะศิษย์มาขุดภูเขาดอยผาเบ้อ ให้เป็นทางเดินข้ามชายแดนเขตติดต่อระหว่างจังหวัดลำพูน กับจังหวัดลำปาง ระยะทางยาวประมาณ 5 กิโลเมตร

    - พ.ศ. 2489 ครูบาผุย มหาชโย เจ้าคณะอำเภอลี้ ครูบาอินต๊ะ วัดพวงคำ ครูบาคำสุข วัดบ้านแวน ได้พิจารณาเห็นว่ามณฑปครอบรอยพระพุทธบาทห้วยต้มและสิ่งก่อสร้างทั้งหลายทั้งปวงในบริเวณวัดพระพุทธบาทห้วยต้มได้ชำรุดทรุดโทรมลงไปและได้กลายเป็นวัดร้าง สมควรที่จะได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เสียใหม่ จึงได้ประชุมคณะศรัทธาทั้งหลาย และตกลงกันนิมนต์ครูบาชัยยะวงศา ซึ่งท่านได้ตอบรับนิมนต์และได้เดินทางมาอยู่จำพรรษาที่วัดดังกล่าวตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2489 เป็นต้นมา เมื่อคณะศรัทธาบ้านผาลาดได้จัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ในการก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว จึงได้ไปนิมนต์ครูบาอภิชัยขาวปี วัดพระบาทตะเมาะ มาตรวจและวางแผนสร้างวิหาร จากนั้นครูบาขาวปี จึงกลับไปพระบาทตะเมาะตามเดิม

    - พ.ศ. 2491 สร้างวิหารวัดท่าจำปี จ.เชียงใหม่ โดยมีครูบาดวงดี สุภัทโท ติดตามมาด้วย หลังจากนั้นครูบาดวงดีก็ได้อยู่ประจำวัดท่าจำปีตลอดมาจนมรณภาพ

    - พ.ศ. 2495 สร้างอาคารโรงเรียนชุมชนศรีจอมทอง ต.ดอยแก้ว อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

    - พ.ศ. 2496 ท่านได้เป็นประธานในการสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนบ้านแพะยันต์ดอยแซ่ อ.แม่ทา จ.ลำพูน ที่ได้สร้างค้างคาเพียงแค่ฐานรากไว้เนื่องจากหมดเงินบริจาค

    - พ.ศ. 2499 นายแก้ว เยตาสุข ซึ่งเป็นครูใหญ่โรงเรียนชุมชนบ้านแม่ตืนในขณะนั้น ร่วมกับ กำนันตำบลแม่ตืนพร้อมทั้ง คณะกรรมการสถานศึกษาและราษฎรภายในหมู่บ้าน ร่วมกับผู้บริหารระดับอำเภอ ได้ปรึกษาหารือกันว่า สมควรย้ายโรงเรียนชุมชนบ้านแม่ตืน ซึ่งเดิมตั้งอยู่กลางหมู่บ้านแม่ตืน มาตั้งยังที่ริมถนนตัดใหม่ คือถนนพหลโยธินจะดีกว่า เพราะจะมีความสง่างามมากกว่าที่เดิมและ สะดวกในการติดต่อราชการ และการสัญจรไปมา เมื่อมีความเห็นพ้องต้องกันแล้วจึงได้ไปอาราธนานิมนต์ท่านครูบาอภิชัย ขาวปี ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของราษฎรภายในหมู่บ้าน และผู้คนทั่วไปมานั่งเป็นประธานในการจัดหาที่ดิน และได้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนชุมชนบ้านแม่ตืนในปัจจุบัน

    - พ.ศ. 2499 นายสุรินทร์ เดชะวัง ครูใหญ่โรงเรียนบ้านปากเหมือง ต.ขัวมุง ต.ขัวมุง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ได้นิมนต์ท่านครูบาอภิชัย ขาวปี มาเป็นประธานร่วมกับ นายอำเภอสารภี ได้ก่อสร้างอาคารเรียน 1 หลัง 4 ห้องเรียน

    - ประมาณปี 2499 ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บ้านปงแม่ลอบ อ.แม่ทา จ.ลำพูน ได้นิมนต์ครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี มาปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับชาวบ้าน ต่อมาในปี 2515 ชาวบ้านร่วมกับผู้มีจิตศรัทธาจึงได้จัดตั้งเป็นวัดปงแม่ลอบ

    - พ.ศ. 2501 ท่านและครูบาชัยยะวงศาพัฒนา (วัดพระบาทห้วยต้ม) ได้มาทำการบูรณะวัดพระธาตุห้าดวงตามที่นายสนิท จิตวงศ์พันธ์ ซึ่งเป็นนายอำเภอลี้ในขณะนั้น ได้อาราธนาท่านทั้งสองไว้ ซึ่งเป็นการบูรณะอีกครั้ง หลังจากที่พระครูบาเจ้าศรีวิชัย ได้มาบูรณะวัดนี้ซึ่งในขณะนั้นเป็นวัดร้างไว้จนสำเร็จ แล้วได้ทำการฉลองสมโภชองค์พระธาตุเมื่อปี พ.ศ. 2468 และเมื่อทำการฉลองสมโภชแล้ว ท่านพระครูบาศรีวิชัยจึงได้เดินทางกลับวัดบ้านปาง (อ.ลี้) แต่วัดพระธาตุห้าดวงก็กลับร้างอีกหลังจากนั้นไม่นาน

    - พ.ศ. 2501 อำเภอเถินประสบภาวะแห้งแล้ง พระธาตุวัดดอยป่าตาล ตำบลเถินบุรี จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นเจดีย์สูง 30 เมตร มีฐานจตุรัส กว้าง 9 เมตร บนยอดฉัตรของเจดีย์ มีลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานไว้ ในวันขึ้น 15 ค่ำ บางเดือนลูกแก้วบนยอดเจดีย์จะแสดงอภินิหารด้วยการเปล่งแสงเป็นประกายสุกสว่าง ลูกแก้วหลุดจากยอดเจดีย์ มีผู้เก็บกลับมาไว้ เมื่อปี 2502 ครูบาอภิชัยขาวปี มาเป็นประธานยกฉัตรนำลูกแก้วขึ้นประดิษฐานไว้บนยอดเจดีย์ตามเดิม ซึ่งปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้

    - พ.ศ. 2497 ครูบาอุ่นเรือน สุภทฺโท วัดบ้านควน ต.พรหมหลวง อ.สันป่าตอง มาบูรณะวัดหลวงขุนวิน ต.ดอนเปา อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เมื่อบูรณะเสร็จได้นิมนต์ครูบาอภิชัย ขาวปี มาเป็นประธานร่วมฉลอง เมื่อปี พ.ศ. 2501

    - พ.ศ. 2506 ครูบาขาวปีได้มาเป็นประธานในการก่อสร้างพระเจดีย์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดชลประทานรังสรรค์ ต.บ้านนา อ.สามงา จ.ตาก ซึ่งเป็นวัดที่ทางราชการสร้างขึ้นเพื่อทดแทน (ผาติกรรม) วัดพระบรมธาตุลอย ซึ่งจะถูกน้ำท่วมเมื่อสร้างเขื่อนภูมิพลเสร็จ

    ๐ วันจากที่ยิ่งใหญ่

    แล้วในปี 2514 คณะศรัทธาวัดสันทุ่งฮ่าม แห่งจังหวัดลำปาง ก็ได้มานิมนต์ท่าน เพื่อไปเป็นประธานในการก่อสร้างอีก ซึ่งท่านก็ไม่ขัดข้องด้วยความเมตตาอันมีอยู่อย่างหาขอบเขตไม่ได้ของท่าน แม้ตอนนั้นท่านจะชราภาพมากแล้ว คือมีอายุถึง 83 ปี ก็ตาม ไม่มีใครรู้ดีเท่ากับตัวของท่านว่า ท่านเหนื่อยอ่อนแค่ไหน แต่ด้วยใจที่แกร่งเหมือนเพชร ท่านคงไม่ปริปากบ่น เป็นประธานให้ที่วัดสันทุ่งฮ่าม

    ไม่นานคณะศรัทธาจากวัดท่าต้นธงชัย จ.สุโขทัย ก็ได้มานิมนต์ท่านอีก เพื่อเป็นประธานในการสร้างพระวิหาร

    วันนั้นเป็นวันที่ 2 มีนาคม 2520 ตอนนั้น ท่านเหนื่อยอ่อนมากแล้ว ท่านได้บอกผู้ใกล้ชิดว่าท่านอยากกลับอารามผาหนาม เหมือนดั่งจะรู้ตัวของท่านว่าไม่มีเวลาในการโปรดที่ไหนอีกต่อไปแล้ว แต่จะมีใครล่วงรู้ถึงข้อนี้ก็หาไม่ คงพาท่านมุ่งสู่สุโขทัยอีกต่อไป และเมื่อถึงวัดท่าต้นธงชัย ได้เพียงวันเดียว ในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2520 ซึ่งตรงกับเดือน 6 เหนือ แรม 14 ค่ำ เวลา 16.00 น. ท่านได้จากไปอย่างสงบ

    ข่าวการจากไปของท่านกระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ ทุกคนตกตะลึง ต่างพากันช็อกไปชั่วขณะมันเหมือนสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงบนกลางใจของทุกคน ที่เลื่อมใสเคารพรักในตัวท่าน แล้วจากนั้น เสียงร่ำไห้ก็ระงมไปทุกมุมเมืองพวกเขาได้สูญเสียร่มโพธิ์แก้วอันร่มเย็นไพศาลไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ ตั้งแต่นี้จะหาครูบาเจ้าที่มีความเมตตาอันหาของเขตมิได้และยิ่งใหญ่ปานนี้

    แต่แรกมีหลายคนไม่เชื่อและตะโกนว่าเป็นไปไม่ได้ ท่านยังอยู่และจะต้องอยู่ต่อไป ต่อเมื่อได้รับการยืนยันว่าท่านสิ้นแล้ว สิ้นแล้วจริง ๆ ก็ทุ่มตัวลงเกลือกกลิ้งร่ำไห้พิลาปรำพันอย่างน่าเวทนายิ่งนัก โอ้...ท่านผู้เป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ ป่านนี้ท่านคงเป็นสุขอยู่ ณ สรวงสวรรค์ที่สะพรั่งพร้อมด้วยทิพยวิมานอันเพริดแพร้วใหญ่โดสุดพรรณนาด้วยผลบุญแห่งการบำเพ็ญมาอย่างใหญ่หลวงเหลือคณา คงเหลือแต่ผลงานและประวัติชีวิตอันบริสุทธิ์ทิ้งไว้แด่อนุชน ได้ชื่นชม และเสวยผลเป็นอมตะชั่วกาลปาวสาน

    ที่มาเว็บลานธรรมจักร

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    รูปถ่ายอัดกระจกขาวดำกรอบเก่าโบราณ
    ครูบา อภิชัยขาวปี ขนาดประมาณกว้าง ๑.๕ ยาว ๒ เซนติเมตร

    ให้บูชา 320 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260324_182646.jpg IMG_20260324_182618.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 มีนาคม 2026
  18. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,243
    ค่าพลัง:
    +5,931
    จองครับ
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,338
    ค่าพลัง:
    +21,468
    ขออภัยด้วยครับ 2 รายการนี้ปิดแล้วครับ
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,338
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1774356430208.jpg

    ประวัติวัดสนามชัย
    เรื่องราววัดสนามชัยในครั้งก่อน คนเก่าเล่าไว้ไม่แน่นอน จะตัดตอนเสริมต่อพอเข้าใจ
    วัดสนามชัยเป็นวัดเก่าแก่พอสมควรมีพระนอน ปางไสยาสน์ เก่าแก่อยู่กลางแจ้ง 1 องค์ ไม่มีมณฑปครอบ คำว่า สนามชัย คงหมายถึง สนามแข่งขันในสมัยก่อนนานมาแล้ว วัดสนามชัย ยังมีอีกวัดหนึ่ง เป็นวัดที่ สุรพล สมบัติเจริญนำไปร้องเพลง วัดสนามชัยนี้อยู่ห่างที่วัดหลวงพ่อกวย ประมาณ 5 กิโลเมตร ปัจจุบันรอบๆ วัด ชาวบ้านจะมีอาชีพทำนาและทำสวนส้มขาวแตงกวา ที่มีรสหวานยิ่งนัก สรุปคือไม่ได้ที่มาที่ไปที่แน่นอนจากคนเก่าเลย ประกอบกับในสมัยของท่าน ในสรรคบุรีมีเกจีอาจารย์ถึง 2 รูป คือ หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ กับหลวงพ่อกวย ซึ่งเปรียบเสมือนอาจารย์องค์หนึ่งของท่าน ท่านจึงไม่จำเป็นต้องสร้างวัตถุมงคลอะไรขึ้นมาเพื่อความดังหรือเพื่อลาภสักการะ สมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดวิหารทอง ครั้งใดที่ท่านดำริก่อสร้างอะไรท่านจะจุดธูปบอกเล่า หลวงพ่อโต วัดวิหารทอง เจ้าอาวาสองค์ก่อน แม้ในใบบอกบุญทอดผ้าป่าท่านก็ให้หลวงพ่อโตเป็นประธาน ท่านสามารถสร้างเมรุ, สะพานแขวน โดยให้หลวงพ่อโตเป็นประธาน และหลวงพ่อโตก็เป็นจริงมรณภาพไปแล้ว ยังสามารถดลจิตคลใจคนให้นำผ้าป่ามาทอดโดยไม่บอกมาก่อน ทั้งเมรุและสะพานแขวนข้ามแม่น้ำน้อย ทำได้สำเร็จ

    ประวัติหลวงพ่อพิมพ์
    ท่านเกิดที่บ้านวังขรณ์ ต.โพธิ์ชนไก่ อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 15 มิถุนายน 2458 เป็นบุตรของ พ่อขวัญ-แม่พัว อินทอง ที่บ้านวังขรณ์นี้อยู่ไม่ไกลจากวัดสนามชัย แต่อยู่คนละฝั่งแม่น้ำ ชีวิตวัยเรียนจบชั้นประถม 4 ซึ่งถือว่าสมบูรณ์และสูงสุดแล้ว ในวัยหนุ่มท่านเป็นคนใจร้อน พูดน้อย ไม่เกรงกลัวผู้ใด รูปร่างล่ำป้อม ผิวสีค้อนข้างดำ แข็งแรง ทำจริงชอบยิงกระสุน (คล้ายธนู) และเรียนกระบี่กระบองจนจบ พูดจริง ทำจริง และไม่เคยข้องแวะกับสตรีเพศเลย จนกระทั่งบวช มีชื่อเล่นว่า นายพลุ เพราะเป็นคนจริง ลงถ้าโมโหแล้วจะไม่เกรงกลัวผู้ใดเลย นายพิมพ์ได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ณ พัทธสีมาวัดโพธิ์หอม ต. เชิงกลัด อ. บางระจัน จ. สิงบุรี เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2479 โดยมีท่านพระครูศรีวิริยะโสภิต (หลวงพ่อสี) วัดพระปรางค์ เป็นพระอุปัชฌาย์ มีอาจารย์พัน เป็นพระกรรมวาจาจารย์และมหากราด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เป็นพระภิกษุสงฆ์ เวลา 15.00 น. ได้รับฉายาว่า สุวณ۪โณและได้จำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิ์
    หอม 1 พรรษา เพื่อหัด

    ศึกษาวิชาอาคม
    หลังจากพรรษาที่ 1 ผ่านไป ท่ามเริ่มที่จะศึกษาวิชาอาคมวิปัสสนากรรมฐาน โดยไม่ทิ้งเวลาให้สูญเปล่า ท่านได้เดินทางมาเรียนวิชากับหลวงพ่อกวย วัดบ้านแค เพราะท่านเคยเป็นลูกศิษย์หาบสำรับให้หลวงพ่อกวย ตอนที่หลวงพ่อกวยไปเรียนวิชากับหลวงพ่อเดิมถึง 7 ปี (แต่พักจำพรรษาที่วัดบางตาหงาย) เมื่อพระพิมพ์แจ้งความจำนงว่าจะขอเรียนวิปัสสนาและวิชาอาคม หลวงพ่อกวยได้ตอบปฏิเสธ โดยบอกว่าให้ไปเรียนกับอาจารย์ของท่านโดยตรงเลยคือ หลวงพ่อสีวัดพระปรางค์ หลวงพ่อสีองค์นี้แก่กล้าอาคมยิ่งนัก สร้างเหรียญไว้ 1 รุ่น ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ เต็มองค์ สวยงามยิ่งนักสนนราคาแพง มีลูกศิษย์หลายองค์ล้วนแต่แก่กล้าอาคม เช่น หลวงพ่อบัว วัดแสวงหา อาจารย์ดำรง วัดเขาขึ้น หลวงพ่อฟุ้ง หลวงพ่อเฟื่อง วัดแหลมคาง หลวงพ่อหร่ำ วัดวังจิก หลวงพ่อทอง วัดพระปรางค์ ที่โด่งดังทะลุฟ้า คือ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง และที่เก่งและรักลูกศิษย์เหมือนหลวงพ่อรักลูก ก็หลวงพ่อกวย วัดบ้านแค (ติดอันดับ 1 ใน 9 ยอดเกจิอาจารย์รัตนโกสินทร์ยุค 4) ขอเงินหมื่นให้เงินหมื่น ขอเงินแสนให้เงินแสน ขอเงินล้านให้เงินล้าน ฯลฯ อันตัวท่านหลวงพ่อสีนี้ สร้างโบสถ์โดยไม่ได้เรื่อไรใคร ท่านสามารถเรียกทรัพย์แผ่นดินได้ เป็นเหรียญเงินเก่าสมัย ร.5, ร.6 โดยไปตักเอาในบ่อเล็กๆ ในวันฌาปนกิจศพท่าน ดาวได้ขึ้นเวลากลางวันซึ่งอัศจรรย์มาก

    หลังจากที่หลวงพ่อพิมพ์ได้ศึกษาอาคมจากหลวงพ่อสีระยะหนึ่ง ท่านก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ได้พักอยู่วัดปากน้ำภาษีเจริญแต่ท่านไม่ได้เรียนวิชาธรรมกาย คงยึดมั่นในการปฏิบัติตามแนวของหลวงพ่อสีอยู่เหมือนเดิม ท่านมาอยู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ 8 ปี ท่านได้เรียนทางปฏิบัติ คือ นักธรรมตรี, โท และเอก แล้วท่านก็กลับมาวัดสนามชัย การกลับมาครั้งนี้ของท่านปรากฏว่าหลวงพ่อพ่อสี วัดพระปรางค์ องค์อาจารย์ได้มรณภาพแล้ว การกลับมาครั้งนี้ท่านได้ปฏิบัติทางจิตอย่างจริงจัง หลังจากฉันเช้าแล้ว ท่านก็เข้าไปนั่งสมาธิในป่าช้า จนมืดค่ำดึกดื่น จะว่าท่านเรียนวิปัสสนากรรมฐานได้ช้า ไม่เหมือนศิษย์พี่ คือ หลวงพ่อกวย ก็ไม่เชิง เพราะหลวงพ่อกวยมีหลักฐานว่าเรียนวิปัสสนากรรมฐานเพียงปีเดียวสำเร็จ โดยพักที่วัดหนองตาแก้ว ได้ขุดสระศักดิ์สิทธิ์เอาไว้และปลูกต้นสมอเอาไว้ ใครอาบน้ำในสระโดยไม่ตัดไปอาบจะเป็นขี้กลาก ใครปัสสาวะที่ต้นสมอจะชักดิ้นชักงอ แต่หลวงปู่พิมพ์ท่านกลับฝึกทางจิต โดยนั่งสมาธิถ้ามีเวลาว่าง ท่านปฏิบัติทางจิตจนกระทั่งบั้นปลายของชีวิต ในบั้นปลายของชีวิตของท่าน ท่านก็คงแข็งแรง ไม่กินหยุบกินยา ล่ำป้อมดำเหมือนเดิม ถามผมว่า หลวงพ่อกวยสอนมึงอย่างนั้นหรือ ผมบอกว่าเปล่า แต่คาถาของหลวงพ่อกวยกล่าวไว้ว่า พุทโธ คือลมหายใจเข้า -ออกของพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็ถามผมต่อ แล้วใครสอนมึง ผมตอบว่า อาจารย์ชา วัดหนองป่า

    เป็นอุปัชฌาย์
    หลวงปู่พิมพ์ ท่านไม่สนใจลาภยศ ชอบสงบ ชอบปฏิบัติทางจิต แต่พอพรรษาที่ 9 ท่านก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระปลัด พอพรรษาที่ 10 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นอุปัชฌาย์ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอ ชื่อ พระครูสรรคภารวิชิตโดยได้รับคำสั่งจากเจ้าคณะภาคกรุงเทพฯ ท่านถึงกลับนิ่งอึ้งไป เพราะท่านไม่ได้ยินดีในลาภยศตำแหน่งใดๆ การได้มาซึ่งตำแหน่งยิ่งทำให้ท่านทำตัวสมถะ และเพื่อเห็นแก่ศาสนาท่านจึงรับไว้ ท่านปกครองพระภิกษุสงฆ์ในอำเภอสรรคบุรีอย่างจริงจัง ถ้าท่านได้ยินข่าวว่าพระภิกษุยุ่งเกี่ยวกับสีกา ท่านจะเรียกมาพบ โดยมากพระภิกษุที่มีเรื่องแบบนี้ท่านมักจะมีสตางค์ ท่านจะเอาปัจจัยข้าวของมาถวายท่านมากมาย แต่ท่านหลับพูดว่า ท่านเอาของของท่านกลับไปซะ แล้วไปหาที่อยู่ไกลๆ ให้พ้นจากเขตปกครองของจ้า ไม่อย่างนั้นจะหาว่าข้าไม่ดีไม่ได้นะ รีบๆ ไปซะไปให้ไวๆ ไปให้ไกลๆ ด้วย เนื่องจากตบะแล้วความแกกล้าอาคม ความสันโดษ ความไม่เกรงกลัวใครนี่เอง ลูกศิษย์ที่ท่านได้บวชให้ไปได้อนุญาตท่านเปลี่ยนนามสกุล จากนามสกุลเดิม “สรรคภารวิชิต” ได้ขอเปลี่ยนหลายคน

    ของคู่บุญ
    หลวงพ่อพิมพ์ ท่านชอบปฏิบัติทางจิต แต่ไม่ชอบเรียนวิชา แม้ศิษย์พี่คือหลวงพ่อกวย จะอยู่ไม่ไกล (ตอนที่ท่านเป็นอุปัชฌาย์ ท่านต้องไปจำพรรษาอยู่วัดวิหารทอง ซึ่งอยู่ติดที่ว่าการอำเภอ) แต่มีสิ่งหนึ่งที่ท่านชอบคือคันกระสุน(คล้ายธนู) ใช้ลูกดินยิง คือ ท่านเคยเรียนกระบี่กระบองมาก่อน ท่านได้สั่งศิษย์หาไม่ไผ่ป่าที่ล้มอยู่มีโขลงช้างข้ามและมีผีตายทับ ถ้าได้ช่วยทำให้ท่านสัก 1 อัน อยู่ต่อมาลูกศิษย์ของท่านได้ไปดูเขายิงเสือ (คน) นอนตายทับลำไม้ไผ่เมื่อดูไปดูมา ได้เห็นรอยเท้าของโขลงช้างเดินข้ามไปมานานแล้ว ลูกศิษย์ของท่านเลยตัดเองมา แม้ว่าจะทำได้ 2 อันแต่ลูกศิษย์ของท่านกลับทำเพียงอันเดียว เพื่อให้เป็นของหนึ่งเดียว คันกระสุนนี่ยาวกว่าของหลวงพ่อกวยเกือบ 1 ฟุต แต่ของหลวงพ่อกวยไม้แก่กว่า ไม้แก่มากเกือบเป็นสีแดง แต่ท่านจะยิงกระสุนวิถีคดได้แบบหลวงพ่อกวยหรือเปล่าไม่รู้เพราะครั้งหนึ่งศิษย์รุ่นเก่าไปกราบท่าน เห็นท่านถือคันกระสุนอยู่ จึงแกล้งแหย่ท่านว่า หลวงปู่หันหน้าไปทางโน้น แล้วยิงให้โดนหัวผมที ท่านนิ่งเฉย ท่านพูดว่า กูไม่ใช่หลวงพ่อกวยนี่หว่า ภายหลังคันกระสุนนี้ได้ตกมาอยู่กับศิษย์ใกล้ชิดท่านนึง ปัจจุบันได้มอบให้พิพิธภัณหลวงพ่อกวยไปแล้ว

    ผู้สืบทอดอาจารย์ธรรมโชติ
    ที่อำเภอสรรค์บุรีนี้ ถ้าพระองค์ใดเป็นเจ้าคณะอำเภอจะต้องจำพรรษา หรือเป็นเจ้าอาวาสวัดวิหารทอง ซึ่งอยู่ติดหรือใกล้ที่ว่าการอำเภอ ท่านพระครูพิมพ์ก็เช่นกัน เดิมก็เป็นเจ้าอาวาสวัดวิหารทอง อยู่ๆ ท่านไม่ชอบใจกรรมการวัด ท่านก็มาจำพรรษาที่วัดสนามชัย บ้านเกิดของท่าน เหตุการณ์แบบนี้ได้เกิดขึ้นมา 3 ครั้ง ตั้งแต่พระครูปัตร, พระครูปุ่น ซึ่งสืบเชื้อสายเป็นญาติพี่น้องกันมาทั้ง 3 องค์ ได้มีการจดบันทึกเอาไว้ว่า สืบเชื้อสายมาจากขุนสรรค์ แต่ตัวพระครูพิมพ์นั้นกลับมีปฏิปทา เหมือนหนึ่งเป็นหน่อของท่านอาจารย์ธรรมโชติ คือใครเดือดร้อนของเหรียญรูปท่าน ท่านก็ให้ไป แต้ถ้าเป็นทหาร เป็น ตชด. ท่านต้องแจกตะกรุด เหรียญหันหลังชนกันกับขันสรรค์ ผ้ายันต์ ผ้ายันต์นี้แม้ไม่มีก็จะเขียนให้ จะค้างคือที่วัดก็จะเขียนให้ แม้ผืนขนาดใหญ่ ผู้พันให้ลูกน้องมาขอ เขียนด้วยปลุกด้วย 3 วัน 3 คืน เอาไว้ป้องกันบังเกอร์ก็เขียนให้ เงินไม่สำคัญ ทหารกินข้าววัด

    เป็นผู้มีเชื้อสายของคนจริง และเทพสังหาร
    พระครูพิมพ์ มีชื่อเล่นว่า นายพลุ มีศักดิ์เป็นน้องปู่ฉุ่น อดีตครูใหญ่คนแรกวัดสนามชัย ภายหลังได้ลาออกและโดนกักบริเวณที่บางขวางเป็นสิบปี และเป็นน้องของสางฉาว สางฉาวนี้ คำว่า สาง หมายถึงคนที่ตายไปแล้วจะเรียกว่าเสือฉาวก็ได้ เป็นที่ไม่กลัวคน ไม่ว่ามีดหรือปืน จะเดี๋ยวหรอหมู่ก็ได้ เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อกวย วัดบ้านแค หนังเหนียว ปืนยิงไม่ออก แถมล่ำป้อมแบบพระครูพิมพ์ เป็นเสือบุกเดี่ยว แต่ไม่ปล้นชิงบริเวณบ้าน เคยติดคุกที่บางขวาง ที่เกาะตะรุเตา ก็หนีมาได้ ตอนนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังได้รับจ้างทหารญี่ปุ่นซ่อมสะพานพุทธยอดฟ้าฯ ครั้งสุดท้ายติดคุกที่ชัยนาท พัศดีสั่งตีตัวแดง (สั่งตาย) โดยทั้งไม้ทั้งปืน ยังแหกคุกที่มีลวดไฟฟ้าออกมาได้ ท่านมีหลาน – เหลน อยู่คนสองคน คนแรกเป็นกำนัน ชื่อกำนันใส กำนันใสนี้ถ้าลูกบ้านทะเลาะกันอย่างรุนแรงท่านก็จะเตียน ถ้าเตียนไม่ฟัง แกจะฆ่าคนผิด โดยไม่คิดสตางค์ และไม่แย้มให้ใครรู้เลย

    จอมคน
    ในสมัยเสือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สุพรรณบุรี ได้ชื่อว่าเป็นถิ่นเสือปล้น เสือที่โด่งดังที่สุดที่ขนาดตั้งเป็นชุมเสือได้คือ เสือฝ้าย โดยมากก็จะมีของดี ทราบว่าเสือที่มีของดีและมีคุณธรรมคือ เสือมเหศวร ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ อยู่บ้านไพรนกยูง อ.หันคา จ.ชัยนาท ครั้งหนึ่งเสือฝ้ายได้มาตั้งชุมเสือที่บ้านล่องใหญ่ บ้านเดิมบางนางบวง สุพรรณบุรี ได้รู้ข่าวว่า บ้านนายยอด เดชมา (พ่อหมอเฉลียว เดชมา) มีปืน ร.ศ.ปืนพระราม อยู่ 5 กระบอก จึงได้ให้ลูกน้องมาเอาปืนที่บ้านโยมยอดโยมยอดได้มาบอกหลวงพ่อกวยให้ช่วย แต่หลวงพ่อกวยได้ไปเรียนวิชาเพิ่มเติมกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ โยมยอดเลยวิ่งแจ้นไปบอกพระครูพิมพ์ พระครูพิมพ์ท่านก็รับกิจนิมนต์ทันที ท่ารนเดินลัดตัดทุ่งไปทันทีที่หมู่บ้านสามเอก (ดงเสือ) ขณะที่ชุมเสือฝ้ายได้ตั้งชุมอยู่ ไม่รู้ว่าท่านพูดอย่างไร แล้วท่านก็สะพายปืนยาวรุ่นเก่า 5 กระบอก มาหน้าตาเฉย เรื่องนี้ท่านไม่ยอมเล่าให้ใครฟังถึงที่ไปที่มา ยังมีลูกหลานที่ทำนิสัยแบบนี้อีก คนคนนี้เป็นคนบ้าบิ่น (โหล่) ชื่อเชน (ปิ๊ด) ฉายาแหวนแขนเรดาร์ บ้านเดิมอยู่หัวเด่น ขณะบวชอยู่กับหลวงพ่อกวย วัดบ้านแค ปรากฏว่ามีพวกเสือได้วิ่งไล่จะปล้ำคุณยายม่าย (เป็นคนจีนเตี่ยเอามาขาย 2 คนพี่น้อง) ยายม่ายได้วิ่งมาหวังพึ่งหลวงพ่อกวย พอดีเจอพระเชนพอดี พระเชนโดดเหน็บมีดหมอหลวงพ่อกวย ห่มผ้าไปส่งยายม่าย พระเชนได้พูดว่า “ถ้ามันกล้าปล้ำผู้หญิงต่อหน้ากู กูก็ขาดจากพระวันนี้แหละวะ”

    เกียรติคุณปรากฏ
    ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามได้มีเสือตั้งชุมปล้นสะดมทรัพย์สิน วัวควาย ฯลฯ เอาไปเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านสนามชัยได้รวมตัวกันเข้าไปกราบพระครูพิมพ์ เล่าเรื่องให้ฟัง ท่านได้ถามว่า แล้วพวกมึงจะยอมเขาหรือจะสู้เขา ชาวบ้านสนามชัยได้ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าสู้ พอท่านได้ยินคำว่าสู้ ท่านก็ไปขุดหัวว้านขมิ้นอ้อย ที่ท่านปลูกเอาไว้ เอามาล้างน้ำ เสกและจารโดยฝานตรงยอกบนออก แล้วท่านก็ฝานเป็นแว่นๆ ให้กับชาวบ้านอมใส่ปากไว้ ชาวบ้านสนามชัยมีแค่ปืนแก๊ป ปืนลูกซอง ปืนไทยประดิษฐ์ (เมดอินไทยแลนด์) พร้า ดาบ ฯลฯ แล้วท่านก็ยังสั่งว่า เมื่อตามไปทันให้โห่ร้อง แล้วสู้ประจัญบานกับมัน ผลคือผู้นำชาวบ้านคือนายพวง โดนเสือเล็กยิงแต่ยิงไม่ถูก นายพวงได้ยิงมัน โดนเสือเล็กตัดขั้วหัวใจตายเลย ผลการสู้รบในวันนั้น เสือโดยการนำของเสือเล็กบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่ชาวบ้านสนามชัยแค่บาดเจ็บเล็กน้อย เรื่องนี้โด่งดังมาก เพราะปืนที่ต่อสู้กันเป็นปืนคนละชนิดและพระครูพิมพ์ก็เพิ่งจะอายุไม่มาก อายุประมาณ 30 ปีเศษ เรื่องนี้ผู้เขียนเรื่องราวของหลวงพ่อพิมพ์ คือ คุณสมจิต เทียนวัน หรือคุณเฒ่า สุพรรณ ได้รับคำบอกเล่าและการสั่งเสียจากปู่ฉุน ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายของพระครูพิมพ์ ปู่ได้พูด 2-3 ครั้งว่าเมื่โตขึ้น อย่าลืมไปหาพระครูพิมพ์ ไปขอเรียนวิชาขมิ้นจากท่านให้ได้ ตอนนั้นคุณสมจิตยังเรียนอยู่ประถม 4 และย่าฉวนได้นำไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อกวยแล้ว ได้รดน้ำมนแล้ว คุณสมจิตได้แต่คิดในใจว่าพระลงเรียนทั้งมหาเปรียญและเรียนอาคมด้วย เป็นพระครูแบบนี้ถึงจะเก่งอย่างไร คิดว่าก็ไม่เท่าไรหรอก ขณะนั้น ครั้งหนึ่งคุณสมจิตไปกราบท่านที่วัดสนามชัย เตรียมขมิ้นอ้อยไปด้วย กะจะไปขอเรียนวิชาตามที่ปู่สั่ง เมื่อท่านเสกให้เสร็จ ได้อ่านดูภาษาขอม ที่ท่านจาร อ่านได้ว่า “นะโมพุทธายะ” จึงถามท่านว่า หลวงปู่ไปเรียนวิชาขมิ้นนี้มาจากไหน ท่านตอบว่า แลกเปลี่ยนวิชากัน ตอนไปอยู่รับใช้หลวงพ่อกวย ตอนที่หลวงพ่อกวยไปเรียนวิชากับหลวงพ่อเดิม คุณสมจิตได้เรียนถามว่า หลวงปู่แลกเปลี่ยนวิชากับใคร ท่านตอบว่า “ท่านอินทร์ วัดเกาะหงษ์”

    ผลงานสำคัญ
    หลวงพ่อพระครูพิมพ์ เป็นพระที่สมถะ มักน้อย สันโดษ ฉันอาหารมื้อเดียว ชอบภาวนา ไม่ชอบการสร้างวัตถุมงคลเพื่อหวังเงินทอง อายุประมาณ 30 พรรษา ได้สร้างอุโบสถร่วมกับหลวงพ่อเชื้อ น้องชายหลวงปู่เย็น วัดสระเปรียญ โดยได้ทำแหวนนิ้วตามตำราของหลวงพ่อสี วัดพระปรางค์ เพื่อสมนาคุณให้กับผู้ทำบุญพระอุโบสถหลังนี้คือ พระอุโบสถวัดวังขรณ์ ซึ่งที่วัดวังขรณ์นี้เดิมเป็นโรงเรียนปริยัติธรรม แหวนนิ้วที่เหลือนี้ยังได้ฝังไว้ที่วัดวังขรณ์ จำนวน 2 ไห ใต้ท้องวงเขียนว่า “อิ ติ” เป็นภาษาขอม นอกจากอุโบสถที่วัดวังขรณ์แล้ว ที่วัดวิหารทอง ท่านก็สร้างเมรุเผาศพ แลพสะพานแขวน ราคาหลายล้านบาท ภายหลังท่านมาอยู่วัดสนามชัย ท่านก็สร้างกุฏิกรรมฐาน

    มรณภาพ
    หลวงพ่อพิมพ์ เป็นพระที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน คนในตระกูลนี้ตั้งแต่ ชวด, ปู่ชวด ถ้าเป็นผู้ชายเวลาตายจะตายง่ายๆ เช่น เป็นลมตาย นอนตายเฉยๆ หลวงพ่อพิมพ์ท่านได้ถึงแก่มรณภาพตอนเช้า เวลา 08.00 น. ของวันที่ 4 กรกฎาคม 2536 ก่อนที่ท่านจะไปบาชนาคที่ ต.หัวกรด โดยก่อนไปท่านได้เขียนจดหมายทิ้งไว้บนโต๊ะ ถึงสมุห์แจ่ม เจ้าอาวาส โดยเขียนเป็นทำนอง ให้อยู่ดูแลวัดต่อไป มีงานอะไรก็ให้เร่งทำ เวลาของชีวิตเรานั้นไม่ยาวนัก แล้วท่านก็เอาหินทับไว้ ขณะที่ท่านนั่งรถมาถึงหน้าวัดสกุณาราม ห่างจากวัดสนามชัย ประมาณ 7 กิโลเมตร ศีรษะของท่านก็งุ้มลงไปข้างหน้าผิดสังเกต หลวงพ่อประเทืองซึ่งนั่งรถไปด้วยกับท่านก็ตกใจบอกให้รถหยุด มาจับดูตัวเองจึงได้รู้ว่าท่านมรณภาพ หลวงพ่อประเทืองจึงให้รถวิ่งกลับวัด ได้ตะระฆังบอกให้พระ-เณรและชาวบ้านรู้ แล้วให้คนไปนิมนต์พระอุปัชฌาย์เบิ้ม วัดสระไม้แดง ให้เป็นอุปัชฌาย์บวชแทนหลวงพ่อพิมพ์ จากนั้นก็เก็บศพไว้ 1 ปี จึงได้ขอพระราชทานเพลิงศพ สิริรวมอายุ 78 ปี พรรษา 58 นับเป็นการสูญเสียเกจิอาจารย์เมืองสรรค์ที่เป็นของจริง อาจเป็นองค์สุดท้ายของเมืองสรรค์ก็ได้

    อัฐิเป็นพระธาตุ
    เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว ทางวัดได้อาบน้ำศพและเปลี่ยนผ้าให้ใหม่ ได้เก็บศพไว้ 1 ปี แต่พอจะขอพระราชทานเพลิงศพก็ได้เปลี่ยนผ้าให้ใหม่ โดยเก็บผ้าที่ท่านครองอยู่ในโลงพับเอาไว้และได้นำไปเผาด้วย ก่อนเผา ท่านอาจารย์สมาน ได้ให้ทางญาติสนิทหักโยกฟันเอาไว้บูชา ผลปรากฏว่า ไม่มีใครโยกหักฟันของท่านได้เลย มีแต่อาจารย์สมาน (เจ้าอาวาสวัดหัวเด่น มีศักดิ์เป็นหลานห่างๆ) ได้โยกฟันมาได้ 2 ซี่ คือ ฟันเขี้ยว 1 ซี่ อีกซี่หนึ่งเล็กมาก ท่านอาจารย์สมานได้กินซี่เล็ก เหลือแต่ฟันเขี้ยวแก้ว (ปัจจุบันเป็นของ คุณศิริชัย ชีรวณิชย์กุล) เมื่อพระราชทานเพลิงศพแล้ว จึงเปิดดูอัฐิของท่าน ผลคือ ผ้าจีวรที่ท่านครองอยู่แล้วนำไปเผาด้วยไม่ไหม้ไฟ เมื่อหยิบดูปรากฏว่าสะเก็ดของอัฐิเป็นเม็ดสีขาว เมื่อส่องดูให้ละเอียดจะเป็นเม็ดใสสีขาวเต็มไปหมด บางท่านว่าเป็นพระธาตุ นับว่าอัศจรรย์มาก

    ที่มาเว็บวัดโฆสิตาราม

    น่าจะบทความของ
    อาจารย์เฒ่า สุพรรณ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    เหรียญหลวงพ่อพิมพ์หลังขุนสรรค์รุ่น ๒ พิมพ์เล็ก
    ยกชุด ๓ เหรียญ

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260324_200705.jpg IMG_20260324_200723.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...